วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

'วาดะห์' และเงื่อนไขความรุนแรง


สวนทางปืน /  (ฉ.805)สัปดาห์นี้ ผู้เขียนขออนุญาตเขียนต่อเรื่องการเมืองนำการทหาร แบบบ้านๆ อีกเล็กน้อย

ด้วยลักษณะของคนไทย หรือคนภูมิภาคนี้ ที่ยังนิยมชมชอบเรื่องตัวบุคคล เชื่อถือบุคคลมากกว่าระบบระบอบ ซึ่งอดีตก็คือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อถูกเปลี่ยนแนวคิดให้นิยมชมชอบระบอบประชาธิปไตย จึงยังไม่อาจเป็นได้อย่างจริงจัง หรือเป็นด้วยสำนึกอยากจะเป็น เพราะประชาธิปไตยไทยเป็นแบบไทยๆ จริงๆ

แม้ห้วงระยะหนึ่งประเทศไทยเคยถูกครอบงำทางความคิดให้เชื่อว่า ตะวันตกดีฝรั่งดี กระทั่งคิดจะให้ตัวและหัวใจเป็นดั่งฝรั่ง ถึงขนาดเป็นนโยบายรัฐที่บังคับประชาชนทั้งทางความคิดและวัฒนธรรม เกิดโกลาหลกันพักหนึ่งเหมือนกันในยุคนั้น แต่จะว่าไป ส่วนอื่นๆ ของประเทศอาจกระทบกระทั่งกับฝ่ายรัฐไม่ดุเดือดเท่าในจังหวัดชายแดนใต้สามสี่จังหวัด ซึ่งมีคนส่วนใหญ่เป็นมลายูและมุสลิม แม้ยุคสมัยการบังคับกันทางวัฒนธรรมจะหมดไปแล้ว แต่บาดแผลคำร่ำลือถึงความเจ็บปวดของคนในอดีตก็ยังคงเล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้

ผู้เขียนกล่าวว่า ยังคงมีการเล่าขานกันจนถึงวันนี้นั้น เพราะเมื่อเกิดการปะทุของความรุนแรงในสามจังหวัดรอบใหม่นี้ บรรดานักวิชาการ นักวิเคราะห์ นักหาข้อมูลหลายๆ คน ก็เริ่มหาเหตุหาผล ของความรุนแรงในครั้งนี้ว่า มาจากสาเหตุอะไร? เรื่องราวของ หะยีสุหลง ถูกนำมาถ่ายทอด ข้อเสนอของหะยีสุหลงในวันนั้น ถูกนำมาพิจารณาขบคิด ถึงกับบางท่านเห็นว่า น่าจะรับข้อเสนอกันได้ และยังมีเรื่องราวของการต่อสู้ปะทะกันของชาวบ้านในบ้านดุซงญอ และอื่นๆ ถูกนำมาเรียงร้อยนำเสนอให้เห็นภาพความขัดแย้ง เพื่อว่าจะได้รู้สึกสบายใจที่ตัวเองสามารถหาคำตอบได้ พูดกับผู้คนได้ อธิบายเมื่อถูกถามได้ คือรู้และเห็นจริง ไม่เป็นคนโง่ให้เสียดีกรี

สุดท้าย จึงมีการโยงไปโยงมากับอดีตบ้าง ประวัติศาสตร์บ้าง แต่ที่เราไม่ค่อยได้พูดนักคือ เรื่องการเมือง เพราะเมื่อพูดเรื่องการเมืองแล้ว มีความรู้สึกว่า มันไม่เป็นวิชาการ มันไม่เป็นกลาง และเรามีอคติต่อนักการเมืองและพรรคการเมืองบางพรรคอยู่แล้ว ผลของมันทำให้เราไม่ให้ความสำคัญถึงเหตุและผลของความรุนแรง ที่มีอาการแทรกซ้อนจากการเมือง

ที่น่าสนใจ อาจย้อนนับแต่การเมืองของไทยในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการเลือกตั้งครั้งแรก ปรากฏว่าผู้แทนราษฎรของจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา กลับไม่ใช่มุสลิม หรือมลายู แต่เป็น ไทยพุทธ แต่เมื่อผู้คนเริ่มเห็นว่า การเลือกตั้งที่ว่านี้ก็เป็นช่องทางหนึ่งของยุคสมัยในการมีที่ยืนทางสาธารณะของชาวมลายูมุสลิม การเลือกตั้งในปีต่อมา 2480 ชาวมลายูมุสลิม ได้รับเลือกทั้งสามจังหวัด แต่พอเข้ายุครัฐชาตินิยมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ห้วงสิบปี ตั้งแต่ 2481 ถึง 2491 ที่นั่งของผู้แทนราษฎรในสามจังหวัด ห่างหายไปจากชาวมลายูอีก

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การต่อสู้ของชาวมลายูปาตานี ก็เริ่มเบาบาง ความคาดหวังในระบอบใหม่นี้ค่อยๆ ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากขึ้น ถึงขนาด หะยีสุหลงเอง ยังสนับสนุนคุณเจริญ สืบแสง หรือขุนเจริญวรเดชช์ ซึ่งเป็นไทยพุทธ และแน่นอน เมื่อเป็นเรื่องการเมือง ก็ต้องมีฝ่ายตรงข้ามและฝ่ายตรงข้าม ก็มีทั้งพุทธ ทั้งมุสลิม แต่ตรงประเด็นนี้อาจมีการอธิบายไปในทำนองว่า เกิดความขัดแย้งในประเด็นความคิดความเชื่อทางศาสนา เช่น อาจมีผู้กล่าวว่า หะยีสุหลง เผยแผ่คำเสนอของอิสลามขัดแย้งกับพวกหัวเก่า ปอเนาะเก่า แต่สำหรับผู้เขียนเห็นว่า คู่ขัดแย้งกัน เริ่มเห็นชัด และจริงจังสืบ เนื่องจากการเมือง ซึ่งอีกฝ่ายเป็นลูกหลานเจ้าเมืองเก่ายะหริ่ง และเป็นถึงข้าหลวงเมืองสตูล

จึงเริ่มเกิดข้อขัดแย้งระหว่างตระกูลอับดุลบุตร และพิพิธภักดี กับฝ่ายโต๊ะมีนา ของหะยีสุหลง การต่อสู้ทางการเมืองของสองขั้วอำนาจนี้ ค่อยๆ ลงไปสู่รากหญ้า ชาวบ้านชาวช่องเริ่มได้สัมผัสความขัดแย้ง และการใส่สีสันกันก็ดุเดือดไม่น้อย

ผู้เขียนคิดว่า ท่านที่สนใจติดตามคงพอจะมองเห็นได้ เราตัดตอนประวัติศาสตร์การเมืองตรงนี้ถือเป็นยุคต้น

ต่อมายุคสองก็คือยุคของ กลุ่มวาดะห์ กลุ่มที่เกิดขึ้นมาบนหลักคิดทางคณิตศาสตร์ของการเมืองไทยที่ว่า สี่ที่นั่ง ส.ส. หนึ่งที่นั่งรัฐมนตรี

คราวที่แล้ว ผู้เขียนได้กล่าวถึงบทบาทของคุณนัจมุดดีน อูมา อดีต ส.ส. ในฐานะคนหนุ่มไฟแรง ผู้สร้างวาทกรรม 'มลายูมีที่ยืนที่เดียวคือการเมือง'

ความจริง คุณนัจมุดดีนมีบทบาทขับเคลื่อนตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง หลายสิ่งหลายอย่างที่แสดงถึงความก้าวหน้าของ ปัญญาชนมุสลิม โดยเฉพาะผู้คนจากสามจังหวัดล้วนเกิดขึ้นในยุคที่เขามีบทบาทสำคัญ และในที่ที่เขายืนอยู่ ล้วนเป็นกระบี่ได้เสมอ

และในห้วงเวลานี้ ถือได้ว่ากลุ่มปัญญาชนจากสามจังหวัดในทุกสถาบัน มีการเชื่อมโยงและสร้างกิจกรรมทั้งทางการเมืองและสังคมได้โดดเด่นที่สุด แม้กระทั่ง ชมรมนักกฎหมายมุสลิม ที่มีทนายสมชาย นีละไพจิตร (ถูกอุ้มหาย) เป็นประธาน ก็ถูกจัดตั้งโดยคุณนัจมุดดีนเช่นกัน ซึ่งคุณเด่น โต๊ะมีนาเป็นประธานคนแรก ต่อมาชมรมนี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือทางคดีให้กับพี่น้องประชาชนในสามจังหวัด และเป็นเหตุให้ตำรวจต้องเสียหน้าในการทำคดีหละหลวมที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์หลายคดี

ในห้วงที่เขากำลังมีบทบาทโดดเด่นและจบการศึกษายึดอาชีพทนายความ ประมาณปี 2531 คุณเสนีย์ มะดากะกุล (เสียชีวิต) ส.ส.นราธิวาสหลายสมัย เห็นแว่วก้าวหน้าของเขา จึงได้ทาบทามลงสมัครผู้แทนในนามพรรคกิจประชาคม ของคุณบุญชู โรจนเสถียร ซาร์เศรษฐกิจ แม้ครั้งนี้เขาไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่คะแนนเสียงไม่ได้ขาดลอยกับ ส.ส.เก่าแต่อย่างใด ในบางพื้นที่กลับมาเป็นหนึ่งในสามด้วยซ้ำไป วาทกรรมทางการเมืองที่คุณนัจมุดดีน เสนอชมรมนักกฎหมายที่ก่อตั้ง และวางรากฐานให้รุ่นน้องในมหาวิทยาลัยได้เดินตาม ล้วนแสดงถึงศักยภาพของนักต่อสู้รุ่นใหม่ของมลายูมุสลิมให้ได้เห็นเส้นทางได้พอสมควรสำหรับฝ่ายตรงข้าม และการเสนอแนวคิดรวมกลุ่ม ส.ส.มุสลิมในพื้นที่ให้เป็นหนึ่ง ซึ่งคุณนัจมุดดีนผลักดันทางคุณเสนีย์, คุณเด่น ขยายความคิดผ่านทางปัญญาชนร่วมสมัยที่กำลังเข้าไปมีบทบาทในทุกหน่วยของสังคมสามจังหวัด จนในที่สุด คุณเด่น โต๊ะมีนา จึงได้เชิญนักการเมืองและแกนนำสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดจะอยู่สังกัดไหนเข้าร่วมประชุม (เกือบยี่สิบปีก่อน) ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี ระดมความคิด จัดโครงสร้าง เสนอชื่อ และมีการประชุมอีกหลายครั้ง จนกระทั่งเกิดกลุ่มวาดะห์ แปลว่า เอกภาพ

จุดขายสำคัญ คือ ถ้าแยกกันสู้คนละพรรค ไม่มีประโยชน์ รวมกันตามสูตรคณิตศาสตร์การเมืองไทย มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีแน่นอน และนับแต่นั้นมา คณะรัฐมนตรีของไทย ก็เริ่มมีชื่อแปลกหูแปลกตา ซึ่งทางกลุ่มวาดะห์ ได้ตกลงเงื่อนไขให้สลับกันเป็นรัฐมนตรี เรียงลำดับตามอาวุโสทางการเมือง ซึ่งแน่นอนคนแรกของกลุ่มที่ได้เป็นรัฐมนตรี คือคุณเด่น แล้วคุณวันมูหมัดนอร์ มะทา คุณอารีเพ็ญ กลุ่มวาดะห์ ได้ไปกันจนถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

ความจริงผู้เขียนอยากบอกเรื่องลึกแต่ไม่ลับอีกนิดว่า การเกิดขึ้นของกลุ่มวาดะห์ แม้จะอยู่บนยุทธศาสตร์คณิตศาสตร์การเมืองไทย แต่พลังต่อรองอันนี้ ไม่ได้มีพลังอยู่เพียงแค่กับพรรคการเมืองไทยเท่านั้น แต่ยังมีพลังต่อรองกับขบวนการต่อสู้ด้วยอาวุธทุกกลุ่ม และถือเป็นกาวชั้นดีระหว่างรัฐไทยกับประชาชนในพื้นที่ ทำให้การปลุกเร้าการต่อสู้ด้วยอาวุธ ถูกบดทับด้วยแนวทางการเมืองและทัศนะของมลายูมุสลิมที่ปิดลงกลอนความไว้เนื้อเชื่อใจต่อรัฐไทย หรือต่อ 'ซีแย' ก็ได้ถูกเปิดออกให้กับอดีต ผบ.ทบ. หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ผู้เปิดทางให้มลายูมุสลิมเป็นรัฐมนตรี สลายเงื่อนไขสำคัญของขบวนการต่อสู้ด้วยอาวุธ ให้เกิดความชัดเจนในแนวทาง 'การเมืองนำการทหาร'

ข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ ตลอดระยะเวลาที่วาดะห์ขับเคลื่อนสังคมในวิถีทางการเมือง ขบวนต่อสู้ด้วยอาวุธก็อ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ จนแทบจะหายไป แต่กงล้อประวัติศาสตร์ก็หมุนกลับ เมื่อประสานประโยชน์กับรัฐได้ ประสานประโยชน์กับอำนาจได้ วาดะห์จึงค่อยๆ ขยับฐานะจากประชาชนเพื่อประชาชน ไปสู่ผู้ปกครองเพื่อประชาชน และสุดท้าย ปกครองเพื่อให้ได้ปกครอง (อีก) และประกอบกับขณะที่มรสุมการเมือง มรสุมคดีความของกลุ่มวาดะห์กำลังถาโถมเข้ามา

ทำให้ฝ่ายนิยมความรุนแรง และฝ่ายอิงประโยชน์อื่นๆ จึงเติบโตได้อีกครั้ง ในวันนี้

โดย บะห์รูน

 

กลับไปที่ www.oknation.net