วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องจริง เด็กตกเครื่อง


พาดหัวข่าว

นักเรียนโครงการสานฝันผู้ประกาศสไตล์เนชั่น ตกเครื่อง(ไม่ใช่เครื่องตก) วานนี้

                 นักเรียนของโครงการนี้ทั้งหมด 21 คน แต่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดทุกสัปดาห์เพื่อเข้าอบรมในครั้งนี้  คุณแม็กซ์(ภูเก็ต)ได้ใช้ความเพียรเป็นอย่างสูงในการเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ เขาเดินทางบ่อยจนคนตรวจประตูที่สนามบินจำหน้าได้ ทักทายแอร์เหมือนเพื่อนรู้ใจ จดจำนวนที่นั่งของเครื่อง Boing 737-300, 737-400, 737-800 และ Air Bus A320, ได้อย่างขึ้นใจ เนื่องจากต้องเดินทางบ่อย  แต่แล้วหมองูก็ต้องตายเพราะงู คนที่เดินทางเป็นประจำเกือบทุกสัปดาห์ ต้องตกเครื่อง(น่าเศร้า ปนขำ)

                เรื่องมีอยู่ว่าหลังจากเสร็จจากการเรียนวันสุดท้าย ก็ต้องฉลองความสำเร็จกันหน่อย คุณแม็กซ์และเพื่อนจำนวน 15 คนได้ไปฉลองกันที่ ร้านบึ่งช่อน เป็นร้านอาหารบรรยากาศดีมาก และที่สำคัญอยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ (ใกล้ขนาดเห็นแสงไฟของสนามบินได้เลยทีเดียว) ด้วยความเพลิดเพลิน อาหารอร่อย มิตรภาพ และการพูดคุยอย่างออกรสชาติ ประเด็นร้อนทั้งหลายได้ถูกหยิบยกขึ้นมาไม่ว่างเว้นแม้แต่นาทีเดียว (รู้สึกเหมือนทุกคนกลายเป็นคนข่าวตัวจริงเสียงจริง สงสัยได้รับความเป็นเนชั่นซึมเข้าเส้นเลือด) ทั้งหัวเราะ ขำ ฮาอย่างเพลิดเพลิน จนคุณโอม(เพื่อนของคุณแม็กซ์ที่สัญญาว่าจะไปส่งคุณแม็กซ์ที่สนามบินวันนั้น) ง่วงนอนด้วยความเหนื่อยและอ่อนเพลีย จากการหัวเราะเกินขนาด(หัวเราะมากกว่าปกติวิสัย) เวลาได้ล่วงเลยไปจนถึง 2 ทุ่ม ซึ่งยังเหลืออีกเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้นก่อนเครื่องบินสาระถี่ ลำที่จะพาคุณแม็กซ์กลับบ้านเกิดจะออกเดินทางไปเกาะสวรรค์แดนใต้นามภูเก็ต พวกเราก็ได้ออกจากร้านอย่างเย็นใจ ด้วยหมายมั่นว่าจะไปทันเวลา เนื่องจากเราอยู่ห่างจากสนามบินไม่มากนัก ระหว่างขับรถก็ยังคุยกันอย่างออกรสเช่นเคย(คุยกันจางงงงงงงงงงง  มีเรื่องคุยเยอะ..................) จนคุณโอมลืมขึ้นสะพานข้ามแยกเพื่อมุ่งตรงไปสุวรรณภูมิ(เวรกรรม คุยมากไป ลืมดูทาง 5555+) เลยต้องไปอ้อมมมมมมมมม  อ้อมมมมมมมมม โค ตะ ระ ไกลเลย 

              ในที่สุดเราก็มาถึงสนามบินจนได้ คุณแม็กซ์จึงรีบวิ่งลากกระเป๋า ไปยังเคาร์เตอร์สีแดงเลือดของสายการบินชื่อดังแห่งเอเชีย หน้าตากระหืดกระหอบ บวกกับความเหนื่อย ได้ปรากฏต่อหน้าเจ้าหน้าที่ของสายการบินนั้น ยังมิทันเอ่ยปากพูดคำใดๆๆ   "ประตูปิดแล้วค่ะ ผู้โดยสารกำลังขึ้นเครื่องแล้วนะคะ" หน้าตากระหืดกระหอบด้วยความเหนื่อยเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉยในทันที(จากอาการช็อค) และก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าละห้อยแกมอ้อนวอนขอความเห็นใจจากพนักงานท่านนั้น "ช่วยพาผมขึ้นเครื่องหน่อยไม่ได้หรือครับ ผมมาช้าเพราะเกิดอุบัติเหตุ(เพื่อนผมเลี้ยวผิดนะ เป็นอุบัติเหตุนะเฟ้ย ไม่ได้ตั้งจายยยย) นะครับพี่ ช่วยผมหน่อยนะครับ พรุ่งนี้ผมมีงานด่วนที่ภูเก็ตตั้งแต่เช้านะครับ นะครับพี่" ความนิ่งเงียบราวกับอยู่ในพวังบังเกิดไปทั่วบริเวณครู่ใหญ่ "ช่วยไม่ได้จริงๆ นะคะ ตอนนี้ผู้โดยสารขึ้นเครื่องหมดแล้ว  ลงติดต่อการบินไทยดูนะคะ มีเที่ยวดึกค่ะ" แป่ว..................................    เขาปฏิเสธคนหน้าตาดีอย่างเราได้จริงๆ หรือนี่....................โอ้ จอห์ชชชชชชชชชชชช.......................เป็นปายยยยยม่ายยยยด้ายยยยยย

             หลังจากตั้งสติจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันว่าจะเกิดขึ้นกับชีวิตได้แล้ว ก็เดินไปติดต่อกับเคาร์เตอร์สายการบินต่างๆ หลายสายการบิน เพื่อหาเที่ยวบินกลับมาทำงานให้ทันในวันรุ่งขึ้น และราคาสมฐานันดรศักดิ์(อันแสนยากจนข้นแค้น)แล้วได้ข้อสรุปกับสายการบินน่ารักนามว่าน้องนก(สายการบินนก.....) เครื่องออกวันรุ่งขึ้น เวลา 06.30 น. ขึ้นเครื่องสุวรรณภูมิอันภาคภูมิของคนไทย แล้วก็ต้องเป็นหนี้เพิ่มอีก 1250 บาทจากค่าตั๋ว (จะกินเกลือแทนข้าวอยู่แล้ว)ปัญหาต่อมาคือต้องหาที่ซุกหัวนอนฉุกเฉิน  นี่มันเป็นปัญหาใหญ่เลยนะ เพราะ ไม่รู้จะไปนอนกับใครดี (เพราะไม่มีใครให้นอนด้วย เพื่อนตูไปเมืองนอกเมืองนากันหมดแล้ว) ในที่สุดก็ได้ไปนอนในกะต๊อปกับเพื่อนเก่าสมัยพระเจ้าเหา เป็นเพื่อนสมัยมัธยม  แถว ม.เกษตร  ได้เพื่อนโอมผู้แสนใจดีวนรถกลับมารับไปส่งกลางทาง(เพื่อนโอมที่ว่าคือเพื่อนตัวแสบคนเดิมที่เลี้ยวผิดทางนั่นละครับท่านผู้อ่าน)

       กว่าจะได้ปิดม่านตาในคืนนั้นก็เที่ยงคืนไปแล้ว  ตกใจตื่นมาอีกทีตอนตีสี่ จากเสียงโทรศัพท์ที่เพื่อนโทรมาปลุก ปลุกอย่างเดียวไม่พอ  ด่าซ้ำอีกต่างหาก "รบกวนเวลานอนตูฉิบ...." โอเค  ด่าไงก็ไม่ว่า ขอให้ข้าได้ตื่นทันเวลาก็พอ ตื่นแล้วก็หยิบชุดทำงานของธนาคารมาใส่(ที่เอาติดกระเป๋ามาด้วยเพราะเมื่อวันเสาร์ต้องไปสอบที่ธนาคาร ชุดนี้ใสมาแล้วทั้งวัน) รีบออกเดินมาเรียกแท็กซี่

   เวรซ้ำ กรรมซัดเสียจริง ฝนดันตกอีก   มันจะตกทำไมตอนตี 4 ฟ่ะ  วันก่อน วันอื่น เวลาอื่นทำไมไม่ตกฟ่ะ  มาตกเอาตอนตี 4 เวลาที่คนตกเครื่องต้องรีบเดินทางไปขึ้นเครื่องที่สนามบินอีกต่างหาก  เวรแท้ๆ จ่ายค่าแท็กซี่+ทางด่วนอีก 375 บาทเพื่อให้ถึงสนามบินให้เร็วที่สุด เลยมาถึงสนามบินตั้งแต่ ตี 5 ก่อนเครื่องจะออก 1 ชั่วโมง  ง่วงนอนมากเพราะนอนแค่ 4 ชม.เท่านั้น แต่ก็นั่งหลับไม่ได้อยู่ดี เดี๋ยวตกเครื่อง(ตอนนี้วิตกจริตสุดๆ) ขึ้นเครื่องไปแล้วแทนที่เครื่องจะออกตรงเวลาแบบเที่ยวบินที่เราไปได้เมื่อคนนี้ก็เปล่า   เครื่อง delay ไป 45 นาที (แม่เจ้า  อารายยยกานนนเนี่ยยยย) เจ้าหน้าที่บอกว่าท้องฟ้ามันปิดนะค่ะ ต้องรอก่อน

    เวลานี้ เครื่องบินขึ้นช้ายังไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้ท้องฟ้าปิดนี่สิ  ชักน่ากลับ  แล้วก็เป็นไปอย่างที่คาด ตอนบินขึ้นนี่ เครื่องสั่นยังกับถูกเขย่า  ตลอดระยะทางเจ้าหน้าที่ให้รัดเข็มขัดไว้ตลอดเวลา กะจะมานอนเอาแรงบนเครื่องก็นอนไม่หลับอีก กลัวหลับแล้วจะไม่ได้ตื่น กว่าจะมาถึงภูเก็ตก็ 8.30 น.

    มาถึงรีบต่อรถไปที่ทำงานทันที  กว่าจะถึงที่ทำงานก็ 9.30 น. ผมก็ต้องลากกระเป๋าใบโตพร้อมชุดยับๆ กับกลิ่นตุๆ ของเสื้อผ้าชุดเดินที่ใส่ซ้ำ   เวรกรรมอะไรมันจะโถมถลาเข้ามาภายในวันเดี๋ยว เข้ามาปุ๊บ เจอะเจ้านายปั๊บ ราวกับนัดหมายวันเวลาเอาไว้ยังไงยังงั้น  ตอบข้อสักถามเจ้านายเรียบร้อย เจ้านายก็บอกให้กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยมาทำงาน(สัยสัยจะรับไม่ได้กับภาพที่เห็น 5555+) 

    แล้ววันทำงานวันนี้ก็ดุเดือนเลือดพล่านด้วยงานด่วน งานแก้ งานราษฎ์ งานหลวง ทั้งเพลีย ทั้งง่วงนอน  คุณแม็กซ์เลยออกอาการถอดวิญญาณตอนบ่ายสามโมง  วิญญาณกลับเข้าร่างอีกครั้งเมือ่หัวไปไปโขกกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า

    นี่แหละรสชาติชีวิตเลย    ไม่รู้จักความยากลำบาก  ความเหนื่อยล้า เราก็คงไม่รู้จักคุณค่าของ"เวลาแห่งความสุข"

จริงไหมครับเพื่อนๆ

โดย Mr_Max

 

กลับไปที่ www.oknation.net