วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สังคม กับ โลกร้อน


คะวันกำลังจะตกตินที่เชียงใหม่

ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการตั้งเป้าหมายว่าจะลดการปล่อยกาซคาร์บอน หรือมุ่งเร่งแก้เรื่องสิ่งแวดล้อมแต่เพียงด้านเดียว แต่ต้องคำนึงถึงการแก้ปัญหาในเชิงสังคมด้วย

ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวว่ารัฐบาลไทยต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาทางด้านสังคมที่เป็นผลพวงจากภาวะโลกร้อนด้วย เพราะเมื่อน้ำแข็งขั้วโลกกำลังหลอมละลาย ปริมาณที่ดินบนโลกกำลังค่อยๆลดลง อาจารย์นิธิตั้งคำถามว่า “รัฐบาลเตรียมตั้งรับอย่างไรเรื่อง ปัญหาราคาที่ดินแพงขึ้น การขาดที่ดินเพาะปลูก และในเนื้อดินที่มีอยู่จะเพิ่มผลผลิตอย่างไร เมื่อปริมาณน้ำน้อยลงหรือมากขึ้น เตรียมสร้างความรู้หรือพัฒนาพันธุ์พืชอย่างเช่น ข้าว อย่างไรบ้าง”

 

ประเด็นที่กล่าวมานี้อาจจะไม่ค่อยได้รับความสำคัญหรือถกกันในวงกว้าง กระแสโลกร้อนที่กำลังมาแรงผู้คนได้ถูกปลุกให้ตื่นแล้วว่าต้องร่วมกันต้านปัญหาโลกร้อน แต่เรื่องทางสังคมนั้นเป็นเรื่องที่เพิกเฉยไม่ได้ อย่างเช่นที่ญี่ปุ่นเอง นักเศรษฐศาสตร์ได้ทำการศึกษาแล้วพบว่าปัญหาน้ำท่วมทำให้แผ่นดินหายไป ส่งผลให้ราคาที่ดินแพงขึ้นมาก และความสัมพันธ์ทางสังคมก็เปลี่ยนแปลงไป เพราะคนต้องต่อรองกันหนักหน่วงมากขึ้นเพื่อใช้ที่ดินที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

อาจารย์นิธิเสริมในการอภิปรายในหัวข้อ “สังคมจะร่มเย็นและเป็นสุขได้อย่างไร” ซึ่งจัดขึ้นที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า  “ปัญหากำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยแต่เราขาดพลังทางวิชาการ ที่จะเตรียมรับมือเรื่องสังคม ที่ดิน ภูเขา และความรู้จากชาวบ้านมักจะถูกมองข้าม อย่างเช่นในประเทศไทยผู้ที่สำนึกเรื่องโลกร้อนก่อนใครก็คือชาวไร่มันสำปะหลังที่โคราช เพราะชาวบ้านรู้ได้ว่าปลูกมันสำปะหลังไม่ได้แล้ว และต้องหาพืชชนิดอื่นมาปลูกทดแทน”

อาจารย์นิธิให้ความสำคัญกับความรู้ที่มาจากท้องถิ่นและชาวบ้านในชุมชน เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าชาวบ้านสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมโดยตรงย่อมจะเข้าใจสถานการณ์มากที่สุดโดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยพยายามสร้างองค์ความรู้แต่เป็นความรู้ที่ตัดขาดจากชาวบ้าน  และคนไทยไม่เคยได้เรียนรู้เรื่องการต่อรองว่าควรจะมีกลวิธีจัดการกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างไร  อย่างเช่นเวลาคนจนปิดทำเนียบประท้วง คนชั้นกลางจะไม่เข้าใจและคิดแต่เพียงว่าเมื่อคนจนประท้วงทำให้รถติดและตนเดือดร้อน

นอกจากนั้นอาจารย์ ดร. ชยันต์ วรรธนะภูติ จากศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนายั่งยืน  เสริมในประเด็นเรื่องการต่อรองว่า นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต้องเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้ต่อรอง และช่วยหนุนให้ชาวบ้านนำเสนอสิ่งที่ตนรู้เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับรัฐบาล เพื่อความอยู่รอดของชาวบ้านด้วย ที่ผ่านมาชาวบ้านไม่มีโอกาสทำงานวิจัยที่เกี่ยวเนื่องกับท้องถิ่นของตนจึงเกิดปัญหาตามมามากมาย

อาจารย์ชยันต์ กล่าวถึงข้อเสนอสี่ประการที่จะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข โดยจะต้องคำนึงถึง

  1. ความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม (environmental justice) โดยให้ความสำคัญกับการเข้าถึงทรัพยากรอย่างทั่วถึง และใช้ทรัพยากรโดยคิดถึงคนรุ่นลูกหลานด้วย

  2. ความยุติธรรมทางสังคม  (social justice) โดยมีการปกครองแบบธรรมาภิบาล และมีข้อปฏิบัติให้เป็นจริง โดยที่ไม่ได้เขียนไว้สวยหรูในรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว  เช่น แรงงานไม่ถูกนายจ้างเอาเปรียบ เด็กไม่โดนทารุณกรรม

  3. ประชาชนมีโอกาสตรวจสอบผู้มีอำนาจ หรือผู้ประสงค์ร้ายต่อสังคม  และประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง

  4. การให้ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์  โดยไม่มุ่งประโยชน์จากการท่องเที่ยวเท่านั้น เพราะที่ผ่านมารัฐไทยมองกลุ่มชาติพันธุ์เป็นเพียง “คนอื่น” เท่านั้น 

อาจารย์นิธิย้ำว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่หลากหลาย แต่คนไทยรู้เรื่องของคนไทยกลุ่มต่างๆน้อยมาก แค่เรื่องภาษาอย่างเดียว  UNESCO ศึกษาพบว่าไทยมีภาษาที่แตกต่างกันถึง 70 ภาษา โดยที่ยังไม่นับรวมภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ จึงเห็นได้ว่ามีความแตกต่างสูงในประเทศ และประเทศไทยไม่ได้มีเพียงแต่คนไทยที่พูดภาษาไทยเท่านั้น และความหลากหลายนี้เป็นที่มาของความเข้มแข็งของชาติ เปรียบเสมือนป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ที่มีระบบนิเวศมากมาย ความหลากหลายทำให้สังคมแข็งแกร่งและดำรงอยู่ได้

ฉันไปนั่งฟังการอภิปรายมาค่ะ เลยเก็บประเด็นจากนักวิชาการด้านสังคมมาให้อ่านกัน ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องเชิงเทคนิคหรือวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวนะคะ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาสังคม อดคิดไม่ได้ว่าต่อไปถ้าราคาที่ดินในไทยแพงขึ้นๆเพราะปริมาณที่ดินจำนวนมากจมน้ำ แล้วคนไทยแต่ละกลุ่มจะต่อรองกันอย่างไร ใครจะเข้ามาจัดการความขัดแย้ง แล้วคนจนในเมืองใหญ่จะมีชีวิตอยู่อย่างไร 

นักการเมืองที่กำลังหาเสียงกันอยู่ตอนนี้ ได้คิดถึงประเด็นเหล่านี้กันบ้างหรือเปล่า????

 

    

โดย มนนิตา

 

กลับไปที่ www.oknation.net