วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประชาธิปไตย กับ การเมือง…เรื่องของใคร?


        

          

อนุสาวรีย์รัฐธรรมนูญ

ประชาธิปไตย กับ การเมือง…เรื่องของใคร

           ประชาธิปไตย

           หากเอ่ยถึงคำว่าประชาธิปไตยคนส่วนมากจะนึกถึง รัฐธรรมนูญ  มีการเลือกตั้ง มีสภา มีผู้แทนหรือการได้มาซึ่งเสียงส่วนมาก สิ่งที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นเพียงการปกครองรูปแบบหนึ่งเท่านั้น  ในระบอบการปกครองก็ไม่มีใครสามารถชี้ได้ว่าระบอบใดดีที่สุด  เพียงแต่นักเสรีนิยมประชาธิปไตยเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของความเป็นมนุษย์น้อยที่สุด  แต่หากเงินและอำนาจยังเป็นยังเป็นตัวตัดสินแพ้ชนะในการเลือกตั้ง  สิ่งที่ได้มาหาใช่เนื้อแท้ของระบอบประชาธิปไตยไม่ มันเป็นเพียงบริบทหนึ่งของนักเลือกตั้งที่ต้องการและพยายามแสวงหาให้ได้มาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ แล้วแอบอ้างว่ามันเป็นความชอบธรรม  ตามระบอบประชาธิปไตย  ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องเกิดด้วยจิตสำนึกของประชาชน ไม่ใช่เกิดด้วยรัฐธรรมนูญ  สัญญาประชาคมที่ก่อเกิดองค์อธิปัตย์จะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อประชาชนตัดสินใจมอบอำนาจให้ด้วยความบริสุทธิ์  อิสระปราศจากสิ่งครอบงำใดๆ และองค์อธิปัตย์ต้องปฏิบัติตามเจตจำนงของประชาชน  ประชาชนสามารถทวงสิทธิและอำนาจนั้นคืนได้ หากองค์อธิปัตย์นั้นทำหน้าที่บกพร่องหรือไม่รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมและมีสิทธิ์ที่จะเลือกผู้ดูแลรักษาผลประโยชน์คนใหม่  ประชาธิปไตยจึงจะเป็นอำนาจของประชาชนอย่างแท้จริงโดยสมบูรณ์  ดังนั้นกระบวนการประชาธิปไตยจึงไม่สิ้นสุดอยู่ที่ มีรัฐธรรมนูญ  มีเลือกตั้ง  มีผู้แทน มีสภา ประชาชนจะต้องติดตามและมีส่วนร่วมในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่ได้รับมอบอำนาจอย่างใกล้ชิด  และพร้อมที่จะเฉดหัวมันออกได้ทุกเมื่อ

                การเมือง

               หากเอ่ยคำว่า”การเมือง”ส่วนมากเราจะนึกถึงนักเลือกตั้ง ผู้ได้รับการเลือกตั้ง รัฐบาล  ผู้บริหารหรือปกครองประเทศ  แต่ถ้าหากพิจารณาตามความหมายที่นักรัฐศาสตร์ต่างให้การยอมรับว่า  “การเมืองหมายถึงเรื่องของการจัดจัดสรรแบ่งปันสิ่งมีคุณค่าให้กับสังคม” สิ่งมีคุณค่าในสังคมพออนุมานได้ว่า คือทรัพยากรทั้งหลายที่มีอยู่ภายในรัฐ รวมทั้งสิ่งที่ไม่อาจจับต้องได้แต่รู้สึกได้ เช่นเสรีภาพ  ความเสมอภาค  ความสุขอื่นๆที่อยู่ในรูปของกฎหมาย การบริการของรัฐที่จัดสรรให้อย่างเท่าเทียม (ซะเมื่อไหร่)  เพราะฉะนั้นคำว่าการเมืองตามความหมายที่กล่าวแล้วเบื้องต้นจึงครอบคลุมทุกมิติของสังคม และทุกๆคนตั้งแต่เกิดจนตายโดยผ่านระบบตัวแทน แล้วเราจะปล่อยให้มนุษย์สายพันธุ์ที่เราไม่ต้องการเข้าไปจัดสรรสิ่งมีคุณค่าที่มีอยู่น้อยนิด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาจะแบ่งปันให้แก่พวกพ้องหรือบุคคลกลุ่มใด  เช่นนั้นแล้วในวาระอันใกล้นี้ เราจึงมีโอกาสที่จะไปคัดสายพันธุ์ ทางการเมืองที่กำลังจ่อตั้งไข่หลังจากเกิดการสมสู่ของพวก(มัน)ที่แอบอ้างว่าตัวเองเป็นนักการเมือง โดยไม่มียางอายประชาชีอย่างเรา แล้วกฎหมายก็ให้(กึ่งบังคับ)ไปคัดเลือกสายพันธุ์ที่เขาผสมพันธุ์กันขึ้นมา  ถึงแม้นเราว่าจะผะอืดผะอมอยู่บ้างในการที่จะกากบาทให้ใครสักคนเข้าเป็นไปเป็นตัวแทนของเรา(เพราะสายพันธุ์ต่างๆล้วนรากเน่าหมดแล้ว) แต่ถ้าหากสังคมส่วนรวมมั่นใจในระบอบและยอมรับในกฎกติตาของสังคม(ที่พอรับได้)ผมเชื่อว่าประชาชนเท่านั้นที่จะกำหนดอนาคตของประเทศได้ ไม่มีใครสามารถทานแรงอำนาจอธิปไตยของประชาชนได้ตัวอย่างก็มีให้เห็นในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่หากเราเมินเฉยอะไรจะเกิดขึ้นกับชาติบ้านเมือง หรือเราจะยอมปล่อยให้เป็นไปตามยะถากรรมปล่อยความเสนียดจัญไรที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของกลุ่มบุคลที่เราไม่พึงประสงค์  ให้เป็นมรดกตกไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเราฉะนั้นหรือ?

ว่าจะไม่กล่าวถึงแล้วแต่บรรยากาศมันพาไป  … ขออภัยในบางคำที่ไม่สุภาพ

 

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

 

ขออภัยหากผมสับสน..ผมมองมันอย่างที่มันควรจะเป็นแค่นั้นเอง

 

ขอบคุณภาพจาก internet

 

 

 

 

โดย หนาแป้นปีก

 

กลับไปที่ www.oknation.net