วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

**ดอกชบากับเหล่าคนตาบอด**


                        ‘ฉันเจ็บหัวใจ’ เจ็บจี๊ดจนทรุดลงนั่งกองกับพื้น โชคดีกล้องในมือขวาไม่หล่นกระแทกพร้อมร่างกาย มือซ้ายเคลื่อนไปกุมหัวใจโดยอัตโนมัติ จังหวะนั้นมือข้างที่ถือกล้องไว้ค่อยๆ ผ่อนแรงจับออกก่อนวางลงแล้วปลดล็อกกระเป๋ากล้องออกจากเอว จากนั้นฉันจึงทิ้งตัวนอนบนพื้นหญ้าสีเขียวอ่อน เปลี่ยนมือขวามาจับหัวใจ ปล่อยมือซ้ายสงบนิ่งข้างลำตัว พลันนั้นคำพูดของเพื่อนหมออินเทิร์นคืนวานเหมือนดังขึ้นเพื่อบอกว่าหากเกิดอาการเช่นนี้ขึ้นอีก วิธีช่วยเหลือตนเองเบื้องต้นคือ การสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนออกช้าๆ พยายามสงบจิตใจ ฉันทำเช่นนี้ซ้ำอยู่สี่ห้าครั้ง มือที่บีบก้อนเนื้อภายนอกหัวใจจนเกร็งนั้นเริ่มคลายเหลือเพียงเกาะกุมไว้ ฉันละสายตาจากมือข้างขวาเปลี่ยนไปมองฟ้ากว้างไกล

                        สายลมหนาวที่พัดแผ่วพริ้วมาจับจองพื้นที่ภายในสวนรถไฟยามเช้าตรู่เช่นนี้ ทำให้ลังเลขึ้นวูบหนึ่งว่าริ้วสีขาวบางนั้นคือสายหมอก หรือกลุ่มควันจากท่อไอเสียรถยนต์กันแน่ ว่ากันว่าความกดอากาศสูงที่แผ่มาจากทางเหนือ นอกจากจะทำให้อากาศของกรุงเทพมหานครในวันนี้เย็นลงแล้ว ยังส่งผลให้ม่านหมอกควันจากรถยนต์และฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจายในอากาศถูกกดให้ลอยต่ำลงด้วย ขณะที่กำลังใช้ความคิด  บทสนทนากับเพื่อนหมอเมื่อคืนก็แว้บเข้ามาอีก ‘อย่าเครียดแล้วก็พักผ่อนให้มากๆ มันไม่ใช่เรื่องเล่นเลยนะ ตะคริวที่กล้ามเนื้อหัวใจเนี่ย ทำให้หัวใจขาดเลือดและวายตายเอาได้ง่ายๆ นะแก’ ‘จำวิชาชีววิทยาที่แกชอบได้มั้ย เรื่องanatomy น่ะ’ ‘จำได้ก็หัดรู้จักดึงมาใช้บ้าง กล้ามเนื้อที่ซื่อสัตย์ที่สุดในร่างกายน่ะมันคืออะไร’

                        พักใหญ่ความเจ็บเริ่มบรรเทาเหลือเพียงปวดหนึบหน่วงรั้งร่างกายไว้ เพื่อนหนุ่มที่เดินไปซื้อน้ำมาให้วางขวดน้ำข้างฉัน นั่งลงพลางถาม “อารมณ์ไหนของแกเนี่ยมานอนมองฟ้าแต่เช้า”

                        “เจ็บหัวใจ” ฉันพูดเสียงแผ่วเบา เพื่อหนุ่มหัวเราะร่วนก่อนบอก “เออ...ฉันรู้ แกน่ะมันเจ็บหัวใจทั้งปีทั้งชาตินั่นล่ะ ตอนที่เค้ายังอยู่แกก็เจ็บ เค้าจากไปแล้วแกก็ไม่เลิกเจ็บ ทำไมเมื่อเช้านั่งรถผ่านหน้าบ้านเค้าแล้วแกไปเห็นภาพบาดตาบาดใจอะไรรึไง” หากเป็นยามปกติฉันคงต่อปากต่อคำที่เพื่อนกระแนะกระแหนเช่นนี้ ทว่ายามนี้แรงจะทำให้หัวใจหายใจเป็นปกติยังทำไม่ใคร่ได้ ฉันจึงนอนมองฟ้าเงียบๆ ต่อไป

                        คงเพราะเงียบผิดปกติ อีกทั้งสีหน้าและริมฝีปากที่ซีดเซียวนั่นกระมังทำให้เพื่อนหนุ่มฉุกคิดขึ้นว่า หนนี้อาการเจ็บหัวใจของฉันมันคงเป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรมอย่างที่แล้วๆ มา

                        “เจ็บจริงเหรอ” เพื่อนหนุ่มถามย้ำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลกว่าเดิม ฉันพยักหน้าตอบโดยที่สายตายังคงเหม่อมองไปบนฟ้าอย่างไร้จุดหมาย “ไปหาหมอมั้ย” ถามแล้วเขาก็ใช้มือลูบผมฉันอย่างห่วงใย ฉันส่ายหน้าเล็กๆ แทนคำตอบ ความที่รู้จักนิสัยกันดี หากฉันบอก ‘ไม่’ ใครจะเคี่ยวเข็ญยังไงฉันก็ยืนกรานคำเดิม เว้นให้แต่กับคนเดียวที่เปลี่ยนใจฉันได้ คนที่เป็นเสมือนลมหายใจ คนที่ไม่มีอยู่ตรงนี้อีกแล้ว

                        เพื่อนหนุ่มทิ้งตัวลงนอนข้างๆ จังหวะเดียวกับที่เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ฉันล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงยีนส์ส่งให้เพื่อนคุยแทน เพียงครู่เดียวเขาก็ส่งมันคืนพลางบอก “น้องๆ มากันแล้ว รออยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้า ปตท. อยู่คนเดียวแป๊ปนึงนะอย่าเพิ่งรีบตายล่ะ รอให้น้องมันมาดูใจก่อน” พูดจบเขาเก็บกล้องใส่กระเป๋าให้ฉันแล้วคว้ามันออกไปด้วย

                        ความปวดเบาบางลง ฉันตั้งคำถามกับตัวเอง กี่เดือนแล้วนะที่อาการแบบนี้มันหายไป สามหรือสี่ ตั้งแต่วันนั้นที่ฉันตัดใจพาตัวเองออกจากชีวิตชายหนุ่มผู้เป็นดังลมหายใจนั่นกระมัง เมื่อฉันบังอาจตัดลมหายใจ หัวใจมันจะประท้วงบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะกล้ามเนื้อหัวใจมนุษย์นั้นขึ้นชื่อว่าซื่อตรงที่สุดในร่างกายแล้ว!!! เจ็บปวดเช่นนี้บ้างก็เห็นจะเป็นเรื่องธรรมดา จนกว่าลมหายใจที่วนเวียนอยู่ในร่างกายนั้นมันจะหมดไปทีละนิด...ทีละนิด...นั่นล่ะ

                        เมื่อเพื่อนหนุ่มกับน้องอีกสองคนเดินมาถึง ฉันค่อยๆ ยันตัวเองลุกขึ้นนั่ง ทว่าก็ช้ากว่าเพื่อนที่เข้าประคองด้านหลังไว้ “ไหวมั้ย” เขาเอ่ยถามอย่างห่วงใย ฉันพยักหน้าแทนคำตอบพร้อมกับที่เม่นพูดขึ้น “ไม่ต้องฝืนก็ได้นะพี่ รอมาสี่ปีผมยังรอได้ ถ้าจะต้องรอต่อไปมันก็ไม่เป็นไรหรอก”

                        “ไม่ตายง่ายๆ หรอกน่า” ฉันหัวเราะเสียงค่อย “เกรงแต่ว่าถ้าวันนี้ไม่ทำ ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ พรุ่งนี้เองก็เถอะเอาเข้าจริงมีใครรับประกันได้มั้ย ว่ามันจะเดินมาถึงจริงๆ” ฉันพูดต่อพร้อมกับที่เพื่อนหนุ่มพยุงให้ลุกขึ้นยืน

                        “พี่ก็รู้ สำหรับผมจะได้รู้จักหรือไม่รู้จักมันก็ไม่ต่าง” ฉันมองเด็กหนุ่มตรงหน้าท่าทางไม่หยี่ระต่อโลก เขาไม่ผิดที่คิดเช่นนั้น สำหรับเขา ความหวังทำให้หัวใจดวงน้อยเจ็บปวดมานับครั้งไม่ถ้วน จึงเป็นธรรมดาที่ไม่ต้องการเจ็บอีก ฟรอยด์บอกว่ามันเป็นเช่นนี้เพราะกลไกในการป้องกันจิตใจตนเองได้ถูกสร้างขึ้นมาล้อมรอบตัวเขาไว้

                        “เฮ้ย!ไอ้เม่นทำไมมึงพูดกับพี่ปลายแบบนี้วะ” น้องชายอีกคนพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ฉันสนิทกับน้องชายทั้งสองคนดี เขาต่างกันทั้งความคิดและการใช้ชีวิต หากความต่างนั่นล่ะทำให้เขาทั้งสองแบ่งปันในสิ่งที่ตนมีให้อีกฝ่ายจนกลายเป็นความผูกพันหนึ่งเดียว

                        ฉันยิ้มจับต้นแขนเด็กหนุ่มพลางบอก “ไม่เป็นไรต่อ พี่ไม่โกรธหรอก โกรธไปไอ้เม่นก็ใช่จะดีขึ้น มีแต่พี่นี่ล่ะที่จะประสาทเสียไปเอง ไปๆ เดี๋ยวพี่จะพาไปหาดอกชบาสักที” ฉันบอกเพื่อนหนุ่มที่จับแขนฉันไว้ให้ปล่อยแต่เขาไม่ยอม เพราะกลัวฉันล้มลงอีก ถ้าใครมาเห็นฉันสี่คนในวันนี้คงได้หัวเราะกับการเดินของเรา เพื่อนหนุ่มจับมือขวาฉันไว้ ส่วน เด็กหนุ่มปากดีจับต้นแขนซ้ายของฉัน

                        อ้าว...นี่ฉันยังไม่ได้บอกคุณใช่ไหม เด็กหนุ่มสองคนนี้พิการทางสายตา เจ้าเม่นนั้นบอดสนิท ส่วนต่อเป็นประเภทบีหนึ่ง คือพอมองเห็นลางๆ และในระยะใกล้เท่านั้น แม้จะมีสายตาที่ผิดปกติจนถูกนับว่าเป็นคนพิการ ต่อก็ยังคงใช้ชีวิตแบบคนปกติ อ่านหนังสืออย่างที่คนปกติอ่าน ไม่อ่านหนังสืออักษรเบลล์ เขียนหนังสือเอง ไม่เคยให้อาสาสมัครคนไหนช่วยเขียนให้ถ้าไม่จำเป็น และเดินเองโดยไม่ใช้ไม้เท้าสำหรับคนตาบอด!!!

                        ฉันทึ่งกับความพยายามของต่อ คุณรู้จักแว่นที่ใช้ส่องพระไหม นั่นล่ะเวลาอ่านหนังสือต่อใช้อุปกรณ์นี้เป็นตัวช่วย อ่านได้ไม่นานก็ต้องพักเพราะปวดตา จนฉันนึกกลัวแทนว่าหากใช้งานสายตาที่พอเห็นเลือนลางนั่นหนักเข้า มันอาจชำรุดเร็วกว่าปกติได้ อะไรที่มากเกินไปไม่ดีด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่มนุษย์อย่างคุณอย่างฉันยังหาคำว่า ‘พอ’ ไม่เจอเท่านั้นเอง หาไม่เจอทั้งที่เราต่างรู้จักมันดี

                        แต่ไม่ว่าต่อจะพยายามขนาดไหน คำว่า ‘ผู้พิการทางสายตา’ ก็ยังประทับไว้ไม่ปล่อยให้เขาเป็นบุคคลปกติ แม้เขาจะใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติก็ตาม

                        “ทำไมถึงอยากมาดูดอกชบากันล่ะ” เพื่อนหนุ่มเอ่ยถามทำลายความเงียบที่ครอบคลุมอยู่

                        “เรื่องมันเริ่มยังไงนะพี่ เมื่อสี่ปีที่แล้วใช่มั้ย ที่เราเจอกันครั้งแรกที่โรงเรียน” ต่อตอบด้วยน้ำเสียงที่มีความสุขเมื่อนึกย้อนถึงวันที่ผูกพันเราสามคนให้เป็นมากกว่าน้องนักเรียนพิการทางสายตากับพี่อาสาสมัครสอนการบ้าน,อ่านหนังสือ

                        “ใช่ๆ พี่ปลายน่ะล่ะเป็นคนเริ่ม มาถามว่าดอกชบาสีแดงในโรงเรียนสอนคนตาบอดอย่างที่เฉลียงบอกอยู่ตรงไหน” เม่นพูดต่อด้วยน้ำเสียงมีความสุขไม่แพ้กัน

                        เพื่อนหนุ่มทำสีหน้างงก่อนถาม “ถามใคร ต่อเหรอ แต่เอ...บ้าๆ อย่างแกเนี่ยคงถามเม่นใช่มั้ย” เสียงหัวเราะยียวนที่ตามมารวมกับอีกสองเสียงทำให้ฉันใช้เล็บจิกอุ้งมือเขาที่จับมือฉันอยู่

                        “ก็ทั้งคู่นั่นล่ะ นั่งอยู่ด้วยกันนี่” แม้ขุ่นเคืองในอารมณ์ที่โดนแหย่หากน้ำเสียงฉันกลับเจือความสุข

                        “เล่าให้ฟังหน่อยสิ มันยังไงกันเหรอ เออนี่แล้วแกไปถามน้องเค้า น้องเค้ามองไม่เห็นแล้วจะบอกแกได้มั้ยว่าต้นชบาที่แกตามหาน่ะมันอยู่ตรงไหน”

                        จิกอุ้งมือเขาอีกทีแล้วฉันจึงตอบ “น้อยไปสิ ไอ้พวกนี้มันรู้กระทั่งว่าวันนี้ฉันขึ้นรถเมล์ รถแท๊กซี่ หรือขับรถมาสอนการบ้านพวกมันเชียวนะ” 

                        “จริงน่ะ โม้เปล่าวะ จริงเหรอเม่นรู้ได้ด้วยเหรอว่าพี่ปลายไปหายังไง” เขาถามเหมือนไม่เชื่อ

                        “พี่เอาคำตอบแบบไหนล่ะ แบบสวยๆ ป่ะ” เม่นถามแบบติดตลกกลับไป “ถ้าแบบสวยๆ ก็คือ ผมสัมผัสได้ ผมรู้สึกได้”

                        “งั้นอีกแบบล่ะอะไร” 

                        คราวนี้ทั้งเม่นและต่อหัวเราะพร้อมกันก่อนที่เม่นจะพูดว่า “พี่ครับผมพิการก็แต่สายตานะครับ ไม่ได้จมูกพิการไปด้วยนี่ครับ”

                        พระเจ้ายังคงหลงเหลือความยุติธรรมให้กับมนุษย์อยู่บ้าง เมื่อพรากสิ่งใดไปก็ให้สิ่งอื่นทดแทนกลับมา เหมือนเด็กหนุ่มสองคนนี้ที่ถึงแม้สายตาไม่อาจใช้งานตามหน้าที่มันได้อย่างคนปกติ เขาก็รับรู้การมาถึงของบุคคลหรือสิ่งของด้วยผัสสะอื่น ทั้งทางหูและจมูก รวมถึงจิตใต้สำนึกหรือที่เรียกกันว่า ‘เซ้นส์’ สัมผัสพวกนี้ทำหน้าที่ได้ดีกว่าคนปกติธรรมดานัก และเช่นกันเม่นที่สูญเสียมากกว่าต่อ ก็ย่อมรับรู้เรื่องเหล่านี้ได้ดีกว่าเพื่อนตน

                         แล้วฉันล่ะ พระเจ้าพรากคนที่ฉันรักยิ่งกว่าชีวิตตนเองไป พระองค์ประทานสิ่งใดให้ฉันบ้าง สิ่งที่ได้คืนกลับมานั้นมันคืออะไร ความรักที่เพื่อนหนุ่มคนนี้มีให้ฉันใช่มั้ย ความเข้มแข็งของจิตใจอย่างที่ฉันไม่เคยมีเคยเป็นใช่มั้ย หรือกระทั่งอิสระในการใช้ชีวิต ไม่จำเป็นต้องห่วงหรือกังวลความรู้สึกเขาอีก หากฉันจะตะลอนไปไหนต่อไหนกับเพื่อนผู้ชายใช่มั้ย สิ่งที่ได้กลับคืนมา ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกับที่หายไปใช่มั้ย

                        “กลิ่นไงพี่เอ๊กซ์” ต่อเฉลย “แล้วอย่างพี่ปลายนะแค่เดินมาใกล้ก็รู้แล้ว”

                        เพื่อนหนุ่มหัวเราะคิ้กแล้วแกล้งถามด้วยน้ำเสียงเหมือนตกใจ “หา...นี่แกกลิ่นตัวแรงขนาดนั้นเชียวเหรอวะ”

                        ครั้งนี้ฉันดึงมือตัวเองออกจากมือเขาที่จับไว้หลวมๆ ก่อนจะกำหมัดชกเข้าที่ท้องแล้วบอก “ไอ้เพื่อนบ้า

                        หนนี้เม่นตอบแทน “พี่ปลายน่ะเค้าใช้ครีมอาบน้ำกลิ่นกุหลาบแล้วยังทาโลชั่นกลิ่นกุหลาบด้วย”

                        “หานี่รู้ขนาดนั้นเชียวเหรอเนี่ย” ครั้งนี้คนถามเป็นฝ่ายตกใจบ้าง

                        “ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกพี่เอ๊กซ์ ทีนี้ฟังพี่เค้าอ่านหนังสือไปผมก็สงสัยกลิ่นกุหลาบมาจากไหนเลยถาม ผมนั่งฟังพี่เค้าอ่านหนังสือตรงชิงช้าข้างสนามฟุตบอลน่ะ ตรงนั้นมันก็ไม่มีใคร และไม่มีดอกกุหลาบที่ไหนด้วย พี่ปลายเค้าเลยบอกว่าสงสัยมาจากครีมอาบน้ำกับโลชั่นที่เค้าใช้นั่นล่ะ”

                        เพื่อนหนุ่มของฉันยังคงสงสัยไม่เลิก “แล้วแยกออกมั้ยกลิ่นไหนดอกกุหลาบ กลิ่นไหนพี่ปลาย”

                        เด็กหนุ่มสองคนหัวเราะพร้อมกันอีกครั้ง แล้วต่อจึงตอบ “กลิ่นกุหลาบมันยังไม่เหมือนกันเลยนี่พี่  ผมก็หลงคิดมาตั้งนานว่าพี่เอ๊กซ์น่ะคงฉลาดกว่าผม เห็นเพื่อนพี่ปลายแต่ละคนเก่งๆ แล้วก็ฉลาดๆ ด้วยกันทั้งนั้น” พูดจบทั้งสองคนยังหัวเราะไม่เลิก

                        ฉันสำทับทันที “เป็นไงโดนเด็กตาบอดสอนน่ะตาสว่างขึ้นมั่งมั้ย” เพื่อนตัวดีเลยงอนก้มหน้างุดแล้วเดินต่อ

                        เห็นเด็กสองคนยังหัวเราะไม่หยุด ฉันจึงเริ่มต้นเล่าว่าดอกชบาและฉันกับน้องสองคนเกี่ยวข้องกันยังไง ทำไมฉันถึงได้อยากพาน้องมาดูดอกชบาให้ได้นัก

                        เย็นนั้นเราสามคนนั่งอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์ด้วยกันเพื่อหาข้อมูลมาทำรายงานของน้องสองคน เสียงเพลงต้นชบากับคนตาบอด ของเฉลียงที่ดังมาจากเครื่องเสียงของครูที่ดูแลห้องทำให้ฉันตั้งคำถาม ‘ต้นชบาในโรงเรียนสอนคนตาบอดอยู่ไหน’ เราหาต้นชบาเจอกันได้ง่ายๆ มันขึ้นอยู่ข้างตึกอำนวยการ ตรงข้ามป้อมยามลุงตี๋ ทว่าผ่านมาสี่ปีล่วงมาแล้ว ต้นชบาก็ยังไม่ออกดอกให้ชมชื่นใจ กระทั่งลุงตี๋ที่เราแอบใช้ความสนิทสนมส่วนตัวให้ช่วยดูแลชบาต้นนี้ให้ดี ลุงตี๋ที่อยู่ประจำป้อมยามมานานหลายปีจนเลิกนับก็ยังบอกว่า ไม่เคยเห็นดอกมันเหมือนกัน หรือดอกชบามันจะคิดว่า ต่อให้มันออกดอกสวยงามเต็มต้นยังไง เหล่าคนตาบอดก็ไม่มีวันมองเห็น ถ้างั้นก็ไม่ต้องมีมันหรอกดอกน่ะ ถ้าชบาคิดอย่างนั้นจริงๆ  ฉันว่ามันคงเป็นต้นชบาที่ติดนิสัยมนุษย์ทุนนิยมครอบงำเอาแล้วล่ะ จะออกดอกทั้งทียังมาคำนวณผลได้ผลเสีย คุ้มมั้ยกับที่จะลงทุนไป แล้วได้อะไรกลับมาบ้าง ทำด้วยใจคืออะไรทำไมต้องทำ แต่ถ้าต้องการความใส่ใจ ทำให้ก็ได้ถ้าผลที่ได้รับกลับมามันคุ้มค่ากว่าบางสิ่งที่จ่ายไป

                        ฉันพลันเศร้า เมื่อนึกถึงตรงนี้ ไม่สิ...ชบาเป็นต้นไม้ มันมีจิตใจที่อ่อนโยนตามแบบฉบับต้นไม้ แต่บางทีมันคงเศร้าเพราะอะไรสักอย่าง มันจึงไม่สามารถแต่งแต้มความงามให้กับลำต้นและโลกได้ด้วยดอกสีแดงสวย บางทีมันอาจเศร้าเพราะรู้ว่า มนุษย์ทุกวันนี้ไม่ได้มองกันด้วยหัวใจ หากมองด้วยวัตถุปรุงแต่งภายนอกล้วนๆ

                        สองเดือนที่แล้ว ฉันเจอกับเด็กหนุ่มสองคนที่งานรับปริญญาน้องตาบอดอีกคนแถวท่าพระจันทร์ วันนั้นพอถ่ายรูปเสร็จ และพาน้องไปส่งเข้าหอประชุมแล้ว ฉันจึงพาน้องตาบอดอีกห้าคนที่มาร่วมอวยพรไปกินข้าว หน้าร้านข้าวบนถนนพระสุเมรุมีต้นชบาไร้ดอกอยู่หน้าร้าน ฉันถามเด็กหนุ่มสองคนว่า จำต้นชบาได้มั้ย ยังอยากเห็นดอกมันกันอยู่หรือเปล่า

                        ถึงต่อจะพอมองเห็น เขากลับไม่เคยสนใจจะทำความรู้จักดอกชบาจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวที่สายตาเลือนลางพอจะมองเห็นอยู่บ้างนั้นดึงความสนใจเขาตลอดเวลา ในขณะที่เม่นเฉยๆ กับการอยากรู้จัก ด้วยเหตุผลที่ว่า ยังไงเขาก็มองไม่เห็นอยู่ดี คนพิการอย่างเขาดูไปมันก็เท่านั้น ใช่...มองไม่เห็น เขาคงลืมว่ามนุษย์พิเศษเช่นเขาไม่จำเป็นต้องใช้สายตาในการทำความรู้จักอะไรสักอย่าง หัวใจนั่นต่างหากสำคัญต่อการรับรู้อย่างที่เจ้าชายน้อยเคยบอกไว้ มีเพียงฉันที่ดื้อรั้นอยากพาเด็กสองคนมารู้จักดอกชบาให้ได้

                        ดอกชบาหลากสีทั้งส้ม แดง ชมพู ขาว เบื้องหน้าต่างพากันเคลื่อนไหวแช่มช้อยแผ่วพริ้วราวหญิงสาวที่ตกอยู่ในห้วงรัก ทว่าบางจังหวะเป็นไปอย่างรุนแรงกระแทกกระทั้นถะถั่งโถมคล้ายดั่งจะปลิดปลิวจากต้นดุจรักนั้นเป็นพิษ และบ้างบางดอกยืนสงบนิ่งเช่นเธอผู้ยืนไว้อาลัยให้กับรักที่จากไป หากการเคลื่อนไหวของดอกไม้เป็นเช่นอารมณ์หญิงสาว สายลมก็คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้เธอเป็นดังเช่นที่กล่าวมา

                        บอกเพื่อนหนุ่มให้ไปอยู่เป็นเพื่อนต่อที่หยิบแว่นส่องพระออกมามองดอกไม้แล้ว ฉันก็ดึงมือเม่นเดินเข้าใกล้ดอกชบาสีขาวเบื้องหน้า “ชบาเนี่ยมีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีนเชียวนะ เป็นต้นไม้ที่ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ง่าย ความสวยของดอกทำให้ได้รับสมญาว่า Queen of  Tropic Flower หรือราชินีดอกไม้ ความงามและคุณสมบัติในการปรับตัวเก่งนั่นล่ะที่ทำให้เจ้าดวงชบานี้ได้เป็นดอกไม้ประจำชาติมาเลเซีย จาไมก้า และฮาวาย ”

                        “อ้าว แล้วทำไมมันไม่ได้เป็นดอกไม้ประจำประเทศจีนล่ะ ในเมื่อมันเองก็มีถิ่นกำเนิดที่จีนไม่ใช่เหรอ” เด็กหนุ่มถามพลางทำสีหน้าครุ่นคิด ต่อที่เดินอยู่ห่างออกไปได้ยินฉันเล่าถึงดอกไม้จึงขยับเข้ามาฟังใกล้กว่าเดิม

                        ฉันคิดในใจ นั่นสิทำไมจีนถึงมองไม่เห็นความงามของดอกชบาอย่างเช่นประเทศอื่นเห็น หรือเป็นธรรมดาอยู่เองสิ่งใดที่ใกล้ตัวเรามักมองไม่เห็นค่า คงไม่ใช่หรอกมันน่าจะเป็นเพราะเมืองจีนมีดอกไม้ที่งามกว่าชบานั่นตากหาก คิดแล้วฉันก็หัวเราะเล็กๆ ก่อนตอบคำถาม “เพราะจีนมีดอกไม้มากมายที่สวยกว่าชบายังไงล่ะ อย่างดอกโบตั๋นที่เป็นดอกไม้ประจำชาติในช่วงปลายราชวงศ์ชิงเองก็ได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งดอกไม้ ชาวชนบทในจีนมีเรื่องเล่าของดอกโบตั๋นที่ไม่ยอมสยบต่ออำนาจอิทธิพลด้วยนะ อยากฟังมั้ย”

                        เด็กหนุ่มสองคนหัวเราะแล้วบอก “แหม...ก็รู้อยู่ยังมาถามเล่ามาสักทีสิ”

                        “ปีหนึ่งในฤดูหนาว พระนางบูเช็กเทียนแห่งราชวงศ์ถัง จะเสด็จเมืองฉางอัน และมีพระราชเสาวนีย์ให้ดอกไม้นับร้อยชนิดบานพร้อมกัน เพื่อให้พระองค์ทอดพระเนตรความงาม มีเพียงดอกโบตั๋นซึ่งไม่ยอมออกดอก ทำให้พระนางบูเช็กเทียนพิโรธมาก รับสั่งให้นำดอกไม้ชนิดนี้มาที่เมืองลั่วหยาง ดอกโบตั๋นก็ยังไม่ยอมออกดอกสักที ยิ่งทำให้พระนางทรงกริ้วมากกว่าเดิมนัก รับสั่งให้เผาดอกโบตั๋น ปรากฎว่าพอโดนไฟเผา โบตั๋นกลับยิ่งงอกงาม ทุกวันนี้ในฤดูใบไม้ผลิเมืองลั่วหยางจึงจัดมหกรรมดอกโบตั๋นบานให้ผู้คนได้ไปชื่นชมความงามกัน”

                        “โบตั๋นเป็นดอกไม้ที่ไม่บานฤดูหนาวใช่มั้ย” คราวนี้คนสังสัยกลับเป็นเพื่อนหนุ่มแทน

                        ฉันส่ายหน้ายิ้มน้อยๆ “เพราะธรรมชาติต้องการสั่งสอนพระนางบูเช็กเทียนให้รู้ว่า แม้นพระนางจะยิ่งใหญ่ถึงขั้นได้เป็นจักรพรรดินี ก็มิได้หมายความว่าพระนางจะยิ่งใหญ่ไปกว่ากฎเกณฑ์ของธรรมชาติได้! เอาละกลับมาที่ดอกชบาแสนสวยของเราดีกว่า”

                        “นักพฤษศาสตร์ชาวตะวันตกเรียกชบาว่าเป็น ‘กุหลาบแห่งเมืองจีน’ ตอนที่พี่ไปบาหลี ทุกที่ทุกแห่งล้วนประดับไปด้วยดอกชบา คนพื้นเมืองที่นั่นบอกว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ใช้บูชาพระเจ้า เป็นดอกไม้ที่มีความสำคัญพอกับดอกลั่นทมที่เป็นดอกไม้ประจำเกาะทีเดียว แต่...ช้าก่อนยังไม่หมดจ้ะ เพราะบางครั้งความงามก็ไม่ใช่ความโชคดีเสมอไป สำหรับคนไทยสมัยอโยธยานั้น ดอกไม้งามนี้กลับถูกนำมาใช้เหน็บหูประจานหญิงที่มีชู้ และนักโทษประหาร”

                        “จริงน่ะ ขนาดนั้นเชียวเหรอวะ” สีหน้าแปลกใจกับการรับรู้ครั้งใหม่เกี่ยวกับดอกชบาสมัยอยุธยาทำให้เพื่อนหนุ่มยังคงสงสัย

                        “ฉันจะโกหกไปทำไมกันล่ะ  เออ...แกน่ะเก็บอาการอยากรู้ซะมั่ง ไม่เข็ดเหรอโดนคนตาบอดสอน” พูดแล้วฉันก็หัวเราะเยาะทิ้งท้าย

                        “ไม่เป็นไร แกไม่ได้ตาบอดนี่หว่า” แล้วเสียงหัวเราะดังของเขาก็ถูกแทรกขึ้นมาด้วยประโยคของเม่น “พี่เอ๊กซ์ พี่เป็นเพื่อนกับพี่ปลายได้ไงเนี่ย ขนาดผมตาบอดผมยังรู้เลยว่าตาพี่ปลายวันนี้น่ะบอดยิ่งกว่าผมซะอีก” 

                        หัวเราะขบขันแล้วฉันก็ท่องบทกวีพระราชนิพนธ์ในรัชการที่ ๑ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน พระรามลาสระภังคฤาษี

                        “พุทธชาดรักซ้อนซ่อนกลิ่น          อินทนิลช้องนางนางคลี่ 

                        นางแย้มกล้วยไม้มะลลี                 ยี่สุ่นโยทะกาชบาบาน

                        กรรณิการ์เกดแก้วกาหลง             ประยงค์พะยอมหอมหวาน

                        ชมพลางเด็ดดวงผกากาญจน์        พระอวตารส่งให้วนิดา”

                        เพื่อนหนุ่มหัวเราะพลางลูบผมฉันเหมือนยามที่พี่ชายนึกเอ็นดูน้องสาวคนเก่งก่อนบอก “แกเนี่ยมันสมกับที่เค้าเรียกกันว่าสารานุกรมเคลื่อนที่จริงๆ นะ”

                        ฉันหัวเราะตอบ “ไม่หรอก แค่ทำการบ้านมาดีเท่านั้นเอง เอาล่ะเม่น, ต่อ พอได้รู้จักชบาจากพี่กันบ้างแล้ว แต่การที่คนเราจะทำความรู้จักอะไรนั้น ควรที่จะรู้จักด้วยตัวเองไม่ใช่ฟังจากคำใครมา จำที่พี่สอนให้ดีนะ แล้วก็ไปเบิ่งใจสัมผัสดอกไม้กันใกล้ๆ ได้แล้ว” พูดจบฉันก็จับมือเม่นไปแตะที่กลีบดอกไม้ที่ดูบอบบางนั้น “นี่...เอานิ้วชี้วางด้านนอกกลีบแล้วใช้นิ้วโป้งลูบกลีบในดูสิ เป็นไงๆ” ฉันถามพลางสังเกตสีหน้าเขา

                        เม่นยิ้มเล็กๆ ขณะลูบกลีบดอกไม้ไปมา “สัมผัสมันนุ่มลื่นดีนะพี่ จับแล้วรู้สึกว่ามันดูเปราะบางมากเลย” 

                        “รู้สึกมั้ยว่ากลีบดอกด้านนอกที่นิ้วโป้งแตะอยู่นั้นแข็งกว่าปกติ” ฉันถามโดยที่สายตายังจับจ้องดวงตาที่ว่างเปล่าของเขา “เม่นว่ามันเหมือนชีวิตมนุษย์ไหม ยิ่งภายในเราอ่อนแอเปราะบางมากเท่าไหร่ ภายนอกที่เผชิญโลกยิ่งต้องเข้มแข็งเพื่อปกป้องมากขึ้นเท่านั้น”

                        “ครับพี่ แล้วดอกชบาเนี่ยมันบานทีกี่วันครับ”

                        “วันหรือสองวันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่ปลูกน่ะจ้ะ”  ฉันยิ้มแล้วจับมือเขาที่ยังคงลูบกลีบดอกไปมาเปลี่ยนไปลูบกลีบอื่นด้วยเกรงกลีบนั้นจะช้ำเสียก่อน

                        “ดีนะพี่ มันเป็นดอกไม้มันยังรู้ระยะเวลาในการมองโลกของตัวเอง ไม่เหมือนเราเลยเนอะ จะมีชีวิตอยู่มองความสวยงามของโลกเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แล้วยิ่งไม่รู้เราก็ยิ่งสมควรใช้ชีวิตให้มีความสุขมากกว่าความเศร้าใช่มั้ยพี่”

                        ฉันหัวเราะน้อยๆ พลางแหย่ “ใช่...แต่เราน่ะเห็นด้วยเหรอ ตาบอดไม่ใช่เรอะ”

                        “หึหึ อย่างน้อยคนตาบอดอย่างผม ก็ทำให้พี่ตาสว่างได้ตั้งหลายครั้งแล้วไม่ใช่รึไง”

                        ในความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่ยังไม่สามารถตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง ฉันย่อมมีความรู้สึกรัก-โลภ-โกรธ-หลง-สุข-เศร้า เป็นวิถีปกติ ในหนึ่งชีวิตที่มี ไม่มีใครหรอกอยากให้เกิดเรื่องเศร้าขึ้นกับชีวิต หรือเจ็บปวดหัวใจเช่นที่ฉันกำลังเผชิญ แต่ในเมื่อเราไม่สามารถทำอะไรได้กับสิ่งเร้าที่เข้ามา ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องเดินตามทางที่มันลากจูง ชีวิตเป็นของเราฉันคิดเช่นนี้เสมอ และเราควรมีทางเลือก อย่างน้อยก็เลือกเปลี่ยนมุมในการมอง จากที่เคยมองว่านั่นคือความทุกข์ เราก็หันมาหาความสุขในทุกข์นั้นให้เจอ เช่นนี้แล้วชีวิตที่ไม่รู้วันหมดอายุไข มันก็คงไม่เศร้าเกินไปนัก

                        ฉันไม่รู้ว่าอาการปวดหัวใจเมื่อเช้าหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ คงเพราะความสนใจของฉันถูกหันเหไปกับการพาเด็กหนุ่มสองคนมาทำความรู้จักดอกชบานี่กระมัง เช่นเดียวกันความงามของดวงชบาจะมีคุณค่าหรือเป็นตราบาปของชีวิตก็ขึ้นอยู่กับการให้ค่ากับดอกไม้นั้น!

 

โดย ปลายมนัส

 

กลับไปที่ www.oknation.net