วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เพราะข้า...หมู่ภมรจึงขับขาน


รักการอ่าน : โครงการสานฝันให้เด็ก ๆ

"การอ่านเป็นการถอดรหัสสัญลักษณ์ และเข้าไปสู่โลกทัศน์ และความฝัน" (นากิฟ  มาฟูซ : โคตรไคโร )

การอ่านเป็นการถอดรหัสสัญลักษณ์  ตั้งแต่สัญลักษณ์ที่เป็นตัวอักษร และสัญลักษณ์ในคำที่อาจ
แฝงนัยอื่น ๆ ไว้ด้วย  การอ่านเป็นการรับสารอย่างหนึ่งและผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นพ้องกันว่า 80 - 90% ของความรู้ หรือข้อมูล ข่าวสารที่เราต้องการ มักจะได้มาจากการอ่าน

กับประเด็นที่ว่า "เด็กไทยทุกวันนี้ไม่ค่อยอ่านหนังสือ" เป็นประเด็นที่วงการศึกษาเป็นห่วงยิ่ง จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สำรวจการอ่านหนังสือของคนไทยพบว่า  คนไทยอ่านหนังสือแค่เพียง 5 เล่มต่อคนต่อปี ในขณะที่สิงคโปร์อ่าน 17 เล่มต่อคนต่อปี และสหรัฐอเมริกาอ่าน 50 เล่มต่อคนต่อปี  คนที่อ่านหนังสือคิดเป็น 35.5 ล้านคน  และผู้ไม่อ่านหนังสือ 22.4 ล้านคน (Electronic Library  ศศ.กศน. : การศึกษาตามอัธยาศัย)

ตัวเลขข้างบนนี้สามารถทำนายอนาคตของประเทศชาติได้ และค่อนข้างแม่นยำ เพราะเมื่อเด็กอายุ 10 -14 ปี จำนวนถึง 60% ไม่สนใจอ่านหนังสือแล้วอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อพวกเขาเหล่านั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่และเป็นกำลังของชาติ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาได้ตระหนักถึงปัญหาข้อนี้ จึงได้รณรงค์ให้หน่วยงานทางการศึกษาจัดให้มีโครงการรักการอ่านขึ้น เพื่อเป็นกิจกรรมส่งเสริมให้เด็ก ๆ รักการอ่าน และกำหนดให้โครงการนี้เป็นดรรชนีชี้วัดประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนด้วย โดยจัดเข้าเป็นหัวข้อหนึ่งของการประเมินโรงเรียนดีเด่นในด้านต่าง ๆ  

ในการจัดกิจกรรมรักการอ่านของโรงเรียนส่วนมากเท่าที่เห็นจัดกันที่ผ่านมา และกำลังจัดกันอยู่และถือว่าเป็นรูปแบบกิจกรรมยอดนิยมก็คือ การเข้าค่ายรักการอ่าน  โดยเชิญ กวี  นักเขียน นักคิด มาจุดประกายการอ่าน และเล่าเรื่องราว ประสบการณ์การอ่านของพวกเขาให้เด็ก ๆ ฟัง เด็ก ๆ เองก็ได้แบ่งปัน แลกเปลี่ยนความคิด ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน  ทำให้พวกเขามีความสุข ความฝันกันมากมาย  ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่า และสามารถเร้าความสนใจของเด็ก ๆ ให้หันกลับมาสนใจหนังสือกันมากขึ้น

 อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมค่ายรักการอ่าน ก็มีการมองต่างมุม ว่าการจัดกิจกรรมค่ายเป็นการสิ้นเปลือง และได้ผลไม่คุ้มค่า คล้ายกับว่ามองไม่เห็นผลที่เป็นรูปธรรมมากนัก  ซึ่งการมองในมุมนี้เห็นว่าเป็นการมองแบบฉาบฉวยและผิวเผิน มองแค่เปลือกนอกเกินไป ไม่เข้าถึงแก่นแกนของสัจจะ  เพราะบางครั้ง กิจกรรมบางอย่างที่เราจัดให้กับเด็ก  ผลที่ได้ไม่จำเป็นว่าต้องได้ชิ้นงานเป็นกลุ่มเป็นก้อน  ผลที่เป็นนามธรรมที่เกิดขึ้นในใจของเด็ก ๆ ประสบการณ์ดี ๆ ย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกดี ๆ  ความรู้สึกดี ๆ ย่อมมีแนวโน้มให้คนใฝ่ดี  เด็กเขาจะจดจำประสบการณ์ดี ๆ นี้ไปตราบนานเท่านาน และหากว่าประสบการณ์ในครั้งนี้ทำให้เขาสามารถสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาได้  องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นก็จะดำรงอยู่อย่างถาวรในตัวเขา นี่ต่างหากคือสิ่งที่การศึกษาต้องการ  คือต้องการให้เด็กรู้วิธีการเรียนรู้ และการสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง

และอีกมุมมองหนึ่งที่สะท้อนอยู่ในการจัดกิจกรรมค่ายก็คือ กิจกรรมค่ายน่าจะจัดได้  แต่ขอให้จัดแบบรวบรัด ย่นย่อ และจัดภายในบริเวณโรงเรียนเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ (ซึ่งถ้าไม่มีเงินจริง ๆ ก็เอาล่ะ ได้จัดก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเสียเลย) มุมนี้ใคร่จะอภิปรายต่อว่า การพานักเรียนไปศึกษานอกสถานที่เป็นบางครั้งบางคราวจะสามารถเร้าจินตนาการของเด็กได้  พวกเขาจะมีขอบฟ้าแห่งความรู้ที่กว้างออกไป  มีมุมมองต่อชีวิต ต่อธรรมชาติที่ต่างไปจากทุกวันที่ผ่านมา  เห็นสิ่งแวดล้อมที่ต่างออกไปจากชีวิตประจำวัน  การอยู่ที่เดิม ๆ ตลอด ความคิดก็วนเวียนอยู่แต่เรื่องเดิม ๆ เปรียบเสมือน "ปลาที่ไม่เคยขึ้นบกฉันใด จะจินตนาการถึงต้นไม้ใหญ่ที่มีผลสุกหอม รสชาติหวานอร่อย และมวลบุปผานานาพันธุ์ที่อวลกลิ่นจรุงใจได้ละหรือ  เฉกเช่นกัน นกที่ไม่เคยรู้จักห้วงลึกของมหาสมุทรย่อมไม่มีโอกาสได้ชื่นชมมวลหมู่ปะการังหลากสีสันที่แสนจะสดใสสวยงามได้ฉันนั้น

จะอย่างไรก็ตาม การมองต่างมุมก็ยังดีกว่าไม่มีการเฝ้ามองเลย เพราะนั่นหมายความว่าทุกคนสนใจปรากฏการณ์ของสังคมของเรา และรวมไปถึงภาครัฐก็ให้ความสำคัญกับปัญหานี้ จึงได้กำหนดให้มี "วันหนังสือเด็กแห่งชาติ" ขึ้น ซึ่งตรงกับวันที่ เมษายน ของทุกปี และตรงกับ "วันหนังสือเด็กสากล" ด้วย 

ว่ากันว่า หนังสืออาจไม่ใช่ขุมทรัพย์ แต่หนังสือเป็นลายแทงที่จะไปสู่ขุมทรัพย์ (ทางปัญญา), หนังสือคือประทีปส่องสว่างทางปัญญา และ หนังสือคือของขวัญสร้างปัญญา 

ปีใหม่ 2551 ที่จะถึงนี้ จึงใคร่ขอเชิญชวนผู้ใหญ่ และเด็ก ๆ ทั้งหลาย ให้หนังสือเป็นของขวัญปีใหม่แก่กันและกัน  ผู้ใหญ่ก็จะได้อ่าน เด็ก ๆ ก็จะได้อ่าน อ่านกันทั้งประเทศ  สังคมของเราก็จะเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง  เกี่ยวกับการอ่านนี้บรรดานักปราชญ์เชื่อว่า ถ้าเราอ่านมาก อ่านให้หลากหลาย อ่านทุกศาสตร์ทุกสาขา(นักอ่านพันธุ์แท้) เราก็จะรู้มาก  เสมือนหนึ่งว่าโลกทั้งโลกอยู่ในมือเรา 

โลกใบนี้..ข้าคือเจ้าผู้ปกครอง

เพราะข้า...หมู่ภมรจึงขับขาน

เพราะข้า...ฝูงนกนางแอ่นจึงโบยบิน

(สตีเวนสัน : โลกในมือนักอ่าน)

สุดท้ายอยากจะฝากว่า การอ่านหนังสือก็เหมือนกับการรับประทานอาหาร เพราะ...

         หนังสือแต่ละเล่มนั้นก็เหมือนอาหารแต่ละประเภท

บ้างก็ไว้ชิม - ไว้ละเลียด

บ้างก็มีไว้ให้เคี้ยวให้ละเอียด

บ้างก็มีไว้กลืน - ห้ามเคี้ยว

เราต้องรู้ด้วยว่าหนังสือเล่มที่เราอ่านนั้นเป็นเสมือนอาหารประเภทใด.

(ปานจินต์  โกญจนาวรรณ และ ธนิกานต์  มาฆะศิรานนท์ : คนฉลาดอ่าน)

ภาคสองของ "เพราะข้าหมู่ภมรจึงขับขาน" ว่าด้วยเรื่องวาทะคนดังกับการอ่านอย่าลืมติดตามนะคะ

 

โดย poranee

 

กลับไปที่ www.oknation.net