วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

**รักแรกไม่รู้ลืม-กาดจันทร์มนต์เสน่ห์บ้านกุ๋นลม**


                       

                        ฉันยืนมองลานดินกว้างที่ครั้งหนึ่งเคยถูกใช้เป็นสนามบินรบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และสนามบินพานิชย์ที่เชื่อมต่อชุมชนเล็กๆ แห่งนี้กับโลกภายนอก หลังสงครามโลกครั้งที่สองปิดฉาก สนามบินยกเลิกกิจการเช่นกัน ด้วยเส้นทางการคมนาคมทางบกได้เป็นฝ่ายเปิดประตูเมืองขุนยวมให้ติดต่อชุมชนอื่นได้สะดวกขึ้น

                        ประวัติศาสตร์หนุ่มคนรักของฉันกระซิบแผ่วเบาที่ริมหูให้ฟังว่า “แต่เดิมที่นี่เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีชาวกระเหรี่ยงและละว้าอาศัยอยู่ ต่อมาชาวไทยใหญ่ หรือ ชาวไต อพยพข้ามมาจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำสาละวิน ‘ชานกะเล’ บุตรของพะกะหม่องที่บ้านโป่ง อำเภอเมือง ชักชวนชาวบ้านที่อยู่กระจัดกระจายมารวมกันเป็นหมู่บ้าน ตั้งชื่อว่า ‘บ้านขุนยม’ ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็นขุนยวมตามชื่อสายน้ำที่ไหลผ่าน เมืองเล็กๆ แห่งนี้อยู่ในความปกครองของเจ้าเมืองเชียงใหม่ ชานกะเลจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองคนแรกชื่อว่า ‘พญาสิงหนาทราชา’ ในปี ๒๔๕๓ ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอและเปลี่ยนชื่อจาก ชื่อ ‘เมืองขุนยวม’ เป็น ‘อำเภอขุนยวม’ โดยมี ‘ขุนเดชประชารักษ์’เป็นนายอำเภอคนแรก” 

 ‘บ้านกุ๋นลม’ เป็นอีกชื่อหนึ่งของเมืองนี้สมัยที่ยังเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ เหตุเพราะที่นี่มีอากาศหนาวเย็นและมีลมพัดตลอดเวลา คุณตกหลุมรักชื่อบ้านกุ๋นลม ชื่อแบบบ้านบ้านของเมืองที่วันนี้เต็มไปด้วยสีเหลืองสดใสของดอกบัวตองเหมือนฉันหรือเปล่าคะ

ปี ค.ศ. ๑๙๓๐ ‘โม’ เด็กสาวอายุ ๑๘ ปี อาศัยอยู่กับแม่ ซึ่งเป็นเจ้าของร้านถ่ายรูปในเมืองเซี่ยงไฮ้ ทว่าเด็กสาวแสนสวยอย่างโม ฝันอยากเป็นดารานักแสดงมากกว่าจะสืบทอดกิจการต่อจากแม่ วันหนึ่งผู้อำนวยการ ‘เมิ่ง’ มาพบเธอเข้า จึงผลักดันให้เธอได้เป็นอย่างที่ฝัน เด็กสาวหลงใหลในแสงสีและชีวิตมายา จนกระทั่งตกเป็นเมียเก็บของผู้อำนวยการสร้าง แล้ววันหนึ่งวิมานในอากาศของเด็กสาวก็จบลงเมื่อเธอตั้งท้องพร้อมกับที่ญี่ปุ่นบุกเซี่ยงไฮ้ ผู้อำนวยการเมิ่งทิ้งเธอหลบภัยไปฮ่องกง

โมกลับไปอยู่บ้านกับแม่ และพบว่าแม่เองก็มีรักครั้งใหม่กับคุณลง ผู้ซึ่งชอบส่งสายตามีความหมายพิเศษให้เธอ สุดท้ายแม่ของเธอพบว่า ผู้ชายดีดีนั้นหาไม่ได้ในชีวิตจริง จึงฆ่าตัวตาย โมกับลูกสาวตัวน้อยจึงต้องเผชิญชีวิตเพียงลำพังสองคน

ลานกว้างเอนกประสงค์แห่งนี้ถูกทางอำเภอใช้เป็นที่จัดแสดงมหรสพต่างๆ และถูกจัดเป็นตลาดนัดให้กับพ่อค้าแม่ค้าต่างถิ่นนำสินค้าอุปโภคบริโภคมาขายทุกวันจันทร์ ชาวอำเภอขุนยวนจึงเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า ‘สนามบินเก่า’ และเรียกตลาดนัดที่ฉันจะพาคุณไปเดินเล่นวันนี้ว่า ‘กาดจันทร์’

‘กาดจันทร์’ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนที่หน้าตาขี้ริ้วเหมือนตลาดนัดธรรมดาที่พ่อค้าแม่ค้าต่างถิ่นผู้ซึ่งตระเวนขับรถไปขายสินค้าตามตลาดนัดต่างๆ มาตั้งเต้นท์ขายสินค้า ตลาดส่วนนี้เราหาดูที่ไหนก็ได้ค่ะ มาแม่ฮ่องสอนทั้งทีฉันก็อยากเห็นตลาดที่มีความงามแบบพื้นถิ่นมากกว่า จึงเลือกเดินตลาดที่ชาวบ้านในพื้นที่เอาของมาขาย เห็นหลังคาร้านนั้นไหมคะ ยังใช้ใบตองตึงมุงหลังคาอยู่เลยค่ะ แบบนี้ค่อยสมกับเป็นกาดเมืองเหนือหน่อยใช่ไหมคะ

ยี่สิบปีให้หลัง ค.ศ. ๑๙๕๐ ‘หลี่’ ลูกสาวของโมเติบโตในยุคที่คอมมิวนิสต์เบ่งบาน เธออยากสร้างครอบครัวของตนเองจึงแต่งงานกับ ‘ซูเจี่ย’ หนุ่มหล่อชนชั้นกรรมกร สมาชิกพรรครุ่นเยาว์  เมื่อชีวิตแต่งงานไม่สวยงามอย่างที่คิด มิหนำซ้ำเธอยังเข้ากับบ้านสามีไม่ได้ จึงตัดสินใจกลับไปอยู่บ้านแม่ ซูเจี่ยรักหลี่หมดหัวใจจึงตามไปอยู่ด้วย ทว่าชีวิตครอบครัวก็เกิดปัญหาขึ้นอีกครั้งเมื่อหลี่ไม่อาจมีลูกได้ ซูเจี่ยหาทางออกโดยขอเด็กหญิงชื้อ ‘ฮั้ว’ มาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม แต่แล้วเหตุการณ์กลับเลวร้ายหนักขึ้น เมื่อหลี่ที่เติบโตมาพร้อมอาการฝังลึกในใจถึงความเลวร้ายของผู้ชาย กลัวว่าสามีจะมีอะไรเกินเลยกับเด็กหญิงลูกเลี้ยง อาการระแวงของเธอนั้นยากเกินเยียวยา จนเป็นเหตุให้สามีฆ่าตัวตายพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ส่วนเธอเองก็เสียสติเดินหายไปจากบ้าน ปล่อยลูกสาวบุญธรรมอยู่กับคุณยายโม

‘กุบไต’ อุ๊ยคนขายไส้อั่วบอกฉันถึงชื่อเรียกหมวกทรงแหลมคล้ายงอบของภาคกลาง ทว่ามีลูกเล่นงดงามตามแบบเมืองเหนือที่มุมแหลม ฉันกดชัตเตอร์มาหนึ่งภาพก่อนอุดหนุนไส้อั่วของโปรดเป็นอาหารเช้า

ฉันสะดุ้งวูบเมื่อสายตาตนที่จับจ้องอยู่ช่องมองภาพ เห็นหญิงสาวคนหนึ่งละม้ายหญิงสาวอีกคนที่ฉันภาวนาขออย่าให้เราพบกันอีกในชาตินี้ ลดกล้องลงแล้วฉันเดินตรงไปที่เธอคนนั้น ฉันหัวเราะกับตัวเองแค่เหมือนเท่านั้น หญิงสาวตรงหน้าฉันเป็นเพียงแม่ค้าสาวชาวม้งที่กระเตงลูกน้อยไว้ที่หลังขณะนั่งขายผัก ฉันลอบมองเธออีกครั้ง สิ่งที่สาวชาวม้งเหมือนหญิงสาวคนนั้นคงเป็นแววตาที่ทำให้รู้สึกว่า เธอช่างเข้มแข็งในการมีชีวิตบนโลกใบนี้นัก ขณะเดียวกันฉันก็นึกอยากให้เธอดูแลคนรักเธอให้ดีเช่นที่สาวชาวม้งดูแลความรักที่ติดอยู่ที่หลังเธอ!!!

ทันทีที่เงยหน้าขึ้นจากช่องมองภาพ สายตาฉันก็สบเข้ากับอีกสายตาที่จ้องอยู่ คุณจำหนุ่มผมยาวที่ฉันเจอที่ตลาดน้ำอัมพวาได้ไหมคะ หนุ่มคนที่ผูกผ้าคล้องคอไว้กับกระเป๋ากล้องเหมือนกับที่คนในอดีตฉันชอบทำ นั่นล่ะค่ะเขายืนยิ้มส่งสายตาหวานมาให้ ครั้งที่เจอกันที่อัมพวา เขาแค่เดินเข้ามาปลุกความทรงจำถึงคนในอดีตของฉัน และเราเจอกันอีกครั้งหน้าร้านโฟโต้ไฟล์ค่ำวันพฤหัสฯ ที่ชาวหนอนไปรวมตัวกัน ฉันไม่ใช่ชาวหนอนแต่ถูกน้าช่างภาพลากไปช่วยเลือกขาตั้งกล้อง เขารู้จักน้าช่างภาพ ฉันสนิทกับน้าช่างภาพ และเราต่างไม่รู้จักกัน

ยามเดินทางขนาดของหัวใจฉันมักกว้างกว่าปกติเพื่อเปิดรับสิ่งใหม่และมิตรภาพใหม่ๆ ระหว่างทาง ทว่าวันนี้ฉันเลือกให้ตัวเองปิดประตูหัวใจพร้อมล็อกแน่นหนาอีกสองชั้น ฉันจะไม่มีวันตกหลุมรักผู้ชายที่คล้ายคนในอดีตขนาดนี้เป็นอันขาด!!!

ดูเหมือนจะไม่ทันการเมื่อเขาเข้ามาทัก “สวัสดีครับ เจอกันอีกแล้วนะครับ รู้สึกดีจังนะครับที่ได้เจอคนรู้จักเวลาอยู่ต่างถิ่น” สมองฉันส่งข้อความ “ใครไปรู้จักคุณ เราแค่คนเคยเห็นหน้ากัน” ไว้เตรียมตอบ หากแต่มันช้ากว่าหัวใจที่สั่งปากให้พูดไปว่า “ค่ะ ดีใจที่บังเอิญเจออีกครั้งค่ะ” 

หลายครั้งยามออกเดินทางสิ่งที่เกาะตามเป็นเงาฉันคือความเศร้าอันเคว้งคว้าง ฉันเศร้าเพราะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเดินไปหาอะไร และเคว้งคว้างที่ภายในใจไม่มีสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยว ทว่าวันนี้ที่กาดจันทร์บ้านกุ๋นลมมีอีกหนึ่งเงาเดินตามฉันที่กำลังกดชัตเตอร์... เงาสูง-หน้าคม-ผมยาว

เราคุยกันหลายเรื่อง แต่สิ่งที่โยงให้ฉันเล่าถึงภาพยนต์เรื่อง ‘รักแรกไม่รู้ลืม’ หรือที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า ‘Jasmine Women’ คืออะไรไม่แน่ใจนัก เรื่องที่ผู้หญิงสามคนสามรุ่นต้องพบกับความชอกช้ำและเจ็บปวดรวดร้าวจากบาดแผลของความรักโดยไม่ต่างกันเลยทั้ง ‘โม’ ‘หลี่’ และ ‘ฮั้ว’ ที่ต่างคนต่างดิ้นรนให้พ้นจากอดีตอันรันทด ทว่าดูเหมือนลูกสาวแต่ละคนก็ทำผิดซ้ำรอยผู้เป็นแม่เช่นกัน

‘โม’ นั้นถึงจะประสบความสำเร็จในการทำความฝันให้เป็นจริง ทว่าเธอก็ต้องแลกความหอมหวานของวงการบันเทิงที่ได้มากับความเจ็บปวดในชีวิต และความผิดหวังในความรัก

‘หลี่’ ดูเหมือนจะโชคดีที่มีชายที่รักเธออย่างจริงใจ หากความทรงจำฝังใจนั้นก็ทำลายชีวิตคู่เธอจนยากเกินเยียวยา เล่าให้เขาฟังถึงชีวิตของหลี่แล้วฉันก็เผลอนึกถึงคำพูดหนึ่งของ ‘ซูเจี่ย’ ที่ว่าหลี่นั้น ‘อ่อนแอแบบชนชั้นกลาง’ ใช่...ฉันเองก็ถูกคนในอดีตต่อว่าแบบนี้เช่นกัน และฉันเองก็ทำร้ายคนรักไม่ต่างจากที่หลี่ทำให้ซูเจี่ยต้องฆ่าตัวตาย

‘ฮั้ว’ เป็นเด็กสาวร่าเริง สดใส ที่เติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูของคุณยายโม  ‘เสี่ยวตู’ คนรักของเธอไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย โดยให้สัญญาว่าจะกลับมาแต่งงานกับเธอ ฮั้วเลือกที่จะเชื่อมั่นในคนรักที่ไม่กลับมา วันหนึ่งคุณยายโมล้มป่วยลงและได้เล่าเรื่องราวในอดีตให้หลานสาวฟัง

ชะตากรรมของหญิงสาวสามคนไม่ต่างอะไรจากเรื่องเล่าตำนานเก่าแก่ ว่าด้วยหญิงสาววิ่งไล่ความฝัน ไขว่คว้าความรัก ก่อนจะพบความจริงที่ว่า ‘มันว่างเปล่าและเต็มไปด้วยคำหลอกลวงสิ้นดี

หนังเรื่องนี้ทำให้ฉันคิดถึงอดีต และคิดถึงคำพูดที่ใครบางคนที่ว่า ‘เราไม่อาจหลุดพ้นวังวนปัญหาในปัจจุบันได้ หากไม่รู้จักอดีต รู้จักแล้วก็ต้องยอมรับและทำความเข้าใจ เมื่อนั้นก้าวต่อไปของชีวิตมันก็จะไม่มืดมนอีกต่อไป’

เหมือนตอนสุดท้ายของหนังที่ชีวิตของ ‘ฮั้ว’ เดินมาถึงทางตัน เธอพบทางออกของชีวิตด้วยการเรียนรู้ร่องรอยแห่งอดีตจากคุณยายโม 

มนต์เสน่ห์ของกาดจันทร์เป็นอารมณ์ถวิลหาอดีตของคนเมืองเช่นฉัน ความรู้สึกของการอยากตามหารากเหง้าแห่งจิตใจตน แม้รู้ว่าไม่อาจมีขายในตลาดแห่งนี้ แต่ ณ ที่นี่ฉันก็ได้เรียนรู้ว่า ภาพของ ‘รากเหง้า’ ยังคงมีอยู่ให้เห็นในสังคมโพสต์โมเดิร์น หรือสังคมที่ต่างมองว่าตน ‘ไร้ราก’ อยู่ที่ตัวเรานี่ต่างหากจะลงแรงและความรู้สึกนึกคิดไปทำความรู้จักกับมันไหม

หนุ่มผมยาวทำให้ฉันมองเขาด้วยสายตาที่แปลกไปเมื่อเขาบอกว่า ‘โม’ ‘หลี่’ ‘ฮั้ว’ ภาษาจีนแปลว่า ‘ดอกมะลิ’ หรือ ‘Jasmine’ ฉันรีบหยิบแหวนทองคำขาวที่คนในอดีตเคยสวมให้ที่นิ้วนางซ้าย กลับมาใส่ไว้ที่ตำแหน่งเดิม ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้เหมือนคนในอดีตมากขึ้นทุกที เปล่า...ฉันไม่ได้สวมแหวนเพื่อบอกเป็นนัยให้รู้ว่าฉันมีคนรักแล้ว หากฉันสวมแหวนนั้นเพื่อย้ำเตือนตนว่าอย่าเดินย้อนกลับไปมีชีวิตเหมือนในอดีตอีก หากรักแรกนั้นยังคงจารจำหลักในหัวใจ!!!

โดย ปลายมนัส

 

กลับไปที่ www.oknation.net