วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทุกข์ของคนต้นน้ำ หรือ ทุกข์ของคนเมือง เขื่อนโป่งขุนเพชร จะกลับมาแน่หรือ


ทุกข์ของคนต้นน้ำ  หรือ  ทุกข์ของคนเมือง  เขื่อนโป่งขุนเพชร   จะกลับมาแน่หรือ  

 

                เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามสำนักงานคณะอนุกรรมการลุ่มน้ำชีตอนบน  ไปรับฟังความคิดเห็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนบนเป็นเวลาสามวันในพื้นที่ สามอำเภอ ในเขตจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะอนุกรรมการลุ่มน้ำชีตอนบน     กรมทรัพยากรน้ำให้การสนับสนุนงบประมาณ  ประเด็นหลักคือเรื่องปัญหาการจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ลุ่มน้ำสาขา  ว่าแต่ละพื้นที่มีน้ำเพียงพอหรือไม่ แล้วจัดการกันอย่างไร รวมทั้งปัญหาอื่นๆทั่วไปในเรื่องน้ำ  แต่เผอิญสองแห่งที่ไปเป็นพื้นที่ที่เคยมีการเตรียมพร้อมที่จะสร้างเขื่อนมาแล้ว คือ เขื่อนโป่งขุนเพชร และเขื่อนลำสะพุง  โดยเฉพาะโป่งขุนเพชรได้มีการดำเนินการเบื้องต้นไปบ้างแล้ว แต่ก็ไม่สามารถก่อสร้างได้เนื่องจากโดนต่อต้านจากสมัชชาคนจน  เอ็นจีโอ  และชาวบ้านบางส่วนรวมทั้งสื่อมวลชนในขณะนั้น ซึ่งกระแสไม่เอาเขื่อนตอนนั้นแรงมากๆ

 

                เป้าหมายแรกที่ทางผู้จัดกำหนดไว้คือลำน้ำชีส่วนที่สอง  สถานที่คือ อบต.นาฝาย อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ  พื้นที่ส่วนนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำมากนักเพราะได้รับน้ำจากเขื่อนลำประทาวและอ่างช่อระกา ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่พอสมควร   

 

เป้าหมายที่สองคือ ลุ่มน้ำสาขาลำกระจวนหนึ่งในยี่สิบลุ่มน้ำสาขาของลำน้ำชี  สถานที่จัดเวทีเสวนาคือ หอประชุมสภาตำบลโคกสะอาด อำเภอหนองบัวระเหว  จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งตำบลโคกสะอาดก็คือบริเวณสถานที่ตั้งโครงการเขื่อนโป่งขุนเพชร 

 

ลุ่มน้ำลำกระจวนครอบคลุมพื้นที่  2 อำเภอหลักคือ หนองบัวระเหว  อำเภอเพพสถิต  และพื้นที่บางส่วนของอำเภอภักดีชุมพล และอำเภอซับใหญ่  มีพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด 553,750 ไร่  เป็นพื้นที่ป่าถึง 455,851 ไร่ คิดเป็น 82.3% ของพื้นที่ทั้งหมด  เป็นป่าพื้นที่ 1 A 64,146 ไร่ นอกนั้นเป็นพื้นที่ชั้นคุณภาพน้ำชั้นรองลงมาและพื้นอื่นๆ ดูจากตัวเลขพื้นที่ป่านับได้ว่ายังเป็นพื้นที่ ที่มีความอุดมสมบูรณ์  มีสายลำน้ำหลักคือลำเชียงทาและลำกระจวน  ประเด็นหลักที่ตั้งไว้คือการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาลำกระจวน แต่กลับกลายเป็นเรื่องรองเพราะประเด็นหลักในการเสวนากันวันนั้นกลายเป็นเรื่องการสร้างเขื่อนโป่งขุนเพชร   

                       

เขื่อนโป่งขุนเพชรมีการเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2538 แต่ก็มีการคัดค้านดังที่กล่าวแล้วโครงการจึงถูกล้มพับลงไป โดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ เมษายน 2540 ให้มีการระงับการก่อสร้างไว้ก่อน พร้อมกับอีกหลายๆเขื่อนที่มีปัญหา รวมทั้งแก่งเสือเต้นอันโด่งดัง  วันนั้นนายก อบต.ได้พาไปดูสถานที่ก่อสร้างด้วย  แต่ประตูทางเข้าตัวเขื่อนมีกุญแจล๊อคไว้ไม่มีคนเฝ้าจึงเข้าไปไม่ได้  นายก อบต.โคกสะอาดจึงพาอ้อมไปดูลำเชียงทาซึ่งเป็นลำน้ำที่จะถูกปิดกั้นสร้างเขื่อน ข้อมูลเบื้องต้นเขื่อนนี้จะเก็บกักน้ำได้ประมาณ  93 ล้านลูกบาศก์เมตร งบประมาณการก่อสร้างที่กรมชลประทานตั้งไว้ 222 ล้านบาท (ข้อมูลจากแผนงานชลประทาน) บริเวณผิวน้ำไม่ระบุ ตัวเลขของสมัชชาคนจน อยู่ที่ 12,000 ไร่ แต่ดูแล้วน่าจะมากเกินไปหน่อย  หากกินพื้นที่มากขนาดนั้นแล้วได้น้ำไม่ถึง 100 ล้านลูกบาศก์  ไม่น่าจะเหมาะสม

            

                ในการเสวนาวันนั้นมี นายก อบต.โคกสะอาด สมาชิก อบต. กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน  ผู้นำชุมชนและชาวบ้านที่สนใจทั้งตำบลประมาณเกือบร้อยคนเข้าร่วมเสวนา  สภาพปัญหาของพื้นที่ตำบลโคกสะอาดคือปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภคและทำการเกษตร ซึ่งเป็นปัญหาทั่วไปของคนพื้นที่ลุ่มน้ำชี  และของคนที่อยู่ต้นน้ำมักจะไม่ได้ใช้น้ำจากสายน้ำนั้น เพราะพื้นที่ต้นน้ำ น้ำจะไหลเชี่ยว เป็นหุบเขาสูงชัน นำน้ำขึ้นมาใช้ลำบาก  ในเวทีที่เสวนา ต่างก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าเขาต้องการเขื่อน เหตุผลของชาวบ้านคือ

              

 “เขื่อนจะช่วยให้เขามีน้ำใช้  อุปโภคบริโภค  มีน้ำทำไร่ทำนา ทำสวน ชีวิตเขาจะได้ไม่อด อยากแร้นแค้นเหมือนที่เป็นอยู่  เวลาปีไหนนาแล้ง  หรือปีไหนน้ำท่วม พวกเอ็นจีโอ เคยมาดูแลเขาหรือเปล่าเห็นมีแต่ทางการมาจ่ายค่าชดเชยให้ไร่ละสองร้อยกว่าบาทไม่พอค่าพันธุ์เมล็ดข้าวด้วยซ้ำ พวกนักอนุรักษ์ก็เป็นคนเมืองเขาไม่ได้มาลำบากด้วย” 

              

นี่คือเหตุผลของชาวบ้านในพื้นที่ตำบลโคกสะอาด  และยังมีเหตุผลอื่นๆอีกมากมาย อาทิ เป็นสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งเพราะพันธุ์ปลาฯลฯ  ผมฟังดูแล้วเขาก็มีเหตุผลพอฟังได้  แต่ผมไม่มั่นใจว่า  ตำบลใกล้เคียงที่มีผลกระทบเขาจะเห็นด้วยหรือไม่ ใครได้ผลประโยชน์ใครเสียประโยชน์บ้างเราไม่มีข้อมูลที่เป็นตัวเลข มีแต่เพียงจากคำบอกเล่าของชาวบ้านแค่นั้น จริงหรือเท็จเราก็ไม่ทราบ 

                

สำหรับเขื่อนโป่งขุนเพชร  และอีกหลายเขื่อนที่ถูกพับเข้าลิ้นชักไว้นั้น  คณะรัฐมนตรียุครัฐบาลทักษิณ(ปี2548) มีมติไห้มีการทบทวนเอาโครงการเหล่านั้นยกมาปัดฝุ่นศึกษาผลกระทบกันใหม่ เขื่อนโป่งขุนเพชรเองขณะนี้ ได้มีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังเข้าไปศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เมื่อศึกษาผลกระทบแล้วขั้นตอนต่อไปจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ปี 2548 เสียก่อนรัฐถึงจะดำเนินการได้   แล้วชาวบ้านที่มีความต้องการ  จะผ่ากระเเสอนุรักษ์ที่ยังพอมีกำลังมีแรงอยู่ได้หรือไม่  ผมเองมองว่ามันมีทั้งได้และทั้งเสีย  ชาวบ้านเองก็ใช่ว่าเขาจะค้านตะบี้ตะบัน  ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่โปร่งใสของภาครัฐเอง ผลประโยชน์แอบแฝงต่างๆที่ตามมาหลังเกิดโครงการ  เช่น การประมูลการก่อสร้าง การจ่ายค่าเวนคืนที่ดินตามที่เป็นข่าวอยู่เป็นประจำ (พวกเจ้าหน้าที่หรือพวกนายทุนที่รู้ว่าจะมีการสร้างเขื่อนมักไปกว้านซื้อที่แถวนั้นไว้ก่อน)  เหล่านี้เป็นปัจจัยเกื้อหนุนในการต่อต้าน  แต่มีคำถามที่จะต้องนำมาช่วยกันขบคิดก็คือเขื่อนสามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือ  มีวิธีอื่นอีกหรือไม่  ที่ผ่านมาคงไม่มีใครปฏิเสธว่ามันไม่มีประโยชน์  มาตรการเยียวยาสิ่งที่ได้รับผลกระทบทั้งคน ทั้งป่าและอื่นๆมีพร้อมหรือยัง  ถ้าบวกลบคูณหารแล้วมันได้มากกว่าเสียก็ว่ากันไปตามเหตุตามผล   ผมได้แต่แสดงความเห็นใจชาวตำบลโคกสะอาดที่เขาขาดแคลนน้ำ  เรื่องการสร้างเขื่อนเป็นเรื่องใหญ่หยิบยกมาเป็นประเด็นที่ไรทะเลาะกันทุกที และอดนึกไปถึงอ่างผาเค้าเฮ้าที่คนต้นน้ำพองต้องการที่ผมได้นำเสนอไปแล้วไม่ได้ โครงการนั้นยังเป็นลมเป็นแล้งอยู่เลย  และยังมีอีกหนึ่งเขื่อนที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง  คนในพื้นที่เขาต้องการอย่างไร คือเขื่อนลำสะพุง ในเขตพื้นที่อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ…..    โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย หนาแป้นปีก

 

กลับไปที่ www.oknation.net