วันที่ พฤหัสบดี พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ภาวนาวิธี


ภาวนาวิธี

การทำทาน
 หรือที่ส่วนใหญ่เรียกว่าทำบุญนั้น เป็นคนละส่วนกับการทำบาป
อันหมายถึง บุญ(ทาน) ก็อยู่ส่วนบุญ บาปก็อยู่ส่วนบาป ไม่อาจจะทดแทน
หรือชดใช้กันได้

เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้ทำบุญ(ทาน) สลับกับการทำบาป จึงต้องได้รับผลแห่งบุญบ้าง
ได้รับผลแห่งบาปบ้าง เช่นนี้เรื่อยไป

นี่คือคติความเชื่อโดยทั่วๆไปของชาวพุทธ
เพราะฉะนั้น บุคคลที่ได้ทำบาปทำอกุศลไว้แล้ว ไม่ว่าในอดีตหรือในชาติปัจจุบันก็ตาม
หากประสงค์จะละบาปบำเพ็ญบุญเล่า จะต้องทำอย่างไรกัน

ในเรื่องนี้ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม (ขุนพลใหญ่แห่งกองทัพธรรมสายพระอาจารย์
มั่น ภูริทัตโต) แห่งวัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ได้กล่าวไว้ว่า
"
ก็ต้องตอบได้ง่ายๆ ว่า ไม่มีวิธีอย่างอื่นนอกจาก วิธีแก้จิต เพราะเหตุว่า
วิธีแก้จิตนี้ เป็นหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา และเป็นหัวใจแห่งสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน

ในพระบาลีก็แสดงให้รู้แจ้งอยู่แล้วว่า พระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสงฆ์สาวกเจ้าก็ดี ล้วนแต่
ได้ทรงแก้จิตมาแล้วทั้งนั้น จึงสำเร็จพระโพธิญาณ และสาวกบารมีญาณ พ้นจากทุกข์
ในวัฏสงสารไปได้

เมื่อบุคคลมาแก้ไขซึ่งจิตของตนให้บริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว บาปอกุศลที่ตนทำไว้ทั้งหลาย
ก็หลุดหายไปเอง อุทาหรณ์ข้อนี้ พึงดูพระองคุลิมาลเป็นตัวอย่าง

วิธีแก้จิตก็คือการปฏิบัติสมาธินั่นเอง แต่ก็เป็นของที่ขาดคราวมานาน
จนผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาเข้าใจผิดไปว่า หมดคราว หมดสมัย หมดเขตมรรคผล
ธรรมวิเศษเสียแล้ว จึงทำตนให้เป็นคนท้อแท้ปราชัย ไม่สามารถหาอุบายแก้ไขซึ่งจิตของตน
ต่อไปได้

สำหรับการปฏิบัติธรรมสมาธิภาวนานี้ มีอยู่หลายแบบด้วยกัน แต่ในที่นี้จะยกสมาธิวิธี
ของพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ผสมผสานกับ การเจริญฌาณ ของ พระอริยคุณาธาร
(
เส็ง ปุสโส) มาแนะนำต่อท่าน พระอาจารย์ทั้งสองเป็นพระปฏิบัติ
สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่แห่งกองทัพธรรมฝ่ายปฏิบัติ

การนั่งสมาธิ
ให้นั่งสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาวางทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง คือ ไม่ให้เอียงไปข้างซ้าย
ข้างขวา ข้างหน้า ข้างหลัง และอย่าก้มนัก หรือ อย่าเงยหน้า พึงดูพระพุทธรูปปางสมาธิ
เป็นตัวอย่าง ไม่ควรนั่งพิงหลัง เพราะส่วนใหญ่แล้ว มักจะก่อให้เกิดอาการง่วงเหงาหาวนอน
แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ อันจะเป็นด้วยหลังไม่ค่อยดีก็อาจพิงได้เป็นครั้งคราว หรือพิงได้แต่ไม่ควร
เกินบั้นเอวขึ้นมา การนั่งขัดสมาธิดังกล่าวนี้ ถ้าจะนั่งให้สบายและทนนานต้องนั่งตัวตรง
หากปูด้วยฟางข้างหรือที่นั่งที่นิ่มและหาพอประมาณ จะไม่รู้สึกเกิดอาการเป็นเหน็บชาขึ้น
และทำให้นั่งทนนานยิ่งขึ้น สำหรับสตรีไทยนั้น ถนัดการนั่งแบบพับเพียบ โดยขาข้างหนึ่ง
คู้พับไปข้างหลัง อีกข้างหนึ่งคู้เข้ามายันเข่าข้างหนึ่งไว้ ท่านี้ผู้ชายไม่ค่อยถนัด
แต่ในหมู่บรรพชิตก็ใช้กันบ่อย แต่นั่งทนนานสู้ขัดสมาธิไม่ได้

ตั้งจิตให้ตรง คืออย่าส่งใจไปทางตา (หลับตาเบาๆ) ทางหู (หาที่สงัดๆ) ทางจมูก
(
อย่าไปนั่งในสถานที่กลิ่นอับ กลิ่นไม่ดี หรือใกล้คนที่ใช้น้ำหอม) ทางลิ้น (อย่าอมหรือเคี้ยว)
ทางกาย(อย่านั่งติดกัน) และอย่าส่งใจไปข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา
พึงกำหนดรวมเข้าไว้ในจิต

สำรวมจิต

สำรวมจิตให้ดี คือให้นึกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ใจ พระธรรมอยู่ที่ใจ พระสงฆ์สาวกอยู่ที่ใจ
นึกอยู่อย่างนี้ จนใจอยู่ที่ใจจริงๆ แล้วทอดธุระเครื่องกังวลลงได้ว่า ไม่ต้องกังวลอะไร
อื่นอีก จะกำหนดเฉพาะที่ใจแห่งเดียวเท่านั้น จึงตั้งสติกำหนดใจนั้นไว้ นึกคำบริกรรมรวมใจเข้า

นึกคำบริกรรม

ให้ตรวจดูจิตเสียก่อน ว่าจิตอยู่ในอารมณ์อะไร ในอารมณ์อันนั้นเป็น
อารมณ์ที่น่ารักหรือน่าชัง เมื่อติดใจในอารมณ์ที่น่ารัก จิตนี้ลำเอียงไปด้วยความรัก
เมื่อติดใจในอารมณ์ที่น่าชัง พึงเข้าใจว่า จิตนี้ลำเอียงไปด้วยความชัง ไม่ตั้งเที่ยง
พึงกำหนดส่วนทั้งสองนั้น ให้เป็นคู่กันเข้าไว้ที่ตรงหน้า ซ้ายขวา แล้วตั้งสติกำหนดใจ
ตั้งไว้ในระหว่างกลาง ทำความรู้เท่าส่วนทั้สอง เปรียบอย่างถนนสามแยกออกจากจิต

โดย kancht958

 

กลับไปที่ www.oknation.net