วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แวะเยี่ยมชม : คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่


         ก่อนที่จะเดินทางออกจากตัวเมืองแพร่  ผมและคณะได้แวะเยี่ยมชม “คุ้มเจ้าหลวง” ซึ่งเป็นคำที่ชาวบ้านใช้เรียกบ้านของเจ้าผู้ครองเมืองแพร่องค์สุดท้าย  สำหรับประวัติความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้    ที่ได้รับจากเอกสารแผ่นพับกล่าวไว้ดังนี้ ครับ... 

         คุ้มเจ้าหลวง  สร้างขึ้นก่อนสมัยเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ประมาณ ๑๐ ปี  คือประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๕  หลังจากเจ้าหลวงเมืองแพร่ คือ เจ้าพิริยเทพวงศ์  ได้ลี้ภัยไปอยู่เมืองหลวงพระบางแล้ว  คุ้มเจ้าหลวง ได้กลายเป็นที่ตั้งของกองทหารม้าที่ทางกรุงเทพฯ  ได้ส่งมารักษาความสงบเรียบร้อยในเมืองแพร่อยู่ระยะหนึ่ง


บริเวณด้านหน้าอาคาร


อนุสาวรีย์เจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์

         บริเวณที่ตั้งของคุ้มเจ้าหลวงมีอาณาเขตครอบคลุม ถึงที่ตั้งของหอสมุดประชาชนจังหวัดแพร่  และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองแพร่ในปัจจุบัน  ซึ่งบริเวณนี้มีศาลาหลังใหญ่ เป็นคอกม้าเก่า  

         ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖  ได้มีประกาศพระราชบัญญัติการประถมศึกษาขึ้น  บริเวณคอกม้าเก่าจึงเป็นที่ตั้งของโรงเรียนประจำจังหวัดชาย  เรียกกันสมัยนั้นว่า “โรงเรียนคอกม้า” (ปัจจุบันคือ โรงเรียนพิริยาลัยจังหวัดแพร่  และได้ย้ายไปอยู่บริเวณถนนยันตรกิจโกศล)


บริเวณชั้นล่างด้านในอาคาร




ห้องโถงกลางจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ ด้านหลังภาพ (พื้นแดง) เป็นภาพกิจกรรมที่จัดขึ้นที่นี่


งานจิตรกรรมของศิลปินแห่งชาติ อ.ถวัลย์  ดัชนี

         ส่วนประวัติของเจ้าหลวงองค์สุดท้ายของเมืองแพร่  ที่ได้จัดตั้งแสดงอยู่ในส่วนของชั้นบนของอาคาร กล่าวเอาไว้ว่า เจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์อุดร (พระยาพิริยวิไชย) (พ.ศ. ๒๔๓๒ – ๒๔๔๕) มีนามเดิมว่า เจ้าน้อยเทพวงศ์  สมภพเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๓๗๙ เป็นโอรสองค์โตของเจ้าหลวงพิมพิสารและแม่เจ้าธิดา 

         เมื่ออายุได้ ๕๓ ปี ได้รับสถาปนาขึ้นครองเมืองแพร่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒  ในฐานะเมืองประเทศราชของไทย (ประเทศสยาม) มีบรรดาศักดิ์ เป็นพระยาพิริยวิไชย  จนกระทั่งตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๙ ได้รับสถาปนาขึ้นเป็น “เจ้าพิริยเทพวงศ์” เจ้าผู้ครองนครแพร่



         ก่อนขึ้นครองเมืองแพร่ท่านมีภรรยาคนแรกนาม “เจ้าบัวถามหายศปัญญา” แต่ภายหลังได้เลิกร้างกันไป  ต่อมาได้สมรสกับภรรยาคนที่สองนามว่า “เจ้าบัวไหล” เป็นธิดาของเจ้าไชยสงครามกับแม่เจ้าอิ่น มีบุตรธิดารวมด้วยกัน ๗ คน 

         ที่สำคัญคือคนสุดท้องนาม เจ้าอินทร์แปลง หรือ อินทร์แปง  เทพวงศ์  เป็นบิดานายโชติ  แพร่พันธ์ หรือเจ้าอินทรเดช  เทพวงศ์ (นามปากกายาขอบ) ซึ่งเป็นนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียง  ได้แต่งบทประพันธ์เรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ



         เจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์เป็นเจ้าเมืองที่ทำคุณประโยชน์  ให้แก่เมืองแพร่หลายประการ  ทั้งในด้านการปกครอง  การศึกษาการศาสนาและการทำมาหากินของราษฎร

         แม่เจ้าบัวไหล นอกจากท่านจะเป็นชายาที่ดี  เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเจ้าหลวงผู้สามี  เป็นมารดาที่ดีของโอรสธิดา และให้การอบรมเลี้ยงดูเจ้านายบุตรหลานให้เป็นคนดีแล้ว  ท่านยังเป็นผู้มีความสามารถด้านศิลปะการเย็บปักถักร้อย ตลอดจนออกแบบลวดลายปักด้วยตนเอง




พระคัมภีร์โบราณที่ปักด้วยไหม สร้างเมื่อปี จ.ศ. ๑๒๓๕ พ.ศ. ๒๔๑๖ ปักถวายโดยแม่เจ้าบัวไหล

         จนเป็นที่เลื่องลือกันมากในรัชกาลที่ ๕  แม่เจ้าบัวไหลได้ปักผ้าม่าน หมอนขวาน และหมอนอิงขนาดต่าง ๆ ตลอดจนเครื่องใช้ไม้สอยอื่น ๆ มากมาย ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ 

         เป็นที่โปรดปรานเป็นอันมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดห้องพิเศษเฉพาะและพระราชทานนามว่า “ห้องบัวไหล” นับว่าเป็นเกียรติประวัติอันสูงส่ง แสดงถึงความมีฝีมือและศิลปะอันยอดเยี่ยมของท่าน


ของโบราณที่จัดแสดงไว้ในตู้โชว์






รถจักยานยนต์ที่มีผู้บริจาคให้


บริเวณชั้นบนของอาคาร







        เมื่อได้ชมสิ่งของต่าง ๆ ทั้งชั้นล่างและชั้นบนของอาคารครบถ้วนแล้ว  ชาวคณะจึงพากันลงมาดูในส่วนของใต้ถุนอาคาร ซึ่งใช้เป็นที่กักขังนักโทษในสมัยนั้น  เขาบอกว่าถ้าจะเข้าไปข้างในให้ถอยหลังเข้า เพื่อเป็นเคล็ดนะครับ  แต่ผมไม่ได้เข้าไปด้วยหรอก จึงไม่มีภาพมาให้ชมกัน แต่คิดว่า...ท่านคงพอจะเดาออกนะครับว่า หน้าตาจะเป็นอย่างไร...


หากท่านไปเมืองแพร่...อย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมนะครับ...

โดย สอนสุพรรณ

 

กลับไปที่ www.oknation.net