วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องของวิปัสสนาญาณ (๑)


เรื่องของวิปัสสนาญาณ

 

                                -การขึ้นต้นของการเจริญพระกรรมฐาน  ถ้าเอากันเต็มแบบจริง ๆ  ท่านให้ใช้วิปัสสนาญาณก่อน  คือว่าใช้อารมณ์วิปัสสนาญาณอย่างอ่อน  ให้คิดถึงไตรลักษณญาณ  คือ อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  อันดับแรก  ท่านให้คิดถึงความเป็นจริงของไตรลักษณญาณ

                                1.  ทุกขัง  การเกิดมาในโลก  การมีชีวิตของคนและสัตว์มันเต็มไปด้วยความทุกข์  ที่มันทุกข์ก็เพราะอาการต่าง ๆ  มันไม่เที่ยง  เป็นอนิจจัง  มันไม่มีการทรงตัว  ความทุกข์มันมีมาตั้งแต่เด็ก  ความหิวก็เป็นทุกข์  ความป่วยไข้ไม่สบายก็เป็นทุกข์  การประกอบกิจการทุกอย่างเหน็ดเหนื่อยก็เป็นทุกข์  การพลัดพรากจากของรักของชอบใจก็เป็นทุกข์ และในที่สุดความตายเข้ามาถึงก็เป็นทุกข์  มีความทุกข์ตั้งแต่เด็ก  ต่อมาเป็นผู้ใหญ่และก็แก่ตายในที่สุด  มีความทุกข์  อนิจจัง  ทุกขัง ต่อไปก็อนัตตาตามลำดับ

                                2.  อนัตตา คิดตามความเป็นจริงว่าคนหรือสัตว์ก็ดีที่เกิดมาในโลกนี้  ในที่สุดก็ต้องตายเหมือนกันหมดทั้งโลก  เราก็ตายเหมือนกัน

                                -เรื่องของวิปัสสนาญาณนั้น  ส่วนสำคัญถ้าจะกล่าวให้ละเอียดก็คือ  ตอนต้นที่จะเริ่มทำสมาธิ  ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกคนใช้กำลังปัญญาก่อน  ปัญญานี่เป็นส่วนหนึ่งของวิปัสสนาญาณ  อันดับแรกใช้ปัญญาของสมาธิ  โดยการใช้อารมณ์เมตตาจิต เมตตาความรัก  กรุณา ความสงสาร  แผ่เมตตาไปในจักรวาลทั้งปวง  คือทั้งโลก  ให้มีความรู้สึกว่าเราจะเป็นมิตรที่ดีของคนและสัตว์ทั้งหมด

                                กรุณาความสงสาร  ถ้าคนหรือสัตว์ก็ตามเขามีความทุกข์  ถ้าไม่เกินวิสัยที่เราจะพึงช่วยได้ เราจะช่วยให้เขามีความสุข  ตั้งใจตามนี้ไว้ก่อนเป็นอันดับแรก

                                -เมื่อจิตมีอารมณ์โปร่ง  มีความสุขดีแล้ว  ต่อไปให้นึกถึงด้านวิปัสสนาญาณขั้นอ่อน  มีความเข้าใจตามความเป็นจริงว่า  โลกนี้มีแต่ความไม่เที่ยง  เป็นอนิจจัง  ทุกอย่างไม่เที่ยงไม่มีการทรงตัว  เราเองเกิดจากท้องมารดาใหม่ ๆ  เป็นเด็กเล็ก  ต่อมาก็เปลี่ยนแปลง  กลายเป็นเด็กใหญ่  เป็นหนุ่มเป็นสาว  เป็นวัยกลางคน  จนมาเป็นคนแก่  เป็นเพราะมันไม่เที่ยง  ขณะที่ทรงร่างกายอยู่มันก็ไม่เที่ยง  มีการป่วยไข้ไม่สบายเป็นปกติ  ที่อาการไม่เที่ยงทำให้เราเป็นทุกข์  ในที่สุดพึงเข้าใจว่าในที่สุดเราก็ต้องตาย  ก่อนตายเราก็เลือกทางไปว่าเราจะไปทางไหน  ถ้าเราไปสวรรค์  เพียงแค่ให้ทานก็ได้  รักษาศีลก็ได้  ถ้าจะไปพรหมโลก  ก็ต้องเจริญสมาธิจิตให้ได้ญาณสมาบัติ  แต่ถ้าต้องการนิพพาน  ก็ต้องให้เข้าใจตามความเป็นจริงด้วยปัญญา  มีความเข้าใจว่าโลกนี้เป็นทุกข์  หาความสุขไม่ได้  ร่างกายมีความเกิดขึ้นและมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา  ถ้าเรายังมีร่างกายแบบนี้  เราก็มีแต่ความทุกข์ไม่สิ้นสุด  ฉะนั้น  ขึ้นชื่อว่าการเกิดมีร่างกายแบบนี้จะมีกับเราชาตินี้ชาติเดียวเป็นชาติสุดท้าย  เราไม่ต้องการเกิดแบบนี้อีก  เราต้องการนิพพาน

                                -ความจริงศีลก็ดี  สมาธิก็ดี  ปัญญาก็ดี  สามประการนี้จะแยกกันไม่ได้  บางท่านบอกว่า  สุกขวิปัสสโกไม่ต้องใช้สมถะเลย  ใช้แต่วิปัสสนาญาณตัวเดียว  อันนี้ผิด  ถ้าพูดอย่างนี้แสดงว่า  ท่านผู้พูดไม่ได้อะไรเลย  อันแรกปรับปรุงศีลให้ดี  เมื่อปรับปรุงศีลดีแล้วสมาธิก็ทรงตัว  เมื่อสมาธิทรงตัวปัญญามันก็เกิด  ที่เป็นพื้นฐานของการเจริญฌาน  และวิปัสสนาญาณ

                                -เราปฏิบัติวิปัสสนาญาณจริง ๆ  ให้เริ่มต้นด้วยการสมาทานศีล  แล้วก็ทำจิตเป็นสมาธิ โดยกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกก่อน  เมื่อรู้ลมเข้าออก  ก็ใช้คำภาวนาตาม  พอจิตเริ่มเป็นสุข  ต่อไปก็ใช้ปัญญาพิจารณา  การใช้ปัญญาพิจารณานี่จะไม่ทรงตัวนาน  ประเดี๋ยวจิตก็เริ่มฟุ้งซ่าน  ถ้าจิตเริ่มฟุ้งซ่านก็ทิ้งวิปัสสนาญาณเสีย  จับสมถะภาวนาใหม่  คือรู้ลมหายใจเข้าออกใหม่  ต้องสลับกันไปสลับกันมาแบบนี้  ถ้าจิตของบรรดาท่านพุทธบริษัทสามารถทรงตัวถึงปฐมฌานเพียงใด  เวลานั้นการกำจัดกิเลสขั้นพระโสดาบันและสกิทาคามีก็มีขึ้น  สรุปได้ว่า ถ้าจะทำวิปัสสนาญาณ  ให้เริ่มจับลมหายใจเข้าออกก่อน กับคำภาวนา พอจิตเริ่มเป็นสุข  พอใจเริ่มสบาย ๆ  ก็ใช้ปัญญา  ทิ้งภาวนาเสีย  ใช้ปัญญาพิจารณา  แต่ยังรู้ลมเข้าออกอยู่  ขณะใดที่ยังรู้ลมหายใจเข้า  ลมหายใจออก  และพิจารณาไปด้วย  เวลานั้นจิตเป็นสมาธิ  มีกำลังที่จะต่อสู้กับนิวรณ์ได้  จึงกล่าวได้ว่า  การทำวิปัสสนาพื้นฐานเดิมจริง ๆ ต้องมีศีลก่อน  เมื่อจิตมีศีลแล้วก็ต้องทรงสมาธิ  ถ้าศีลและสมาธิไม่มี  วิปัสสนาญาณไม่มีผล  กำลังใจจะไม่สามารถตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหานได้  ฉะนั้น  คำว่าวิปัสสนาญาณ  ซึ่งแปลว่า รู้แจ้งเห็นจริง  เป็นบทที่ใช้ปัญญาโดยเฉพาะ  แต่ใช้เฉพาะปัญญาจริง ๆ นี่ไม่ได้  จะต้องมีศีลกับสมถะพร้อมวิปัสสนาญาณ

                                -บุคคลผู้บวชมา 100 ปี  และก็มีศีลบริสุทธิ์ทุกสิกขาไม่บกพร่อง  แต่ว่าไม่เคยเจริญสมาธิจิต  ท่านมีศีลครบก็จริง  แต่ทว่าไม่เคยทำสมาธิจิต  ไม่เคยระงับนิวรณ์  บวชมามากอย่างไร  ถึงมีศีลบริสุทธิ์ก็สู้บุคคลที่ทำจิตว่างจากกิเลส  วันหนึ่งชั่วขณะจิตหนึ่งไม่ได้  อานิสงส์มากกว่ากัน  ทั้งนี้ก็เพราะว่า  ศีลถ้าว่ากันถึงศีลจริง ๆ ก็มีอานิสงส์แค่กามาวจรสวรรค์  ถ้าหากว่าท่านผู้นั้นไม่ปฏิบัติในสีลานุสสติกรรมฐาน  แค่ระวังสิกขาบท  จะไปเป็นพรหมไม่ได้

                                ประการที่ 2  คือไม่สามารถจะควบคุมอารมณ์ให้ระงับนิวรณ์ได้  เห็นไหมกิเลสหยาบยังท่วมทับใจอยู่  แต่ที่ทรงอยู่ได้เพราะเป็นการระวังตัวไว้เฉพาะเวลาเท่านั้นเอง  สำหรับสมาธิจิต  แต่ความจริงคำว่าจิตว่างจากกิเลส  จะว่าถึงสมาธิอย่างเดียวก็ไม่ได้  เพราะเป็นเรื่องวิปัสสนาญาณควบคู่กันด้วย  เฉพาะสมาธิจิตจริง ๆ  สามารถไปเกิดเป็นพรหมได้  ถ้ามีวิปัสสนาญาณควบคุม  แม้แต่วันหนึ่งชั่วขณะจิตหนึ่งก็ก้าวเข้าใกล้นิพพานเข้าไปทุกที  สามารถเป็นพระอริยเจ้าได้  โดยเเฉพาะพระอริยเจ้าขั้นพระโสดาบันก็ดี  สกิทาคามีก็ดี  ทั้งสองท่านมีสมาธิไม่สูง  มีปัญญาไม่มาก  ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า  พระโสดาบันก็ดี  พระสกิทาคามีก็ดี  มีสมาธิเล็กน้อย  มีปัญญาเล็กน้อย  แต่มีศีลบริสุทธิ์

                                -เวลาเจริญวิปัสสนา  เขาต้องใช้สมถะคุม  ถ้าไม่ใช้สมถะคุมก็ไหลลงนรกไป  เพราะถ้าไม่ใช้สมถะคุมมันไปไม่ได้  อันดับแรก  เขาเข้าฌานให้เต็มที่  จิตตั้งอยู่ในอุเบกขารมณ์  ทรงฌานให้สบาย  ใช้เวลาเท่าไรก็ตาม  รู้สึกว่าสบาย  จิตทรงอารมณ์มั่น  ถอยหลังจิตมาถึงอุปจารสมาธิ  ก็มาพิจารณาขันธ์  5  หรือว่าพิจารณาภาพกสิณ  เทียบกับขันธ์ 5  ก็ได้  จะพิจารณาร่างกายในขันธ์  5  ในรูปลักษณะของวิปัสสนาญาณ 9  ก็ได้  ในลักษณะของอริยสัจก็ได้  เป็นต้นว่า  พิจารณาดูกายเรามันทรงตัวดีหรือเปล่า  ร่างกายของเราเป็นปัจจัยของความสุขหรือความทุกข์  อันดับแรกให้ดูว่าร่างกายของเรามีอะไรบ้าง  ขั้นแรก  กายของเรามีธาตุ  4  คือ  ธาตุดิน  ธาตุน้ำ  ธาตุลม  ธาตุไฟ  เข้ามาผสมกัน  รวมกันเข้ามาเป็นกาย  แล้วก็มีอากาศธาตุและวิญญาณธาตุเข้ามาผสมให้เกิดความรู้สึก  แล้วก็มีจิตเข้าสถิตสิงอยู่ในกาย คือ  มีการเคลื่อนไหวได้  แต่ส่วนทั้งหมดนี้มันไม่เที่ยง  ที่ว่าไม่เที่ยงเพราะว่ามีการไม่ทรงตัวแท้จริง  มันมีการเกิดขึ้น  มีการเปลี่ยนแปลง  ตัวเล็กแปลงเป็นโตขึ้นมาทีละน้อย ๆ  เมื่อโตถึงที่สุด  ถึงความเป็นหนุ่มเป็นสาว  แล้วก็ทรุดตัวลง  ค่อย ๆ ทรุดตัวทีละน้อย ๆ  ทุกวัน  กลางคนแล้วก็เป็นคนแก่ตายไป   ในที่สุดที่เราจะเห็นว่าร่างกายของเราที่ไม่มีการทรงตัว  ในที่สุดมันก็พัง

                                ในเมื่อรูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  คือร่างกายเป็นอนิจจัง หาความเที่ยงไม่ได้  เมื่อมีลมปราณอยู่เพียงใด  มีแต่ความทุกข์  เดี๋ยวหนาว  เดี๋ยวร้อน  เดี๋ยวหิว เดี๋ยวกระหาย  อยากมีผัว  อยากมีเมีย  อยากมีลูกมีหลาน  อยากได้ทรัพย์  หาความพอไม่ได้  จนกระทั่งแก่จะตายหายใจไม่ไหวยังไม่นึกว่าจะตาย  อยากโน่น  อยากนี่ไม่มีวันจบ  นี่สภาพของการเกิดมาภายใต้อำนาจของกิเลสตัณหา  นี่มันไม่ดี  มันมีแต่ความทุกข์  ร่างกายมันต้องตายและพังไปในที่สุด  มีแต่ความสกปรก  ไอ้คนที่เกิดมาในโลกนี้  กายของใครมันวิเศษกว่ากันมีไหม  ไม่มี  ทุกคนสกปรกหมด  นี่หาความไม่ดีของร่างกายให้ปรากฎ  จะเห็นว่ามันประกอบไปด้วยความทุกข์ พระอรหันต์ทั้งหลายพิจารณาร่างกายแบบนี้จึงวางร่างกายเสียได้

                                เมื่อพิจารณาวิปัสสนาตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว  เมื่อพิจารณาไป  จิตพอจะเริ่มเฝือ  อารมณ์จะทรงตัวไม่ได้  ก็ทิ้งวิปัสสนาญาณเข้าหาฌาน 4  ใหม่ พักอารมณ์สบายแล้ว  พออารมณ์เป็นอุเบกขารมณ์  มันไม่นึกอะไร มันทรงตัวเลย สบายมีกำลัง  ถอยหลังมาถึงอุปจารสมาธิพิจารณาใหม่  เพียงเท่านี้ ไม่ช้าไม่นานเท่าไร  กำลังใจจะเกิดรู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง  คือปัญญามันเกิด  ตอนนี้ไปว่ากันตรงวิปัสสนาญาณ  นี่บารมีอย่างกลางไม่เกิน  7  เดือนเป็นพระอรหันต์

                                -การตัดกิเลสจริง ๆ  ต้องใช้วิปัสสนาญาณ  ถ้าฌานสมาบัติของท่านดี  วิปัสสนาญาณมีความคมกล้า  ก็สามารถตัดกิเลสได้เร็ว  โดยมากคนจะเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์  เพราะอารมณ์ที่ทรงฌานจริง ๆ มันมีอารมณ์หนักและก็แน่นหนามาก  คนจะติดตรงนี้  จิตมีกำลังสูง  ที่เข้าใจว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์เพราะอะไร  เพราะเจอะรูปที่สวย เคยชอบมันก็เฉย  มีสภาพเฉยหมด  เฉยนี่เป็นสภาพหนักแน่ของจิต  นี่เป็นอารมณ์ของฌานโลกีย์  ก็มีหลายท่านเจออาการแบบนี้  ก็นึกว่าท่านบรรลุมรรคผลขั้นสูง  เป็นพระอรหันต์  ต่อมาไม่ช้าฌานเสื่อมลง  ความรู้สึกต้องการในรูป เสียง กลิ่น รส ก็เกิดขึ้น

                                ดังนั้น  สมถะและวิปัสสนากรรมฐานจึงต้องไปด้วยกัน  ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้  สรุปก็คือ  ก่อนที่จะคำนึงถึงวิปัสสนาญาณก็จงทำใจให้มีความสุขด้วยอำนาจของสมาธิจิตก่อน  เมื่อจิตมีสมาธิดีแล้ว  ก็ใช้ปัญญาพิจารณาให้ปรากฎ  เมื่อพิจารณาไปแล้ว ถ้าหากยังเห็นไม่พอเพราะจิตมันซ่าน  ก็ดับความรู้สึกในการพิจารณาเสีย  กลับมาภาวนาและทรงจิตให้หยุดในอารมณ์เดิมก่อนให้จิตสบายเป็นสมาธิ  ทำสลับกันไปสลับกันมา

                                -การพิจารณาวิปัสสนาญาณควรมุ่งตัดกิเลสเป็นตอน ๆ ไป  ถ้าตอนใดคิดว่าจะละให้เด็ดขาดก็ยังละไม่ได้  ก็ไม่ย้ายข้อที่ตั้งใจจะละต่อไปในข้ออื่น ๆ  ต้องย้ำซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่ในข้อนั้น  จนเห็นว่าตัดได้เด็ดขาดไม่กำเริบแล้ว  จึงเลื่อนไปพิจารณาละข้อต่อไป  อย่าทำแบบสุกเอาเผากิน  คราวเดียวมุ่งละหมดทั้ง 10 หรือคราวละหลาย ๆ ข้อ  ถ้าทำอย่างนั้นจะเป็นพวกโมฆกรรม  คือทำไม่ได้ผลไป  การเจริญวิปัสสนาต้องเจริญเพื่อมรรคผล  อย่าทำแบบคิดว่าพอเป็นอุปนิสัยเท่านั้น  ถ้ารู้ตัวว่าจะไม่เอาจริงก็อย่าเข้ามายุ่ง ทำให้ศาสนาเสื่อมทรามเลย

                                -วิปัสสนาญาณ  นี่คือตัวปัญญา  เกิดขึ้นได้เมื่อมีสมาธิเกิดขึ้น  จิตใจระงับนิวรณ์  อารมณ์ก็เยือกเย็น  กิเลสระงับ  เวลานั้นกิเลสในใจเรายังไม่ฟู  ไม่ดิ้นรน  ระงับตัว  มันนอนนิ่ง  เมื่อกิเลสนอนนิ่ง จิตเป็นสุข  ปัญญาด้านตัดกิเลสก็จะเกิดเอง  ดังนั้น  ไอ้การทรงฌานที่เป็นฌานโลกีย์มันก็ไม่แน่เหมือนกัน  พระพุทธเจ้ายังเรียกว่าเป็นอนิยตบุคคล จะถือว่าตายแล้ว  มีคติดิ่งไปสู่สุคติโดยเฉพาะก็ยังไม่ได้  มันจะสลายตัวเมื่อไรก็ได้  เรียกว่าฌานประเภทลูกผีลูกคนเอาแน่อะไรไม่ได้นัก

                                เมื่อทำจิตเข้าถึงฌานสมาบัติแล้วก็ต้องเร่งรัดวิปัสสนาญาณ  อย่างเลวที่สุด ก้าวจิตเข้าไปสู่พระโสดาบันให้ได้  อย่างนี้  องค์สมเด็จพระประทีปแก้วถือว่าเป็นผู้มีคติแน่นอน  ตายแล้วไปสวรรค์แน่  ตายแล้วไปพรหมแน่  สุดแต่เราต้องการจะไป

                                -วิปัสสนาญาณที่พิจารณากันมานั้น  ท่านสอนไว้เป็นสามนัย คือ

                                1.  พิจารณาตามแบบวิปัสสนาญาณ  9  ตามนัยวิสุทธิมรรค

                                2.  พิจารณาตามนัยอริยสัจ  4

                                3.  พิจารณาขันธ์ 5  ตามนัยพระไตรปิฎกที่มีมาในขันธวรรค

                                ทั้งสามนัยนี้  ความจริงก็มีอรรถ  คือความหมายเป็นอันเดียวกัน  โดยท่านให้เราเห็นว่าขันธ์ 5 ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตาเหมือนกัน ท่านแยกไว้เพื่อเหมาะแก่อารมณ์ของแต่ละท่าน  เพราะบางท่านชอบค่อยทำไปตามลำดับ  ตามนัยวิปัสสนาญาณ 9  เป็นการค่อยปลดค่อยเปลื้องตามลำดับทีละน้อย  ไม่หนักอกหนักใจ  บางท่านก็ชอบพิจารณาตามแบบอริยสัจ  พระพุทธเจ้าทรงค้นพบเองแลเะนำมาสอนปัญจวัคคีย์เป็นครั้งแรก  ท่านเหล่านั้นได้มรรคผลเป็นปฐมก็เพราะได้ฟังอริยสัจ  แต่ทว่าทั้งสามนี้ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน  คือให้เห็นอนัตตาในขันธ์  5  เหมือนกัน  ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรค และในขันธวรรค  ในพระไตรปิฎกว่า  ผู้ใดเห็นขันธ์ 5  ผู้นั้นก็เห็นอริยสัจ  ผู้ใดเห็นอริยสัจ ก็ชื่อว่าเห็นขันธ์ 5

                                -จงอย่าลืมว่า  ก่อนพิจารณาทุกครั้งต้องเข้าฌานก่อน  แล้วถอยจากฌานมาหยุดอยู่เพียงอุปจารสมาธิ  แล้วพิจารณาวิปัสสนาญาณ  จึงจะเห็นเหตุเห็นผลง่าย  ถ้าท่านไม่อาศัยฌานแล้ว  วิปัสสนาญาณก็มีผลเป็นวิปัสสนึกเท่านั้นเอง  ไม่มีอะไรดีไปกว่านั่งนึกนอนนึก  แล้วในที่สุดก็เลิกนึก  ถ้าใครสามารถทรงฌานได้ดี  เวลาเจริญวิปัสสนาญาณมันรู้สึกว่าง่ายบอกไม่ถูก  ถ้าฌาน 4 เต็มอารมณ์แล้ว  เราจะใช้วิปัสสนาญาณ  ก็ถอยหลังมาถึงอุปจารสมาธิ  เราจะต้องตัดตัวไหนล่ะ  ตัดราคะ  ความรักสวยรักงาม  เราก็ยกอสุภกรรมฐานขึ้นมาเป็นเครื่องเปรียบ  ยกกายคตานุสสติกรรมฐานขึ้นมาเป็นเครื่องเปรียบ  เปรียบเทียบกันว่าไอ้สิ่งที่เรารักน่ะ  มันสะอาดหรือว่ามันสกปรก  กำลังของฌาน  4  นี่เป็นกำลังที่กล้ามาก  ปัญญามันเกิดเอง เกิดชัด มีความหลักแหลมมาก  ประเดี๋ยวเดียวมันเห็นเหตุผลชัด  พอตัดได้แล้วมันไม่โผล่นะ  รู้สภาพยอมรับความเป็นจริงหมด  เห็นคนปั๊บไม่ต่างอะไรกับส้วมเดินได้  จะเอาเครื่องหุ้มห่อสีสันวรรณะขนาดไหนก็ตาม  มันบังปัญญาของท่านพวกนี้ไม่ได้  แต่ถ้าได้สมาธิไม่ถึงฌาน 4  ก็ให้เข้าฌานจนเต็มกำลังสมาธิที่ได้  เมื่ออยู่ในฌานจนจิตสงัดดีแล้ว ค่อย ๆ คลายสมาธิมาหยุดอยู่ที่อุปจารฌาน  แล้วพิจารณาวิปัสสนาญาณทีละขั้น  อย่าละโมบโลภมากทำทีละขั้น ๆ  นั้นจนเกิดเป็นอารมณ์ประจำใจไม่หวั่นไหว  เป็นเอกัคตารมณ์ เป็นอารมณ์ที่ไม่กำเริบ  แล้วจึงค่อยเลื่อนไปฌานต่อไปเป็นลำดับ  ทุกฌานปฏิบัติอย่างเดียวกัน ทำอย่างนี้จะได้รับผลแน่นอน  ผลที่ได้ต้องมีการทดสอบจากอารมณ์จริงเสมอ  อย่านึกคิดเอาเองว่าได้  เมื่อยังไม่ผ่านการกระทบจริง  ต้องผ่านการกระทบจริงก่อน ไม่กำเริบแล้วเป็นอันใช้ได้

                                -เรื่องญาณต่าง ๆ  ที่พระพุทธเจ้าทรงยืนยันเป็นของมีจริง  แต่ขออย่างเดียว อย่าให้บรรดาท่านพุทธบริษัทเอาแต่คิดกับอ่านตำรา แล้วก็พูด  แค่นี้มันใช้ไม่ได้  อย่าลืมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าต้องใช้อารมณ์เป็นสำคัญ  ให้ปรับปรุงอารมณ์  ไม่ใช่ปรับปรุงวัตถุ  พิจารณากายคตานุสสติกรรมฐานตัวเดียว  คือพิจารณาขันธ์ 5  ร่างกาย  ว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา  เราไม่มีในมัน  มันไม่มีในเรา  ให้เข้าใจ  แล้วก็ถอยหลังไปดูร่างกายที่เราทิ้งมาแล้ว  มันเป็นอะไรมาบ้าง  เป็นสัตว์บ้าง เป็นคนบ้างเท่าไร  ดูให้มันช่ำใจ  จะเกิดความเชื่อในตัวเอง  แล้วก็ท่านที่ไม่ต้องเกิดอีกมีบ้างไหม  อันนี้ไม่ยาก  ถ้าสร้างอารมณ์เข้าถึงโคตรภูญาณ  อันนี้เราจะใช้ทิพจักขุญาณเห็นพระนิพพานได้อย่างแจ่มใสแล้วก็ชัดเจน  ถ้าอารมณ์ของท่านยังไม่ถึงโคตรภูญาณเพียงใด  อย่าเพิ่งพูดไปนะเรื่องนิพพาน  แล้วก็ยังไม่ได้ทิพจักขุญาณด้วย  ไม่ได้โคตรภูญาณด้วย  ยังไม่ต้องพูดกันเรื่องนิพพาน  พูดเท่าไรผิดเท่านั้น  ไม่ต้องห่วง  ไม่พูดไม่ผิดดีกว่า

                                -การจะตัดนิวรณ์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวรูปมันก็ตัดง่าย  เราเอาความรู้ความสามารถของเราที่มีอยู่ในด้านอภิญญา  เอามาใช้เป็นเครื่องประกอบ

โดย kancht958

 

กลับไปที่ www.oknation.net