วันที่ พุธ มีนาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำไมตร.ไม่ขยับจับก่อนศาลยกคำร้องเพิกถอนหมายจับ 2 มือบึ้มซีคอน


                ศาลยกคำร้องเพิกถอนหมายจับมือบึ้มซีคอน แจง ตำรวจมีหลักฐานน่าเชื่อว่าทำผิด ชี้คดีอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน หากสั่งเพิกถอนเป็นการก้าวล่วงก่อนสั่งฟ้องคดี ด้าน 2 หนุ่มซวย ตร.หิ้วตัวไปสอบที่ สน.ประเวศทันที ข้อสงสัยทำไมตำรวจไม่ขยับจับก่อน

                ในที่สุด "ศาล"โดย นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ และองค์คณะ มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ที่นายปรัชญา ปรีชาเวช  และนายยุทธพงษ์ กิติศรีวรพงษ์ ซึ่งเป็นผู้ปรากฎในภาพวงจรปิดห้างสรรพสินค้าซีคอน ที่พนักงานสอบสวนนำโดย พล.ต.ต.เจตน์ มงคลหัตถี รอง ผบช.น. ขออนุมัติหมายจับ แต่ทั้งสอง ได้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับดังกล่าว

                โดยศาลพิเคราะห์คำร้องประกอบคำแถลงผู้ร้องทั้งสอง และคำแถลงของพนักงานสอบสวนแล้ว เห็นว่า เหตุที่ศาลออกหมายจับเลขที่ 526 - 7 /2550 ทั้ง 2 ฉบับ สืบเนื่องจากพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอออกหมายจับชายมีชื่อ 2 คน ซึ่งจากการไต่สวนมีหลักฐานตามสมควรน่าเชื่อเพียงว่า บุคคลตามภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด น่าจะได้กระทำความผิดอาญาที่มีโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี ศาลจึงออกหมายจับดังกล่าว โดยไม่ได้ระบุชื่อว่าเป็นผู้ใดตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 (1) และ 67 ซึ่งในชั้นนี้เป็นการดำเนินการในชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวน ที่ยังไม่ได้อยู่ในชั้นพิจารณาคดีของศาล

                การที่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอออกหมายจับ ก็เพื่อให้ได้ตัวบุคคลตามหมายจับมาทำการสอบสวน ว่า เป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ หากมีพยานหลักฐานว่า เป็นผู้กระทำผิด พนักงานสอบสวนก็จะมีความเห็นสั่งฟ้อง เสนอต่อพนักงานอัยการ ซึ่งหากพนักงานอัยการมีความเห็นเช่นเดียวกัน ก็จะยื่นฟ้องคดีต่อศาล โดยศาลจะพิจารณาสืบพยาน และพิพากษาตัดสินคดีไปตามพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย

                เมื่อปรากฏว่า คดียังอยู่ระหว่างการสอบสวน จึงเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ที่ต้องทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำความผิด และพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 แล้วมีความเห็นทางคดี

                การที่ผู้ร้องทั้งสองมายื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ศาลทำการไต่สวน โดยอ้างในสาระสำคัญว่า ผู้ร้องทั้งสองไม่ได้กระทำความผิด หรือเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด และขอให้ศาลเพิกถอนหมายจับนั้น จึงเป็นกระบวนการคนละขั้นตอนกัน ศาลจึงไม่อาจก้าวล่วงไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงในชั้นสอบสวน ซึ่งเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนได้ เพราะหากศาลทำการไต่สวน แล้วมีคำวินิจฉัยว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ ก็เท่ากับศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวน และมีความเห็นทางคดี ทั้งเป็นการวินิจฉัยชี้ขาด ก่อนที่พนักงานอัยการจะมีความเห็นสั่งฟ้อง นอกจากนี้ยังได้ความจากพนักงานสอบสวนผู้กล่าวหา ว่าจากการสอบสวนในเวลาต่อมา เชื่อได้ว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นบุคคลตามภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดที่ศาลออกหมายจับจริง และประสงค์ที่จะดำเนินการตามหมายจับต่อไป กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายจับให้ยกคำร้อง

                ทั้งนี้ศาลยังได้กำชับพนักงานสอบสวน ให้ปฏิบัติกับผู้ร้องทั้งสองให้เหมาะสม ไม่ให้เดือดร้อน เพราะพนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวมรวมพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความผิด หรือความบริสุทธิ์ ไม่ใช่จะเป็นปฏิปักษ์กับผู้ต้องหาผู้ถูกกล่าวหา

                ภายหลังศาลมีคำสั่งยกคำร้อง พล.ต.ต.เจตน์ และคณะพนักงานสอบสวน ได้นำหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ เลขที่ 526 และ 527/2550 จับกุมนายปรัชญา และนายยุทธนา เป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ความผิดต่อชีวิต (พยายาม) ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ทำให้เสียทรัพย์ ความผิด พ.ร.บ.อาวุธ พร้อมทั้งควบคุมตัวขึ้นรถยนต์ไปสอบปากคำที่ สน.ประเวศ ทันที

                พล.ต.ต.เจตน์ กล่าวว่า การจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองไปสอบสวนทันที ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง หรือตอบโต้ผู้ต้องหาทั้งสองที่มายื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนหมายจับ แต่เป็นการจับกุมตามหน้าที่ เพราะตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ มาพบผู้ต้องหาที่มีหมายจับติดตัว หากไม่จับกุมดำเนินคดี จะเข้าข่ายความผิดการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ ส่วนที่ผู้ต้องหาจะขอประกันตัวในชั้นสอบสวนนั้น จะต้องปรึกษากับคณะทำงานก่อน

                ด้านนายปรัชญา มีสีหน้าเซื่องซึม กล่าวว่า เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ไม่ว่าจะใช้มีดแทง หรือเอาปืนมายิง ไม่เหมือนกับความเท็จ การจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจทันทีในวันนี้ ไม่ขอโทษใคร โดยพร้อมจะไปให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน และจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในทุกเรื่อง และขอยืนยันในความบริสุทธิ์

                ขณะที่นายภาณุวัตน์ ทนายความนายปรัชญากล่าวว่า จะพานายปรัชญา และนายยุทธพงษ์ ไปให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนและรับทราบข้อกล่าวหา โดยจะนำพยานเอกสารไปแสดงประกอบการให้ปากคำ ส่วนเรื่องประกันตัวนั้น ศาลได้กำชับพนักงานสอบสวนแล้วว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ต้องหา เชื่อว่าหากขอประกันตัวก็น่าจะได้รับความเป็นธรรมอย่างแน่นอน ซึ่งจะต้องหารืออีกครั้งว่า จะต้องใช้หลักทรัพย์จำนวนเท่าใด

                ทั้งหมดคงเป็นเรื่องการดำเนินการขั้นตอนของขบวนการยุติธรรม คือจะต้องสอบสวนในชั้นของ “ตำรวจ” หลังจากนั้นต้องส่ง “อัยการ” และสุดท้ายให้ "ศาล"พิจารณาตัดสินชี้ขาด

แต่สิ่งสำคัญ ในเมื่อตำรวจเสนอให้ศาลอนุมัติออกหมายจับ จะต้องมีหลักฐานที่ไม่ได้มีการเปิดเผยมาก่อน จะต้องยืนยันในชั้นการไต่สวนให้ได้ว่า “เขากระทำผิดอย่างไร” 

สิ่งที่แปลกในเรื่องนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง “การจับกุม” ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมตำรวจไม่ดำเนินการจับกุมตั้งแต่วันที่ทั้งสองคนปรากฏตัว ทำไมเพิ่งมาแสดงการจับกุมในครั้งนี้

หากย้อนไปดูเหตุการณ์การแถลงข่าวของ พล.ต.ต.เจตต์ กับ นายปรัชญา และนายยุทธพงษ์ ที่ สน.ประเวศ ได้ยืนยันว่า บุคคลทั้ง 2 คนนั้น ไม่ได้เป็นคนร้าย เพียงมีหน้าตาคล้ายกันเท่านั้น

ต่อมานายปรัชญา ออกมาบอกอีกครั้งว่า “ตำรวจบอกให้พูดโกหก”

ตรงนี้ต้องตรวจสอบด้วยหรือไม่ ใครสั่งให้พูดโกหก ...???

นอกจากนี้ ทำไมพนักงานสอบสวน สามารถหาหลักฐานมายืนยัน กลับกลายเป็นว่า นายปรัชญา กับนายยุทธพงษ์ เป็นคนร้ายตามหมายจับไปได้

งานนี้คงต้องสู้กันอีกยาว ระหว่างฝ่ายตำรวจ ผู้กล่าวหาว่า “ทั้งสองเข้าไปวางระเบิดซีคอน” กับอีกฝ่ายหนึ่ง บอกว่า “พวกเขาแค่ไปเที่ยวดูหนังในห้างซีคอน ต้องมาถูกจับเข้าคุก”

สิ่งที่ นายปรัชญา และนายยุทธพงศ์ ต้องมาต่อสู้คดีเช่นนี้ จะต้องได้รับความเดือดร้อนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการหาทนายความต่อสู้คดี ผลกระทบทางด้านจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นพ่อ หรือแม่ หรือญาติ ที่ได้รับรู้เรื่องนี้ คงจะ “ช็อค” ไปตามๆ กัน

                เรื่องราวทั้งหมด ตำรวจเป็นผู้ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี

 

 

                                                +++++++++++++

โดย ปรีชา

 

กลับไปที่ www.oknation.net