วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องของญาณ 4


เรื่องของญาณ  4

 

                        -ปฐมฌานนี่เป็นฌานที่หนึ่ง  ที่บรรดาพวกเราเหล่าพุทธบริษัทต้องทำให้ได้  เพราะเป็นฌานโลกีย์  อาการที่ทรงฌานที่หนึ่งนี้ไม่มีอะไรยาก  เราใช้คำภาวนาและพิจารณาในขันธ์  5  ก็ดี  ภาวนาบทใดบทหนึ่งก็ดี  หรือว่าจะพิจารณาลมหายใจเข้าออกก็ดี  ให้จิตมันทรงอยู่อย่างนี้เป็นปกติ  นี่หมายความว่าไม่ยอมให้ใจของเราเคลื่อนจากอารมณ์ที่เราต้องการ  อย่างเราอยากจะกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  เมื่อว่างจากกิจอื่น  จิตมันจะมีความรู้สึกไปโดยอัตโนมัติ  รู้ลมเข้าลมออก  หรือภาวนาว่า พุทโธ  ธัมโม  สังโฆ  อะไรก็ช่าง  จะพิจารษายังไงก็ช่างให้จิตมันทรงตัว  แล้วทรงจนกระทั่งให้อารมณ์จิตนี่แม้แต่ได้ยินเสียงภายนอกเข้ามาจิตก็ไม่รำคาญ  สามารถใช้คำภาวนาและพิจารณาได้ตามอัธยาศัย  อย่างนี้ชื่อว่าปฐมฌาน

                                -พอจิตเข้าถึงฌานที่สอง  คำภาวนาหายไปเฉย ๆ หยุดไปเอง  เมื่อคำภาวนาหยุดไปเอง  เราก็มีใจสบายชุ่มชื่นดีกว่า  เพราะว่าไม่มีวิตกวิจาร  มีแต่ปีติ  พอเริ่มก็มีความชุ่มชื่นสบายแล้วก็สุข  เอกัคตารมณ์ทรงตัวดีก่าฌานที่หนึ่ง  ตอนนี้เราจะรู้สึกว่าลมหายใจเบาลงไปหน่อยกว่าเดิม  กว่าฌานที่หนึ่ง  ตอนนี้ก็มีหลาย ๆ ท่าน เมื่อจิตถอยลงมาถึงปฐมฌาน  คือ ทรงฌานที่ 2 ได้ไม่นานรู้สึกตัวว่า  ตายจริง  นี่เราลืมภาวนาไปเสียแล้วรึ  หรือเราหลับไป แต่ความจริงนั้นไม่ใช่หลับ  มันก็โงก  อาการจะโงกไปข้างหน้าหรือข้างหลัง ทั้งนี้ไม่ใช่หลับ คือจิตเข้าถึงปฐมฌาน  เราทิ้งภาวนาไปเอง  ถ้าเข้าถึงฌานที่ 2  คือ ทุติยฌาน  จะทิ้งภาวนาไปเอง

                                -สำหรับฌานที่สามนี้จะรู้สึกว่าลมหายในเบามาก  ร่างกายเราจะตัด ความอิ่มเอิบจะหายไป  เหลือแต่ความสุขเยือกเย็น  มีความสบาย ๆ ขาดความอิ่ม แต่จิตจะทรงตัวมาก  อารมณ์จะไม่เคลื่อนไหว  หูจะไม่ได้ยินเสียงภายนอก  เบาลงไปมาก  เสียงที่ดังมาก ๆ เราได้ยินเหมือนกันแต่เบามาก  มีการทรงตัวแบบแน่นสนิท  มีความรู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายของเราเกร็งไปทั้งตัว  แต่ความจริงนั้นเป็นเรื่องอาการของจิตไม่ใช่เรื่องอาการของกาย

                                -แล้วตอนนี้ถ้าคนทั้งหลายเข้าถึงฌานที่สาม  แล้วก็ทรงฌานที่สามได้ดี  สมมติว่าเช้ามืดท่านตื่นขึ้นมานอนอยู่หรือนั่งอยู่ก็ตาม  จิตทรงสมาธิถึงฌานที่สามได้ดี  วันทั้งวันนั้นรู้สึกว่าเราไม่ต้องการอยากจะพูดกับใคร  อาการพูดมันจะน้อยทั้งวัน  เพราะว่าจิตมันทรงตัวได้ดี  ถ้าอาการมีอย่างนี้กับท่าน  ก็ขอให้ท่านภูมิใจว่า  เราทรงฌานได้ดีมาก  แต่ทว่าเลิกแล้วก็อยากจะพูดอยากจะคุย  อยากจะสนทนาปราศรัย  อยากจะพูดมาก

                                -นั่นก็แสดงว่า  สำหรับอารมณ์ที่เป็นฌานของท่าน  มันได้แต่เวลาที่นั่งอยู่หรือปฏิบัติอยู่เท่านั้น  พอเวลาเลิกแล้ว  กำลังฌานนั้นไม่ได้ตามจิตของท่านไปด้วย  อย่างนี้ไม่ดี  ควรจะพยายามรักษาให้มันทรงอยู่ได้ทั้งวัน  ถ้าทรงไม่มากก็ทรงน้อย  อย่างน้อยที่สุดก็ให้จิตมันอยู่ในอุปจารสมาธิในวันทั้งวันนี่ละ  สามารถจะทรงได้ถ้าจิตตั้งอยู่ในอุปจารสมาธิ  ในวันทั้งวันนี่ละสามารถจะทรงได้  ถ้าจิตตั้งอยู่ในอุปจารสมาธินี่เราก็คุยกับชาวบ้านได้ แต่ว่าคุยน้อยไปหน่อย  ถ้าจะพูดก็พูดในเรื่องที่เป็นสาระจริง ๆ  เรื่องที่เป็นอกุศลทุกอย่างจะไม่ยอมพูด  ใจจะไม่ยอมคิดในเรื่องของอกุศล

                                -ฌานที่สี่ท่านกล่าวว่าตัดสุขเสียได้  มีองค์สองเหมือนกัน  ตัดสุขออกไปเหลือแต่เอกัคตา  แล้วเพิ่มอุเบกขาเข้ามา  เอกัคตานี่แปลว่ามีอารมณ์เป็นอันเดียว  มีอารมณ์เป็นหนึ่ง  ฉะนั้น  เมื่อมันตัดสุขออกไปได้  ไม่สัมผัส  การกระทบกระทั่งจิตไม่รับการสัมผัส  เสียงจะมาจากภายนอกดังเท่าไรก็ตามที  หูจะไม่ได้ยินเสียงภายนอก  การสัมผัสจากลมแรงก็ดี  เหลือบยุงจะเข้ามาเกาะตัวก็ดี  ไม่มีความรู้สึก  แต่ว่าอาการทางจิตไม่ใช่หลับ  มีความรู้สึก  มีสติสัมปชัญญะทรงตัว  เป็นคนมีสติสัมปชัญญะดีมาก  มีความสว่างไสวในจิต  จงอย่าลืมคำว่าฌานนี้ไม่ใช่นั่งหลับ  จิตจะทรงตัวสมาธิดี  สติสัมปชัญญะสมบูรณ์  นี้เป็นการฝึกอารมณ์จิตของเราให้มีการทรงตัวเพื่อเตรียมรับสภานการณ์ที่จะเจริญวิปัสสนาญาณ

                                -จิตของฌาน 4  มีเอกัคตากับอุเบกขาเป็นปกติ  จิตดวงนี้ต้องจำเอาไว้ว่า  ต้องให้มันทรงอยู่ตลอดเวลา  ถ้ามันทรงตัวอยู่ตลอดเวลา  แล้วเรื่องทิพจักขุญาณมันง่ายเหลือเกิน  ยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก  แต่ถ้าว่า ถ้าจิตเข้าถึงจุดนี้แล้ว  ท่านที่มีความรู้ในขั้นนี้จริง ๆ ท่านบอกว่า  ถ้ายังใช้อารมณ์จิตของตนรู้อยู่  ท่านบอกว่าใช้ไม่ได้  ต้องหาทางเข้าถามถึงพระ ถามพระสอนกันตอนไหน  จับภาพนิมิตพระองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นเป็นบรรทัดฐาน  เรียกว่าภาพพระพุทธนิมิต  จับแล้วเวลาที่ต้องการอยากจะทราบอะไรก็ถามพระ   พระบัญชาการมาอย่างไรเป็นคำตอบที่เราได้ปรากฎรับเอง  แล้วก็ถูกต้องตามความเป็นจริง  ต้องจำไว้เลยทีเดียวว่า  พระลักษณะนี้ที่เราเห็น เราถามแล้ว  ทรงพยากรณ์ตรงตามความเป็นจริงทุกประการ  จำภาพพระไว้  ถ้าทำอย่างนี้จนชำนาญก็เลิก  ฝึกวิธีอื่น  ต้องการอะไรก็ถามพระ

                                -ถ้าทำใจสบาย  จิตเข้าถึงฌาน 4 หรือฌาน 1  ฌาน 2 ฌาน 3 ก็ตาม  เวลาที่จิตสงัด  ปัญญามันจะเกิดเอง  มันจะบอกชัด  มันจะมีความเบื่อหน่ายในร่างกายขึ้นมาเอง  มีความรู้สึกว่าร่างกายนี่มันไม่เป็นสาระ ไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีการทรงตัว  เพราะอะไร  เพราะเมื่อมีความเกิดขึ้น  แล้วก็มีความป่วย  ความตาย  ในขณะที่ทรงกายอยู่ก็เต็มไปด้วยความทุกข์  หาความสุขไม่ได้  เราจะบริหารร่างกายสักเพียงใดก็ตามที  ร่างกายก็เต็มไปด้วยความทรุดโทรมอยู่ตลอดเวลา  ทำให้เกิดนิพพิทาญาณ  ความเบื่อหน่ายในขันธ์ 5  คือร่างกายเสีย  นี่ตัวปัญญามันจะเห็น ปัญญามันจะสอนต่อไปว่า  ถ้าหากว่าเราไม่ต้องการเกิดต่อไปแล้ว  ก็ตัดรากเหง้าของกิเลสทั้ง  3  ประการทิ้งเสียให้หมด  คือตัดอำนาจของความโลภด้วยการให้ทาน  ตัดรากเหง้าของความโกรธ  ด้วยการเจริญเมตตาบารมี  และตัดรากเหง้าของความหลงด้วยการพิจารณาหาความจริงของขันธ์  5  ปัญญามันจะเห็นชัดว่า  ร่างกายเป็นแต่เพียงธาตุ  4  ไม่มีการทรงตัว  มีการเปลี่ยนแปลง  ภายในเต็มไปด้วยความสกปรก  นี่มันจะบอกชัด  ปัญญามันดีกว่านี้มาก  ถ้ามันได้ถึงจริง ๆ

                                -คำว่าเอกัคตารมณ์  ก็คืออารมณ์เป็นหนึ่ง  อารมณ์เป็นหนึ่งในที่นี้เรานิยมเรียกว่า ฌาน  อารมณ์มันจะทรงตัว  ก็มีหลายคนเคยถามว่า  อารมณ์เป็นหนึ่งดิ่งอย่างนี้จะทำอย่างไรต่อไป  ก็ขอตอบว่า  เวลานั้นไม่ใช่เวลาที่ทำอย่างอื่น  ถ้าจิตเป็นฌานมีอารมณ์ทรงตัวเป็นเอกัคตารมณ์  อารมณ์เป็นหนึ่งอย่างนั้นต้องปล่อยไปตามนั้น  เพราะอะไรจึงปล่อย  เพราะเราต้องการให้อารมณ์ว่างจากกิเลส  เวลานั้นถ้าจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งในลมหายใจเข้าออกก็ดี  ในคำภาวนาก็ดี  ในนิมิตก็ดี  ถ้าจิตจับเฉพาะอย่างนั้น  กิเลสจะเข้ากวนใจไม่ได้  มันจึงเป็นหนึ่ง  มีอารมณ์ดิ่งก็ควรจะพอใจว่า  เวลานี้จิตเราว่างจากกิเลส  เราต้องการจุดนี้

                                -ขณะใดที่เรารู้ลมหายใจเข้า  ลมหายใจออก  รู้คำภาวนาว่า พุทโธ  ขณะนั้นเชื่อว่าจิตของเราเป็นสมาธิตามความต้องการ  ถ้าหากว่าภาวนาไป  ๆ ใจมันเกิดความสบาย คำภาวนาหยุดไปเฉย ๆ  เป็นความสุขที่ยิ่งกว่า  อย่างนี้ก็จงอย่าตกใจ  อย่างนี้เป็นอาการของฌานที่ 2   ซึ่งเป็นอารมณ์ดีขึ้น  หากว่าทำไปความชุ่มชื่นหายไป  มีอาการเครียด  ลมหายใจเบาลง  หูได้ยินเสียงภายนอกเบามากจิตใจทรงตัวแนบสนิทอย่างนี้  เป็นอาการของฌานที่ 3  ถ้าบังเอิญภาวนาไปกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  ปรากฎว่า  ไม่รู้ว่าลมหายใจเข้าออกมีหรือเปล่า  มันมีอาการเฉย ๆ มีอาการจิตใจสบาย ๆ  อยางนี้เป็นอาการของฌานที่ 4  จัดว่าเป็นอารมณ์ฌานที่มีความสำคัญที่สุดของพุทธศาสนา

 

 

 

โดย kancht958

 

กลับไปที่ www.oknation.net