วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากโอลิมปิก 2008 สู่ “มนุษย์ปักกิ่ง” การค้นพบและสาบสูญ


       อีกไม่นานนัก การแข่งขันขันกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ กีฬาโอลิมปิก “ปักกิ่ง 2008” ที่มีคำขวัญการแข่งขันว่า "One World One Dream" ก็จะเริ่มขึ้น ในระหว่างวันที่ 8 – 24 สิงหาคม 2008  ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน  เห็นข่าวว่าทางประเทศจีนเตรียมตัว และเตรียมพร้อมจัดงานเฉลิมฉลอง รวมทั้งตั้งใจจัดการแข่งขันให้ยิ่งใหญ่สุดอลังการ แลเพื่อให้เป็นที่หนึ่งที่สุดของโลกตามที่ได้ประชาสัมพันธ์ รัฐบาลจีนถึงกลับเชิญสตีเว่น สปีลเบิร์ก ผู้กำกับภาพยนตร์ผู้มีชื่อเสียงคับฟ้ามาเป็น Producer ของงานพิธีเปิดและปิดการแข่งขันโดยตรง แค่งานเฉลิมฉลองของชาวจีนไม่ว่างานไหน ก็เป็นเรื่องยิ่งใหญ่เสมออยู่แล้ว และหากยิ่งมีผู้กำกับระดับโลกมาร่วมด้วยขนาดนี้  “ปักกิ่งเกมส์ 2008” คงจะสร้างสิ่งแปลกใหม่และความประทับใจให้กับวงการกีฬาโลกได้อีกมากมาย

.

.

        แต่ที่ผมให้ความสนใจมากที่สุด ก็คงเป็นตัวมาสคอต (Mascot) หรือสัตว์นำโชค ที่เปิดตัวถึง 5 ตัวครับ สัตว์นำโชคทั้งห้า แทนความหมายห่วงและสีทั้ง 5 ของโอลิมปิก รวมทั้งแทนความหมายธาตุทั้ง 5 แห่งโลก Mascot หรือ ฟู่หวา 福娃 ในปักกิ่งเกมส์ 2008 นี้ ประกอบด้วย
.

        เป้ย เปย 贝贝 เป็นปลา แทนความเจิญรุ่งเรือง , จิง จิง 晶晶  เป็นหมีแพนด้า แทนความสดชื่น สนุกสนาน , ฮวน ฮวน 欢欢  ไฟแห่งตุงหวง แทนความกระตือรือล้น , หยิงยิง 迎迎 แกะธิเบต แทนสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และ นีหนิ  妮妮 นกนางแอ่น แทนความมีโชคสุขสวัสดิ์ ชื่อทั้ง 5 เมื่อนำมาเรียงต่อกันจะกลายเป็นคำพ้องเสียง  "北京欢迎您" แปลว่า “ปักกิ่งยินดีต้อนรับ” ครับ

.

.

        แต่ผมก็อดเสียงดายไม่ได้ ที่เรื่องราวของ “มนุษย์แห่งปักกิ่ง” (Peking man) ความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของชาวปักกิ่ง ไม่ได้ถูกนำมาเป็น ฟู่หวา กับเขาด้วย นั่นก็คงเป็นเพราะคนจีนเขามองว่า Mascot สากล ก็คือตัวสัตว์ แต่มนุษย์ปักกิ่งคือ "บรรพบุรุษของชาวจีน" เรื่องราวของมนุษย์ปักกิ่ง จึงถูกนำเสนอควบคู่กับการโปรโมทกีฬาโอลิมปิกอย่างสมเกียรติ เชิญชวนให้ผู้คนไปเยือนปักกิ่งในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ได้ไปท่องเที่ยว “ภูผากระดูกมังกร” สถานที่ขุดพบ "มนุษย์ปักกิ่ง" ในอดีตครับ

.

.

          ใน Entry นี้ ผมจึงขอตามน้ำกีฬาโอลิมปิกของกรุงปักกิ่ง ด้วยเรื่องราวมนุษย์โบราณ “ปักกิ่งแมน” อธิบายสั้น ๆ ว่า เขาเป็นใคร มาจากไหน  หายไปไหน แล้วทำไมชาวปักกิ่งจึงภาคภูมิใจกับเขามายาวนาน ถึงจะตามน้ำแต่ก็ไปคนละทาง คนละเรื่อง หากท่านสนใจเรื่องราวส่วนหนึ่งแห่งความเป็น "ปักกิ่ง" ก็คงต้องอดทนอ่านกันหน่อยนะครับ

.

        เมื่อช่วงเวลาประมาณ 1 .8 ล้าน  – 1 0,000 ปีที่แล้ว โลกมนุษย์ต้องเผชิญกับฤดูหนาวอันโหดร้ายและยาวนานของยุคน้ำแข็ง หรือที่เรียกว่า “สมัยไพลสโตซีน” ( Pleistocene Epoch ) ลักษณะของภูมิประเทศและภูมิอากาศ แตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ซีกโลกทางเหนือและซีกโลกด้านใต้ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและธารน้ำแข็ง (Glacial) น้ำในทะเลอยู่ในระดับต่ำจากปัจจุบัน 70 – 150 เมตร (น้ำทะเล มันกลายไปเป็นน้ำแข็งแทนครับ)

.

        การลดระดับลงของน้ำทะเลทำให้ผืนแผ่นดินของโลกในยุคน้ำแข็ง มีพื้นดินที่กว้างใหญ่ไพศาล ทวีปอเมริกาเหนือมีแผ่นดินใหญ่เชื่อมกับทวีปเอเซียที่ช่องแคบแบริ่ง (Bering) ระหว่างไซบีเรีย (Siberian) และอลาสก้า(Alaska)  ในขณะที่อ่าวเปอร์เซียและทะเลแดงในคาบสมุทรอารเบีย (Arabian Plate) ของทวีปเอเซีย กลายเป็นแผ่นดินอันกว้างใหญ่เชื่อมทวีปแอฟริกา (African Plate) บริเวณประเทศเอธิโอเปีย ซูดาน และอียิปต์   ทวีปยุโรปเชื่อมกับต่อทวีปแอฟริกาในทะเลเมดิเตอร์ริเนียน (Maditeranean)

.

       ส่วนประเทศไทยที่ตั้งอยู่บนไหล่ทวีปซุนด้า (Sundal Shelf) ได้กลายมาเป็นคาบสมุทรขนาดใหญ่เชื่อมต่อ ประเทศอินโดนิเซีย ชวา เบอร์เนียว ไปจรดเกาะปาลาวันในประเทศฟิลิปปินส์  และในบางครั้ง  แผ่นดินยังได้เชื่อมต่อไปจนถึงนิวซีแลนด์ และทวีปออสเตรเลีย เรียกว่า แผ่นดินซาอูล (Sahul Shelf) เกาะแก่งต่าง ๆ ที่เห็นอยู่ในทะเลในปัจจุบัน คือยอดเขาในอดีตของยุคน้ำแข็งไพลสโตซีนนั่นเอง !!!

. 

         สภาพภูมิอากาศของโลกในช่วงยุคน้ำแข็งมีอากาศหนาวเย็นเป็นระยะเวลายาวนาน บนภาคพื้นทวีป อุณหภูมิลดต่ำกว่าศูนย์องศาหรือมากกว่า เกินสิ่งมีชีวิตและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะสามารถอาศัยอยู่ได้ สวนสวรรค์ของเหล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในโลกยุคน้ำแข็งจึงมาอยู่ที่บริเวณเส้นศูนย์สูตร ( Equator Line ) ที่พาดผ่านประเทศอินโดนิเซีย แอฟริกากลาง และตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ในปัจจุบันครับ

.

        ภูมิภาคนี้ได้รับอิทธิพลความร้อนจากดวงอาทิตย์มากที่สุด อากาศหนาวเย็นของโลกในยุคน้ำแข็งจึงมีผลต่อสภาพภูมิอากาศในเขตนี้ได้เพียงเล็กน้อย แผ่นดินสวรรค์ในเขตเส้นศูนย์สูตร มีสภาพเป็นป่าโปร่ง สลับกับทุ่งหญ้า ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ ป่าดิบชื้น มีฝนตกชุกรวมทั้งมีอากาศที่อบอุ่นเหมาะต่อการอยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและต่อวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์

.

        ในบางครั้งภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงไป อากาศอบอุ่นรุกกลับขึ้นไปในพื้นทวีป ขับไล่อากาศหนาวเย็นของยุคน้ำแข็งให้พ้นไปจนถึงประมาณละติจูดที่ 49 องศาเหนือ กว่า 4 ครั้งใหญ่และครั้งย่อย ๆ อีกหลายครั้ง เกิดพื้นที่ของทุ่งหญ้ากว้างใหญ่และทุ่งหญ้าที่แตกต่างกันตามสภาพภูมิอากาศ (Steppe and Savanna) เกิดป่าเบญจพรรณหรือป่าโปร่ง รอยต่อของอากาศจะกลายเป็นป่าเหนือ (Boreal Forest) แบบผสมกับป่าทุนดร้า(Tundra)

.

        การสลับกันไปมาระหว่างอากาศที่หนาวเย็นกับอากาศที่อบอุ่นนี้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่มีผลสำคัญต่อวิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและพรรณพืช  เมื่อถึงช่วงเวลาอบอุ่น เหล่าสายพันธุ์พืชของป่าเบญจพรรณ ทุ่งหญ้าสะวันนา และป่าโปร่ง เริ่มรุกเข้าสู่ภาคพื้นทวีปใหญ่ ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากเดิม  30 – 50 เมตร พอถึงฤดูหนาวเย็น ยุคน้ำแข็งเริ่มกลับมาเยือนอีกครั้ง สิ่งมีชีวิตและพืชพรรณก็อพยพ เดินทางกลับลงมาหาที่อบอุ่นของภูมิภาคเส้นศูนย์สูตร พื้นแผ่นดินกลายมาเป็นทุ่งหญ้าสเต็ปป์อันกว้างใหญ่  พืชและสัตว์บางชนิดจึงมีวิวัฒนาการให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น

.

        เมื่ออากาศบนพื้นทวีปสลับกลับมาอบอุ่นในระยะเวลาสั้น ๆ  พรรณพืชและเหล่าสัตว์นานาชนิด  ต่างก็เริ่มเคลื่อนตัวอพยพขึ้นเหนือเส้นศูนย์สูตรอีกครั้ง ทิศทางและภูมิประเทศที่แตกต่างกันไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญของการอพยพเคลื่อนย้าย บ้างก็อพยพไปทางซ้าย บ้างก็เคลื่อนเฉียงไปทางขวา เราจึงพบหลักฐานของสิ่งมีชีวิตต่างทวีปมากมายเช่น  Crocuta Crocuta หรือไฮยีน่าลายแถบ หมาป่าไฮยีน่า (Striped Hyenas) หมีแพนด้ายักษ์ (Ailuropoda Melanoleuca) ลิงอุรังอุตัง และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนอกถิ่นที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน ทั้งยังพบหลักฐานของสิ่งมีชีวิตเลี้ยงลูกด้วยนมที่มีวิวัฒนาการในการปรับตัวให้เข้ากับอากาศหนาว  เช่น ช้างแมมมอธ (mammoth) เสือเขี้ยวดาบ ( Sabre – toothed Tigers )  แรดขนปุย ( Woolly Rhinoceroses ) กวางยักษ์เมกะโลซีรอส ( Megaloceros ) ฯลฯ ที่สูญพันธุ์ไปหลังจากยุคน้ำแข็งสุดท้ายเมื่อประมาณ 1 หมื่นปีที่แล้วหรือหลังจากนั้นครับ

.

.

       ความสำคัญของยุคน้ำแข็งไพลสโตซีน เมื่อเกือบสองล้านปีที่ผ่านมา คือการปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตเลี้ยงลูกด้วยนม (Mammalia) ที่เชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ (Hominoidea) เป็นสายวิวัฒนาการของบรรพบุรุษมนุษย์ (Early Hominid )โดยตรงเป็นครั้งแรก สิ่งมีชีวิตที่คล้ายมนุษย์นั้น ถูกเรียกว่า โฮโม อิเรคตัส (Homo Erectus) หรือมนุษย์ผู้เดินตัวตรงบนขาทั้งสองข้าง

.

.

       โฮโม อิเรคตัส (Homo Erectus) คือสิ่งมีชีวิตเลี้ยงลูกด้วยนมมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับมนุษย์เกือบทุกประการ อาจจะเป็นบรรพบุรุษโดยตรงของโฮโม  ซาเปี้ยน ( Homo Sapiens ) ที่เป็นมนุษย์เช่นเราในปัจจุบัน หรืออาจจะเพียงเป็นสายวิวัฒนาการที่คู่ขนานกันมา  แต่ไม่ใช่บรรพบุรุษของเราโดยตรง  มีชีวิตอยู่ในช่วงยุคน้ำแข็งไพลสโตซีน มีอายุตั้งแต่ 3 แสนปีเรียกว่า โฮโม อิเรคตัสที่ทันสมัย  ไปจนถึงอายุ 1.9 ล้านปี เรียกว่าโฮโม อิเรคตัสที่ล้าหลัง ( พบในทวีปแอฟริกา ) โฮโม อิเรคตัส มีร่างกายขนาดใหญ่กว่า 5 – 6 ฟุต (มากกว่า1.5 เมตร ) เพศหญิงจะเตี้ยกว่า เป็นมนุษย์ที่มีขายาวและยืนตัวตรง กระดูกขาที่พบจากแหล่งขุดค้นต่าง ๆ ทั่วโลกไม่แตกต่างจากมนุษย์ในปัจจุบันเท่าใดนัก ยังไม่พบกระดูกมือที่สมบูรณ์ แต่จากร่องรอยเครื่องมือหิน ทำให้สันนิษฐานว่า โฮโม อิเรคตัส มีมือที่วิวัฒนาการได้ดีเท่ากับมนุษย์ในปัจจุบันแล้ว!!!         

.

       โฮโม  อิเรคตัส มีขนาดปริมาตรความจุของมันสมอง (Cranial Capacity)อยู่ระหว่าง 700 – 1,200 ลบ.ซม. ซึ่งมนุษย์ในปัจจุบันมีขนาดมันสมองระหว่าง 1,000 – 2,000 ลบ.ซม. ขนาดสมองที่ใหญ่ขึ้นนี้คือส่วนสำคัญที่ทำให้โฮโม อิเรคตัส มีพฤติกรรมที่ซับซ้อนขึ้น ฉลาดมากขึ้น สามารถสร้างและใช้เครื่องมือจากหิน กระดูก และไม้ ได้ดีกว่าบรรพบุรุษเดิม นั่นคือโฮโม  แฮบิลิส (Homo habilis : อายุ1.6 – 2.3 ล้านปี พบในทวีปแอฟริกา มีขนาดความจุมันสมอง 600 – 700 ลบ.ซม. ) จนสามารถอพยพขึ้นไปสู่บริเวณทางเหนือที่ไกลจากเส้นศูนย์สูตร และเผชิญกับปัญหาการเอาชีวิตให้รอดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ช่วยกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการทางวัฒนธรรมและภาษา ทางกายภาพ เกิดการปรับตัวที่บริเวณผิวหนัง มีขนยาวลดลงและมีต่อมเหงื่อมากขึ้น เพื่อปรับรักษาอุณหภูมิในร่างกายให้คงที่

.

.

        ข้อแตกต่างสำคัญระหว่าง โฮโม อิเรคตัส กับมนุษย์ในปัจจุบัน คือกระดูกที่หนักและหนากว่า กล้ามเนื้อของร่างกายที่ใหญ่กว่า ตามสภาพทางกายภาพของโครงกระดูก มีหน้าผากต่ำและแคบ ลาดเป็นชั้น มีกระดูกคิ้วโปนหนา มีกระดูกขากรรไกรและกรามใหญ่หนา มีผิวหน้าของฟันกรามใหญ่เป็นรูปหลายแฉก  มีฟันเขี้ยวด้านล่างและฟันกรามซี่ 1 –3 ที่ใหญ่กว่า

.

        โฮโม อิเรคตัสที่ทันสมัย หรือมนุษย์ปักกิ่ง ( Peking Man) ถูกพบเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.  2464 ที่หมู่ถ้ำแห่งหนึ่ง ชื่อ "จูกูเทียน" ( Zhoukoudian  or Choukoutain)  ผาถ้ำแห่งนี้อยู่ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 25 ไมล์ หน้าผาหินปูนที่พูดกันอยู่ในหมู่ของหมอยาแผนโบราณชาวจีนว่า เป็นที่สถิตของ "กระดูกมังกร" ส่วนผสมสำคัญของยาอายุวัฒนะชั้นเลิศที่เชื่อถือสืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในครั้งแรกนักโบราณชีววิทยาชาวเยอรมันชื่อฮีเบอเรอร์ ( K.A. Heberer ) ได้มาพบฟอสซิลของฟันสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ในร้านขายยาแห่งหนึ่งในนครปักกิ่ง  นำไปสู่การติดตามต้นตอของฟันซี่นั้นไปจนถึงหมู่บ้านจูกูเทียน เขาได้รวบรวมตัวอย่างกว่า 100 ชิ้นจากร้านขายยา ส่งไปให้นักโบราณชีววิทยาตรวจสอบ จึงพบว่าฟอลซิลที่ส่งมาตรวจสอบนั้น ชิ้นหนึ่งคือฟันกรามซี่ที่ 3 ด้านซ้ายสิ่งมีชีวิตที่คล้ายมนุษย์ หรืออาจจะเป็นฟันของ.......มนุษย์  แฮเบอเรอร์เชื่อมั่นว่าจะต้องมีมนุษย์โบราณอาศัยอยู่ที่บริเวณผาถ้ำที่หมู่บ้านจูกูเทียนอย่างแน่นอน !!!

.

.

        จอนห์น กันเนอร์ แอนเดอร์สัน (J.Gunnar Andersson) นักธรณีวิทยาชาวสวีเดน เดินทางไปที่จูกูเทียนเพื่อสำรวจแหล่งแร่ธาตุให้กับรัฐบาลจีน ในปี พ.ศ. 2464 เขาได้พบกับฟอสซิลกระดูกสัตว์ที่มีร่องรอยการล่าของมนุษย์ ในหมู่บ้านจูกูเทียนบริเวณที่เรียกว่าเนินกระดูกมังกร (Dragon-Bone Hill) สถานที่แห่งนี้หมอยาชาวจีนมาขุดหาฟอสซิลไปทำยาอายุ วัฒนะเป็นเวลานานกว่า 100 ปีมาแล้ว

.

.

        คนที่ขุดเล่าว่า เคยพบหินควอท์ซไซท์ (Quartzite) ที่แตกกะเทาะอย่างแปลกประหลาด เป็นแง่คมด้านหนึ่งบ้าง ทั้งสองด้านบ้าง ไม่น่าเป็นการกระทำของธรรมชาติ คงมีคนนำมาทิ้งไว้ที่นี่ แอนเดอร์สันและทีมงานจึงได้เริ่มขุดค้นที่เนินกระดูกมังกร และพบซากฟอสซิลมากมาย ทั้งหมดถูกส่งกลับไปที่สวีเดนเพื่อการศึกษาและวิเคราะห์ ผลสรุปออกมาว่า ฟอสซิลที่ส่งไปตรวจสอบ เป็นของสิ่งมีชีวิตเลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 20 สายพันธุ์  บางชนิดสูญพันธุ์ไปแล้ว ในปีพ.ศ. 2469 เขาจึงได้ค้นพบฟันของสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ เป็นฟันกรามใหญ่ 1 ซี่ และฟันธรรมดา 1 ซี่ ซึ่งทำให้เขาเชื่ออย่างมากว่า จะต้องพบกับฟอสซิลของมนุษย์ ในเวลาอันใกล้นี้

.

        เดวิดสัน แบล็ค (Davidson Black) นายแพทย์ชาวแคนนาดาผู้เดินทางค้นหาซากฟอสซิลของมนุษย์โบราณไปทั่วโลก เขาต้องพบกับความผิดหวังในประเทศไทยและจีนตอนเหนือ แต่ความเชื่อและความมั่นใจในทฤษฎีที่ว่า ดินแดนของประเทศจีนและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในป่าเขตร้อนบริเวณเส้นศูนย์สูตร คือถิ่นที่อยู่อาศัยอันอบอุ่นของมนุษย์ในยุคน้ำแข็งเมื่อหนึ่งล้านปีที่แล้ว ตามแนวคิดทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin : 1859) และอัลเฟรด อาร์ วอลเลส (A.R. Wallace : 1905)  รวมกับแรงบันดาลใจจากการค้นพบมนุษย์โบราณบนเกาะชวาของ เออร์ยีน ดูบัวร์ (Eugene  Dubois 1891) จึงยอมรับตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านกายวิภาคประจำมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ในปีพ.ศ 2462

        ต่อมาในปี พ.ศ. 2470 การขุดค้นที่เนินเขากระดูกมังกรเริ่มขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ยากลำบากมากขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นถ้ำชื้นแฉะ สะสมปริมาณน้ำที่เจิ่งนองมาจากเพดานถ้ำ รวมทั้งความไม่สงบในประเทศจีน จนเมื่อวันที่16 ตุลาคม 2470  เบอเกอร์ โบหลิน (Birger  Bohlin) นักโบราณชีววิทยา ผู้อำนวยการขุดค้นชาวสวีเดนได้ส่งซากฟอสซิลมาให้แบล็คตรวจสอบที่ปักกิ่ง มันเป็นกรามและฟันของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาอย่างแน่นอน แบล็คจึงรีบเขียนโครงการขอทุนวิจัยจากมูลนิธิร็อคกี้ เฟลเลอร์เพื่อนำมาใช้จ่ายในการขุดค้น และประกาศการค้นพบจีนัสและสปีชีส์ใหม่ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ให้ชื่อฟันและกรามใหญ่ที่ค้นพบนั้นว่า ไซแนนโธรปัส พีคินเอนซิส  (Sinanthropus  Pekinensis) หรือ คนจีนแห่งปักกิ่ง  แต่หลักฐานเพียงน้อยนิดนี้ ยังไม่เป็นที่ยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกในเวลานั้นมากนัก

.

.

        แบล็คกลับมาปักกิ่งในปีพ.ศ. 2471  หลักฐานของไซแนนโธรปัสหรือมนุษย์ปักกิ่ง มีมากขึ้นกว่าเดิม ทีมงานของเขาขุดพบกระดูกขากรรไกร ที่แตกหัก  และชิ้นส่วนต่าง ๆ ของมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ  ในปีพ.ศ.  2472  ดร.ไป เวง จุง (Pei Wen Chung) นักโบราณชีววิทยาชาวจีนที่ทำงานร่วมกับแบล็ค ได้ค้นพบกะโหลกศีรษะชิ้นแรกของไซแนนโธรปัสขณะที่ขยายพื้นที่ขุดออกมาอีก 2 ถ้ำ กะโหลกนั้นสมบูรณ์ติดอยู่กับผนังหิน  แบล็คนำมาให้ รอย ซี แอนดรู  เพื่อนนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันตรวจสอบ  แอนดรูให้ความเห็นเกี่ยวกับไซแนนโธรปัสนั้นในทันทีว่า ....มันเป็นศีรษะของปัจเจกบุคคลที่มีอายุกว่าครึ่งล้านปีมาแล้ว นับว่าเป็นการค้นพบที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษยชาติโดยตรง !!! 

.

.

        แบล็ค ใช้เวลากว่า 4 เดือนในการแยกฟอสซิลกระโหลกออกจากหิน ทำแม่พิมพ์ของแต่ละชิ้นส่วนไว้ จากนั้นก็ประกอบหัวกะโหลก เพื่อวัดปริมาตรสมอง เขาค้นพบว่า กะโหลกดังกล่าวมีปริมาตรสมองประมาณ 1,000 ลบ.ซม.(1 ลิตร)  นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเริ่มยอมรับความเป็นมนุษย์ของไซแนนโธรปัสหรือหรือมนุษย์ปักกิ่งมากขึ้น ตรงขนาดความจุของสมองนี้เอง

.

.

        การขุดค้นที่หมู่ถ้ำจูกูเทียนดำเนินต่อมาอีก 7  ปี ลงลึกไปจากพื้นถ้ำเดิม 160 ฟุต  (49 เมตร) พบซากบรรพชีวินทั้งของมนุษย์และสัตว์มากมาย มีร่องรอยหลักฐานว่าสัตว์ล่าเนื้อและสัตว์กินซากเช่นหมาป่าไฮยีน่ายักษ์เคยอาศัยอยู่ที่นี่มานาน บางชั้นดินมีหลักฐานชัดเจนว่ามนุษย์ไล่สัตว์ร้ายออกไป แต่บางครั้งก็ไล่ไม่สำเร็จ !!!

.

.

        ชั้นล่าง ๆ จะสลับกันไปมาระหว่างชั้นดินที่เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์และชั้นดินที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ ชั้นดินด้านบนแสดงการครอบครองของมนุษย์อย่างถาวร !!!

.

.

         แบล็คจัดการระบบข้อมูลจากหลักฐานที่ได้ทั้งหมดอย่างละเอียด แยกแยะ จัดประเภท วาดภาพและถ่ายภาพจัดทำเป็นรายงาน  รวมทั้งสร้างแบบแม่พิมพ์(Moulding) ของโครงสร้างกระดูกแต่ละชิ้นที่ขุดได้ทั้งหมด  แต่เขากลับไม่ได้มีโอกาสอยู่ชื่นชมผลงานของตนเอง แบล็คตายในปีพ.ศ. 2477 ก่อนการขุดค้นจะเสร็จสิ้น

.

.

         มูลนิธิร็อคกี้ เฟลเลอร์ ให้ฟรานซ์  ไวเดนริช (Franz Weidenreich) เข้าดำเนินงานต่อจากแบล็ค  ไวเดนริชเป็นศาสตราจารย์ทางกายวิภาคศาสตร์ จากชิคาโก ไปสอนอยู่ที่ประเทศเยอรมัน เดินทางไปถึงปักกิ่งในปี พ.ศ. 2478 เขาขุดค้นต่อมาได้อีกเพียง 2 ปี ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง งานของเขาเน้นไปที่การเก็บข้อมูลให้เป็นระบบระเบียบ การวาดภาพ การถ่ายรูป การปั้นและทำแม่แบบต่าง ๆ เก็บไว้ รวมทั้งงานเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับฟอสซิลมนุษย์ปักกิ่ง การศึกษาวิจัยเรื่องกระดูก และโครงสร้างร่างกายมนุษย์ปักกิ่งของเขา จากหลักฐาน ขากรรไกรล่าง ฟัน กระดูกส่วนต่าง ๆ และกะโหลก ทำให้ไซแนนโธรปัสกลายมาเป็นมนุษย์ขึ้นจริง ๆ ในสายวิวัฒนาการของมนุษย์ เป็นมนุษย์ที่ล้าหลังและเก่าที่สุด ไม่ใช่ตัวเชื่อมระหว่างเอป(ลิง)กับมนุษย์อย่างที่เคยเข้าใจกัน เพราะไซแนนโธรปัส มีตำแหน่งต้นคอที่ตั้งตรงขนาดกับพื้นโลกและเดินตัวตรงบนสองขาเช่นเดียวกับมนุษย์ในปัจจุบัน

.

.

        นอกจากนี้  ฟันและเพดานเหงือกรูปโค้งของไซแนนโธรปัส มีส่วนสำคัญที่ทำให้ฟอสซิลเหล่านี้ได้สถานภาพของความเป็นมนุษย์ เพราะฟันเขี้ยวไม่ยื่นออกมาเหมือนของเอป(ลิงโลกเก่า) เหงือกเป็นรูปโค้งไม่ใช่สี่เหลี่ยมเหมือนลิง มีโครงร่างของกะโหลกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน  แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่เท่าหลักฐานแวดล้อมอื่น ๆ และหลักฐานทาง"วัฒนธรรม" ที่ค้นพบในพื้นที่ขุดค้นของจูกูเทียน ที่ย้ำและยืนยันในความเป็นมนุษย์ของไซแนนโธรปัสหรือมนุษย์ปักกิ่งได้อย่างสมบูรณ์ครับ

.

.

        การศึกษากายวิภาคเปรียบเทียบ (Comparative Anatomy) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ชวา (Java Man) และมนุษย์ปักกิ่ง (Peking Man) เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2472 เมื่อแบล็ค นำกะโหลกที่สมบูรณ์ของจูกูเทียน มาเปรียบเทียบกับรายงานพิเธคแคนโธรปัสหรือมนุษย์ชวาของดูบัวส์  ทั้งคู่มีกะโหลกที่หนาเท่ากัน หนาผากต่ำและลาดลงมาด้านหน้า มีกระดูกคิ้วนูนหนาเป็นสัน โปนออกจากขอบกระบอกตาบน  ในปี พ.ศ. 2482 มีการเปรียบเทียบกะโหลกศีรษะอีกครั้ง ในห้องทดลองของไวเคนริช เมื่อ โคอีนิกซ์วอลด์นำหลักฐานฟอสซิของกะโหลกที่สมบูรณ์ตัวจริงจากชวา มาเปรียบเทียบกันในสัดส่วนต่าง ๆ รวมทั้งขนาดความจุสมอง ทำให้เราเรียนรู้ว่ามนุษย์ปักกิ่งมีความจุมันสมองขนาด 1075 ลบ.ซม.มากกว่าของมนุษย์ชวา ที่มีประมาณ 975 ลบ.ซม. ขนาดของฟันหน้ากลมและสั้นกว่า ฟันกรามซี่แรกใหญ่กว่าของมนุษย์ชวา แต่ทั้งสองสายพันธุ์มีความเหมือนกันมาก ทั้งคู่สรุปไว้ในรายงานว่า มนุษย์ชวาก็เป็นมนุษย์อย่างแท้จริง โดยถือเอาตามลักษณะของมนุษย์ปักกิ่งเป็นเกณฑ์ 

.

.

        วิลฟริค ลี กรอส คลาก์ เสนอว่ามนุษย์ชวาน่าจะล้าหลังกว่ามนุษย์ปักกิ่ง เพราะมีปริมาตรสมองเพียง 900 ลบ.ซม. มีขากรรไกรที่หนากว่า ชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ที่พบร่วมกับมนุษย์ชวามีอายุมากกว่า และไม่พบหลักฐานเทคโนโลยีเครื่องมือหินรวมอยู่กับมนุษย์ชวาเหมือนกับที่พบในมนุษย์ปักกิ่ง

.

       ในปีพ.ศ. 2480 มีการค้นพบฟอสซิลของมนุษย์ปักกิ่ง แยกได้ประมาณ 40 บุคคล ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ในวัยต่าง ๆ กัน ประกอบไปด้วยฟอสซิลของกะโหลกที่สมบูรณ์ 5 ชิ้น ไม่สมบูรณ์ 9 ชิ้น ส่วนของกระดูกใบหน้า 6 ชิ้น กระดูกขากรรไกรล่าง 14  ชิ้น ฟัน 152 ซี่ รวมทั้งชิ้นส่วนอื่น ๆ ของร่างกายมนุษย์และสัตว์อีกมากมาย ต่อมาอีกเพียง 4 ปี จึงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น

.

        ในปี พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นบุกจีนและชวา โคอีนิกซ์วอลด์ที่ชวา ได้มอบฟอสซิลฝากไว้กับนักภูมิศาสตร์ชาวสวิสเซอร์แลนด์  และนักหนังสือพิมพ์ชาวสวีเดนไว้ก่อนหน้าที่กองทัพญี่ปุ่นจะสั่งให้เขาส่งมอบหลักฐานทั้งหมด เขาส่งมอบบางชิ้นส่วนของพิเธคแคนโธรปัสให้เพียงเล็กน้อย รวมทั้งแบบจำลองที่ปลอมขึ้น ปัจจุบันมนุษย์ชวายังปลอดภัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน และในประเทศอินโดนิเซียเอง

.

        ส่วนชะตากรรมของมนุษย์ปักกิ่ง เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สองขึ้น รัฐบาลจีนต้องรีบขอร้องสถานทูตสหรัฐ ฯ ให้ช่วยนำฟอสซิลของโฮโม อิเรคตัสไปฝากเก็บไว้ที่ประเทศอเมริกาเพื่อความปลอดภัย ทั้งหมดถูกบรรจุลงในหีบไม้สีแดง ส่งขึ้นรถไฟไปยังเมืองจินวางเตา (Chin wang tao) เพื่อเตรียมลงเรือโดยสารอย่างรีบเร่ง โดยมีนาวิกโยธินอเมริกัน 9 นายรักษาอยู่ แต่ระหว่างทางทหารญี่ปุ่นได้หยุดรถไฟ เรื่องราวฟอสซิลของมนุษย์ปักกิ่งในจูกูเทียน จึงหายสาบสูญไป บ้างก็เชื่อว่า กลายเป็นยาอายุวัฒนะแบบบ่นผงที่หมอยาชาวจีนชอบ บ้างก็ว่าจมหายไปในมหาสมุทรพร้อมกับเรือโดยสาร คงเหลืออยู่แต่ ฟันและขากรรไกรที่รัฐบาลจีนขุดพบต่อมาในปีค.ศ. 1950  และรายงานละเอียด แบบหล่อพิมพ์ อันทรงคุณค่าของแบล็ค และไวเดนริช ที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ เท่านั้น

.

         ในปีพ.ศ. 2537 นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้ตีพิมพ์รายงานการศึกษาเกี่ยวกับอายุของโฮโม อิเรคตัสที่พบในประเทศจีนและเกาะชวา ชิ้นส่วนฟอสซิลมนุษย์ที่พบจากถ้ำลองกูโป (Longupo) ใกล้กับแม่น้ำแยงซีเกียงในจังหวัด Anhui นั้น กำหนดอายุได้ถึง1.9 ล้านปี ต่างกับอายุที่เชื่อกันมาตั้งแต่เดิม เกิดความเห็นและคำถามใหม่จากแนวคิดเดิมที่ว่ามนุษย์โฮโม อิเรคตัสเดินทางออกมาจากทวีปแอฟริกา มาเป็นแนวคิดใหม่ที่ว่า มนุษย์โฮโม อิเรคตัส อาจจะเดินทางออกจากแผ่นดินซุนด้า ในยุคน้ำแข็ง กระจายไปสู่จีน ทวีปแอฟริกาและยุโรป หรือต่างคนต่างมีวิวัฒนาการแยกสายออกจากกัน เรื่องราวของจุดกำเนิดโฮโม อิเรคตัส รวมทั้งคำถามที่ว่า โฮโม อิเรคตัส คือบรรพบุรุษของมนุษย์ในปัจจุบันหรือไม่ ยังเป็นที่ถกเถียงกันจนถึงในปัจจุบัน

.

. 

        ในปีพ.ศ. 2541 นักวิทยาศาสตร์ของจีน 14 คน ได้รวมกลุ่มกันรื้อฟื้นเรื่องการค้นหาฟอสซิลมนุษย์ปักกิ่งขึ้นมาอีกครั้ง มีเจีย ลันโป (Jia Lumpo) อายุ 89 ปี หนึ่งในคณะผู้ขุดพบกะโหลกมนุษย์ปักกิ่ง เมื่อปีพ.ศ. 2479 พวกเขายื่นหนังสือเปิดผนึกให้สำนักข่าวซินหัวของจีนว่า พวกเขากำลังพยายามหาชิ้นส่วนกะโหลก 6 ชิ้น รวมทั้งฟอสซิลของมนุษย์ปักกิ่งอื่น ๆ ที่สูญหายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง คืนมาสู่ประเทศจีนให้จงได้ !!!

.

        ย้อนกลับมาในประเทศไทยซักนิด  มีข่าวการค้นพบชิ้นส่วนกะโหลกซีกขวาด้านหน้า ใกล้สันกระบอกตา (Cavarai) ของสิ่งมีชีวิตที่คล้าย โฮโม อิเรคตัส จากฟอสซิลที่ติดอยู่กับหินปูน (Limestone – Breccia) ที่กระจัดกระจายบนพื้นดิน บริเวณปากถ้ำหินปูนที่มีร่องรอยการระเบิดเหมืองหิน  ที่หมู่บ้านหาดปู่ด้าย ตำบลนาแสง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง เมือปี 2542 - 44

.

        ซึ่งก็มีความพยายามในการสร้างภาพและประโคมข่าวการค้นพบโฮโม อิเรคตัส ครั้งแรกในประเทศไทย จากชิ้นส่วนกะโหลกชิ้นนั้น ที่พบอยู่ร่วมกับซากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ แต่มีอายุแตกต่างกัน เป็นไปได้อย่างไร พบที่เดียวกัน หินปูนชุดเดียวกัน แต่การตรวจสอบอายุของกระดูกสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่พบร่วมกันกลับกระโดดไปมา ?

.

.

       ไม่ว่าจะอย่างไร ปรากฏการณ์ Piltdown man ในยุโรป ที่แหกตาวงการมานุษยวิทยากายภาพ เรื่อง Fake วิชาการ กะโหลกคนมาผสมกรามลิง ก็ยังฝังใจเหล่านักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้  เช่นเดียวกับ "ลำปางแมน" ที่ทั่วโลกก็ยังกังขาถึงการได้มาของฟอลซิลจากเศษหินของการระเบิดเหมือง ไม่มีการขุดค้นทางโบราณคดี ไม่พบร่องรอยของ "วัฒนธรรมมนุษย์" อยู่รอบข้าง อายุก็ผิดเวลาไปมาก แต่มีความพยายาม Make อายุขึ้นมาใหม่เพื่อชื่อเสียงและเกียรติยศ และที่สำคัญในยุคเวลาเดียวกับซากสัตว์ต่าง ๆ ที่พบนั้นก็มีสิ่งมีชีวิตที่คล้ายคนหลายสายพันธุ์ เช่นลิงใหญ่ ไจแกนโตพิเธคัส (Gigantopithecus) ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันร่วมอยู่ด้วย

.

        การค้นพบแบบฉาบฉวยของลำปางแมนในประเทศไทย แล้วรีบอาศัยสื่อประโคมข่าวกันใหญ่โต ในที่สุดเรื่องก็เริ่มเงียบไป ผู้ค้นพบก็ไม่ได้มีชื่อเสียงขึ้น เพราะความกังขาในข้อวิทยาศาสตร์และตัวตนของผู้ไปเก็บหินเอง กระดูกสัตว์ที่พบอยู่แวดล้อมก็เริ่มชัดเจนว่า ผิดยุคผิดสมัยอย่างรุนแรง จนกำลังจะกลายเป็นเรื่องตลกร้ายในสังคมวิทยาศาสตร์โลกอีกครั้งถ้าไม่รีบแก้ไข

.

       ระวัง...เราอาจจะได้ภาคภูมิใจกับ “Fakeman Siamensis” กันนะครับ !!!

.

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net