วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หนุ่มศิลปะ กับ สาวคหกรรม ร่วมกันปรุงรสรักครั้งแรก (ตอบ Tag สามสาว)


 Post me Post my Secret...ความลับ...ที่ไม่ลับอีกต่อไป

อะหนึ่งได้รับ และ ติดค้าง Blog Tag  “รักครั้งแรก” จากสามสาว อันได้แก่...

คุณ Pook ...........> http://www.oknation.net/blog/pook17/2007/11/07/entry-1
คุณ วิตามินบี .........> http://www.oknation.net/blog/babymind/2007/11/13/entry-2
คุณ feng_shui....> http://www.oknation.net/blog/buzz/2007/11/24/entry-1

โดนเข้าอย่างจัง...ไปตั้งสามแท็ค จากสาวๆขาประจำ ไม่อยากให้หนุ่มๆ มาแท็คต่อ รีบตอบซะเลยดีกว่า...

ก่อนอื่น ก็ต้องเปิดกรุ “บ้าหอบฟาง” อีกรอบ นึกขอบคุณ คนส่ง Tag ที่ทำให้หวนคืน ความทรงจำตอนวัยแรกรุ่น อีกครั้ง...(ปล.รักครั้งแรกนี้ ผ่านกาลเวลา มาหลายปี เลยยาวหน่อยนะครับ)

หนุ่มศิลปะ กับ สาวคหกรรม...ร่วมกันปรุงรสรักครั้งแรก

รักครั้งแรก...ของอะหนึ่ง เกิดขึ้นที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งใน จ.พัทลุง ตอน ชั้น ม.๔ (อ่านแค่ ม. นะครับ ไม่ใช่ ม.ศ. อย่างคุณ เป็ปซี่...ฮา)
หลังจากจบชั้น ม.๓ ผมรู้ตัวว่าสมองไม่ดี ไม่มีความจำ แต่มีพรสวรรค์ทางศิลปะ จึงเลือกเรียนต่อสายอาชีพ ในชั้น ม.๔-๕-๖ นั่นคือ โปรแกรมวิชาศิลปหัตถกรรม

ผมและเพื่อนในกลุ่ม เรียนชั้น ม.ต้น ที่โรงเรียนแห่งนี้ จึงถือว่าเป็นเจ้าถิ่น
ส่วนสาวคหกรรม คนนั้น จบ ม.ต้น มาจากโรงเรียนอื่น แล้วมาต่อ ม.ปลาย ที่นี่ จึงถือว่าเป็นน้องใหม่
เธอ น่ารักที่สุดในห้อง ในสายตาของผม แน่นอนเธอก็น่ารักที่สุด ในสายตาของเพื่อนๆ เช่นกัน
ยุทธการ แย่งจีบสาวน้องใหม่ จึงเกิดขึ้นเสมอๆ เพื่อนบางคนก็ไปจีบคนอื่น เมื่อเห็นว่าเธอไม่สนใจ และยกให้ผมเพราะเห็นว่า เธอกับผมเหมาะสมกันดี เพราะเราสองคน ตัวเล็ก เหมือนกัน

แต่ผมก็ยังมีคู่แข่ง เป็น เด็กวิทย์...ที่มาตามจีบเธอด้วย ที่สำคัญ มันรูปหล่อ ผิวขาว ลูกคนจีน พ่อรวยซะด้วย ส่วนผมไม่ต้องบรรยาย มีรูปโชว์หน้าตา สีผิว หราอยู่ทั่วบล็อกโอเคฯ แถมยังเป็น...เด็กวัด!!!

แ ต่ ผ ม ไ ด้ เ ป รี ย บ ก ว่ า . . .

ความรักในวัยเริ่มรุ่น ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเราเรียนสายอาชีพเหมือนกัน ช็อปปฏิบัติงาน ก็อยู่ติดกันแบบโล่งโจ้ง เธอและเพื่อน ฝึกทำอาหาร-ขนม ผมและเพื่อนฝึกงานไม้-วาดรูป สายตาหนุ่มศิลปะ ก็แอบเหล่สาวคหกรรม มิเป็นอันตั้งใจเรียน จนครูต้องปาหัวด้วยเศษไม้  หรือไม่ก็สาดด้วยน้ำล้างพู่กันเขียนสีน้ำนั่นเลย

เมื่อถึงวิชาสามัญ ห้องของเธอและห้องของผม ถูกจัดชั่วโมงให้เรียนด้วยกัน พวกเราต้องเดินเรียนไปที่ห้อง วิทย์-คณิต-อังกฤษ ในขณะที่เพื่อนๆ เดินอ้อยอิ่ง ผมจะต้องวิ่งไปถึงห้องเรียนก่อนเสมอๆ

อย่าเพิ่งชมว่าผมขยันเรียนนะครับ...

ผมต้องรีบไปจองที่นั่ง (หลังห้อง) เพื่อให้ได้นั่งโต๊ะเดียวกับเธอต่างหาก!!!

ลิ้มรสไม้เรียว...เพราะรักครั้งแรก

ผมเป็นนักเรียนเรียบร้อยครับ ไม่เคยถูกครูตีหน้าเสาธง เหมือนคนอื่น (สมัยนั้นครูยังลงโทษเด็กด้วยไม้เรียว กันโหดจริงๆ ผมยังจำภาพได้ติดตา ตอนครูฝ่ายปกครอง ตีเด็กเกเรที่หนีเรียนอย่างแรง ๑๐ ที โชว์เพื่อน ครูตัวหมุน เพื่อนสลบคาที่)

สำหรับท่านที่ตามอ่านกระทู้ที่ผ่านมา คงพอรู้ว่าผมเป็นชาวเกาะ ลูกทะเลสาบสงขลา ที่หมู่บ้านไม่มีโรงเรียนมัธยม หลังจากจบ ป.๖ แม่จึงส่งมาอยู่กับหลวงตา ที่วัดในอำเภอ และต้องนั่งรถประจำทาง (รายเดือน) ไปอีกประมาณ ๑๐ ก.ม. เพื่อไปโรงเรียนในทุกๆ เช้า

เด็กวัดอย่างผม ก็ไปสายประจำ เพราะต้องจัดเตรียม ภัตตาหารเช้าให้พระฉันเสร็จ ก่อนได้กินข้าวไปโรงเรียน บางวันก็ทันรถรับส่งนักเรียนเที่ยวสุดท้าย แต่ถ้าไม่ทันก็ต้องรอรถโดยสาร ที่รับคนไปต่อรถไฟขบวนที่จะมาถึงสถานีใกล้โรงเรียนในเวลา ๘.๓๐น.

ที่ผมดีใจและรู้ว่าเธอมีใจให้ผมก็คือ เธอจะรอขึ้นรถไปโรงเรียนพร้อมกับผม แทบทุกเช้า ถ้าวันไหนไม่เจอครูที่ต้องนั่งรถไปพร้อมกันด้วย

ยิ่งเป็นที่อิจฉาของเพื่อนๆในห้อง และเธอ ก็ถูกแซว จากเพื่อนๆของเธอ

ส่วนผมก็ยิ่งหลงรักเธอ อยากเจอหน้าเธอทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่อยากให้โรงเรียนหยุด...ทำไงดีล่ะ!!!

ภาพถ่ายจากสถานที่จริง...ชีวิตเด็กวัด

เย็นของศุกร์วันหนึ่ง เมื่อกลับจากโรงเรียนถึงวัด พี่ชายที่เป็นตำรวจอยู่ที่ จ.ยะลา มาเยี่ยม ผมดีใจมากเพราะไม่ได้เจอนานแล้ว แต่ที่ดีใจยิ่งกว่า เมื่อพี่บอกว่าซื้อจักรยานมาฝากด้วย จอดอยู่หน้ากุฎี

ผมรีบวิ่งไปดู ลูบๆ คลำๆ จักรยานใหม่เอี่ยม ด้วยความตื่นเต้น...คุณเอ๊ย วัยรุ่นสมัยนั้น มีจักรยานถีบ เป็นของตัวเอง ก็เหมือนกับวัยรุ่นสมัยนี้ ที่มีมอเตอร์ไซค์เป็นของตัวเองไว้ขับซิ่ง นั่นแหละ

เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ผมมาหาพี่ชายที่นั่งคุยอยู่กับหลวงตา ก่อนขอตัวกลับไปเยี่ยมพ่อ-แม่ต่อ เพราะใกล้มืดจะขับรถเข้าเกาะลำบาก พี่ชวนผมไปด้วย แต่ผมตอบ (โกหก) ว่าเสาร์-อาทิตย์ มีการบ้านเยอะ
แกเลยสั่งว่าขี่รถดีๆ ล่ะ อย่าออกไปไหนไกล เอาไว้ไปซื้อของให้หลวงตาก็พอ แถมยังกำชับหลวงตา...

ถ้ามันไปไหนไกล กลับมาเมื่อไหร่ “ตี” ให้ก้นลายเลย

หลวงตายิ้ม หึ...หึ...ผมตอบรับคำแบบไม่มองหน้า คร๊าบบบบๆๆๆๆ

ฮะ...ฮ้า...เสร็จวัยโจ๋ กำลังมีรักครั้งแรก ความฝันที่จะได้เห็นหน้าเธอทุกวัน เป็นจริงแล้ว

เช้าวันเสาร์ หลังจากพระฉันอาหารเช้าเสร็จ ผมรีบตุนเสบียงลงท้อง พร้อมวางแผนล่วงหน้า จัดที่ไว้ตอนฉันเพลให้พร้อม (ปูอาสนะ กรองน้ำใส่กา ตั้งกระโถน) แล้วรีบเข็นจักรยานคันใหม่ ออกจากวัดทันที ก่อนที่หลวงตา จะเรียกให้ ไปนวด เหมือนกับทุกๆ ครั้งในวันหยุด

ผมถ่อๆ ขี่ๆ จักรยานอยู่บนถนนใหญ่ เพื่อจะไปหาเธอ ซึ่งอยู่อีกหมู่บ้าน ห่างจากวัดประมาณ ๕ ก.ม. แต่ด้วยผมขี่จักรยานยังไม่แข็งพอ เพราะเป็นของใหม่ แต่ใจเห่อ ถึงช่วงขึ้นคอสะพานสูง จักรยานเสียหลัก พลัดตกลงข้างถนน ผมหงายหลัง จักรยานยังคร่อมอยู่บนตัว

ไม่มีรถผ่านมาช่วยเลย ผมรีบพยุงตัวเองขึ้น พบว่าหัวเข่าถลอก เลือดซิบๆ ขาเคล็ด ขี่ต่อไปไม่ไหว แต่ใจไม่ยอมแพ้ เพราะมาครึ่งทางแล้ว ผมเดินเข็นจักรยานไปหาเธอ ในใจนึก...เธอต้องเห็นใจในความรักแท้ของผมเป็นแน่...

เมื่อเธอเห็นผมแทนที่จะเห็นใจ กลับหัวเราะเยาะ...

“สมน้ำหน้า!!!...อยากเห่อของใหม่ ดีที่ไม่ตกสะพาน”

แต่แม่เธอก็ใจดี บอกให้ไปหาผ้าพันแผลมาให้ พร้อมกับไปตามเพื่อนผม (กองเชียร์) ที่อยู่ใกล้บ้านเธอ มาช่วยพยุง
ผมนอนพักที่บ้านเพื่อนทั้งวัน เธอก็แวะมานั่งคุยด้วยตอนแม่เผลอ

แ ค่ นี้ . . . ก็ ส ว ร ร ค์ แ ล้ ว ค รั บ ! ! !

เกือบเย็นเมื่อรู้สึกว่าขาหายเคล็ด พอเดินได้ ผมก็เข็นๆ ขี่ๆ จักรยานสื่อรัก คันเดิมกลับวัด เธอยังเป็นห่วงบอกให้เพื่อนมาส่ง ผมได้ที อวดความเป็นสุภาพบุรุษนักรัก...ไม่ต้อง...หายดีแล้ว

กลับถึงวัด เห็นพระ-เณร กำลังกวาดลานวัด ไม่เห็นหลวงตา...........อ๊ะ...รอดตัว!!!
แต่หลวงพี่ กวักมือเรียก บอกให้ไปหาหลวงตา ที่ศาลาด่วน..............โดนแล้วซิตู!!!

หลวงตา ยืนรอพร้อมไม้เรียว สั่งให้เอามือกอดอก แม้ผมจะบอก (แก้ตัว) ว่าไปหัดขี่จักรยาน...รถล้ม เลยไปพักบ้านเพื่อน พร้อมโชว์แผลขอความเมตตา

หลวงตาก็ไม่ฟัง ตีก้นผมอย่างแรงไป ๒-๓ ที จบแล้วยังสั่งให้ผมไปเอารถขยะโกยใบไม้ ที่พระเณร กวาดกองไว้ไปเผาให้หมดอีก

กว่าจะหมดก็มืดค่ำ ผมเข้านอนระบม...ทั้งก้น...ทั้งขา!!!

ดึกๆ เสียงน้องเณรมาเคาะประตู ยื่นยาทาให้ บอกหลวงตาสั่งว่าให้ทาซ๊ะ จะได้หายปวด เพราะตอนเช้าจะไม่มีคนถือปิ่นโตเดินตามหลังพระบิณทบาตร...
(ไหง...เขียนมาสนุกๆ แต่ถึงตอนนี้ ผมกลับน้ำตาซึมครับเพื่อนๆ คิดถึงหลวงตา ท่านก็เหมือนพ่อ ของผมคนหนึ่ง ผมอยู่กับท่านมาตั้งแต่เล็ก เป็นเด็กวัดคนเดียว ท่านจึงรักและห่วงผมมาก)

แน่ล่ะ หลวงตา ต้องโอ๋ ผมเป็นพิเศษ! ด้วย เพราะผมขู่ว่าจะออกไปเช่าบ้านใกล้ๆโรงเรียน เหมือนเพื่อนๆ เวลาท่านดุ ถ้าผมออกไปจริง ก็ไม่มีเด็กวัดคอยรับใช้พระ เพราะตอนนั้นสังคมไทยเริ่มไม่มี เด็กวัดแล้ว (เอาไว้ผมจะนำเรื่อง “เด็กวัดรุ่นสุดท้าย” ที่เคยเขียนลงในหนังสือที่ระลึก งานพระราชทานเพลิงศพ ของหลวงตา มาให้อ่านดูครับ)

คารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง...เด็กวิทย์ แพ้เด็กวัด

หลังจากนั้น ผมจะขี่จักรยานไปเที่ยวบ้านเพื่อน และบ้านเธอ บ่อยขึ้น ช่วยทำสวนให้แม่เธอ แบบตีสนิท และหลวงตา ก็ไม่ตีผมอีกแล้ว เพราะผมจะมีผลไม้ที่แม่เธอฝากมาถวาย เป็นกำนัล อีกอย่างผมอยู่ ม.๕ แล้วท่านคงรู้ว่า ผมเป็นหนุ่มขึ้น คงไม่เหมาะกับการตีด้วยไม้เรียว

ไอ้เพื่อนเด็กวิทย์ รูปหล่อ ผิวขาว มันก็ถอย เพราะรู้ว่าผมใกล้ชิดกว่า มาโรงเรียนพร้อมกัน บ้านกับวัดอยู่ใกล้กัน ส่วนมันต้องนั่งรถไฟมาจากอีกอำเภอ เพื่อมาเรียนที่นี่ (ที่จริงมันไปจีบสาวอังกฤษ ติดต่างหาก) ผมจึงไร้คู่แข่ง

นี่ แ ห ล ะ ที่ บ อ ก ว่ า ผ ม ไ ด้ เ ป รี ย บ ก ว่ า . . .
 
เราสนิทสนม และช่วยเหลือเรื่องการเรียนอยู่เสมอ หน้าที่ของหนุ่มศิลปะ คือช่วยทำปกรายงานให้เธอ บางทีก็ต้องเขียนรายงานให้เธอทั้งเล่ม เพียงเพราะเธอ (หลอก) ชมว่า...ลายมือสวยจัง บ่อยครั้งที่ผมแอบวาดรูปให้เธอไปส่งครูในวิชาศิลปะ โดยครูจับไม่ได้ เพราะแกล้งวาดให้ไม่สวย แต่เธอก็ได้ คะแนนดีทุกที

ส่วนเธอจะเรียนทำอาหาร-ขนม ตอนพักเที่ยง ผมและเพื่อนๆ จะต้องไปชิมขนมที่ห้องคหกรรม เพราะเพื่อนๆ ต่างก็เป็นแฟนกับสาวคหกรรม เมื่อผมชิมขนม เธอก็จะถามว่า

"หรอยหม้ายๆ" ผมก็แกล้งตอบว้า "แหวะ!!! หม้ายหรอยสักหิด"

แต่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วก็งอนกันไปงอนกันมา. . . แ ค่ นี้ ก็ มี ค ว า ม สุ ข แล้ว

มีอยู่วันหนึ่งที่พวกเธอรวมหัวกันแกล้งพวกเรา โดยจัดเรียงเบเกอรี่ ชิ้นพอดีคำไว้เต็มถาด หนุ่มศิลปะฝึกงานมาอย่างหิวโซ รีบแย่งขนมเข้าปากเคี้ยวอย่างอร่อย

สักพักรสพริกมันขึ้นหู...พวกเธอหัวเราะ...คิก...คิก...

โอ้...รักแรกมันช่างเผ็ดร้อนจริงๆ

ตอนหลังมารู้ ความจริงเมื่อเธอขู่ผมว่า ถ้ามาชิมต้องตอบว่าขนมของเธออร่อยมาก เท่านั้น...แล้วเรียกเพื่อนมาชิมเยอะๆ เธอจะได้คะแนนเยอะๆ

เหอะๆ...ที่แท้ สาวคหกรรม หลอกให้หนุ่มศิลปะ เป็น (หนูทดลอง) นักชิม นะเอง

โรงหนังที่เรากุมมือกัน...(ยืมคำของคุณกนก/Kanok)

ขึ้น ม.๖ มีเรียนวิชาถ่ายภาพด้วย นับว่าทันสมัยมากสำหรับโรงเรียนมัธยมบ้านนอก สมัยนั้น ต้องซื้อกล้องถ่ายรูปใหม่ ยังจำได้ดี กล้องตัวแรกของผม โกดัก ซิกเน็ท ราคาแค่ ๕๐๐-๖๐๐ บาทเอง ขอเงินแต่แม่ไม่มีให้

ผมก็ไปบีบๆ นวดๆ ตั้งหลายมื้อ กว่าจะประจบ ขอเงินหลวงตา มาซื้อกล้องได้...

พวกเราถ่ายรูปตามโจทย์ที่ครูสอน เมื่อฟีล์ม หมดม้วน ก็ฝากครูที่สอนนั่นแหละไปล้าง-อัดที่ หาดใหญ่ เพราะที่อำเภอยังไม่มีร้านถ่ายรูป กว่าฟีล์มจะหมด ก็เป็นเดือน ถึงจะได้เห็นรูปที่ตัวเองถ่าย ครูก็คงเข้าใจบอกให้ประหยัด ใช้ถ่ายเฉพาะที่เรียนเท่านั้น ใครถ่ายหมดก่อน ต้องไปซื้อฟีล์มเอง

ครั้งหนึ่งครูช่างรู้ใจ ให้โจทย์ถ่ายภาพ สาวสวย ผมและเพื่อนๆ ก็ได้สาวคหกรรม นี่แหละเป็นนางแบบ แต่คุณเอ้ย...สาววัยรุ่นสมัยนั้น กว่าจะถ่ายรูปได้ ม้วน(เขิน)ไปร้อยตลบ จนฟีล์มหมดม้วน กลัวไม่มีใช้ถ่ายส่งครู พวกเราเลยนัดกันนั่งรถไฟไปหาดใหญ่ เพื่ออัดรูป และซื้อฟีล์ม

โดยชวนสาวๆ แฟนใคร แฟนมันไปด้วย หลอกว่าถ้าไม่ไปจะเอารูปไปติดบอร์ดประจาน (ถ้ายุคนี้ก็คงขู่ด้วยคลิป) พวกเธอก็ยอมไป ที่จริงก็ไม่ได้กลัวรูปจะติดบอร์ดหรอก แต่คงมีใจหนีเที่ยวด้วยกันอยู่แล้ว (วัยรุ่นชอบแหกกฎ)


โรงหนังนี้แหละ ที่เรากุมมือกัน....(ภาพจากบล็อก คุณกนก)http://www.oknation.net/blog/kanokrat/2007/11/19/entry-1

ระหว่างรอรูปเสร็จก็เป็นวัน พวกเราเลยแวะเที่ยวห้างฯ เลยเถิดไปถึงพากันไปดูหนังในโรงหนังมืดๆ และเป็นครั้งแรก ที่ผมได้กุมมือเธอ...

แค่ได้กุมมือเธอ เหงื่อก็ชุ่ม ใจก็ร้อนผ่าวแล้ว!!!

ระหว่างนั่งรถไฟกลับ เปิดดูรูปสาวๆ กันอย่างสนุกเฮฮา เพราะแต่ละรูป ปากหวอ ตาเหล่ เห็นแต่เส้นผมบ้างละ ก็พวกเธอมัวแต่ม้วน ยังมาหาว่าพวกผมถ่ายรูปไม่สวย เธอฉีกรูปที่ไม่สวยโปรยทิ้งข้างทางรถไฟหมดเลย เหลืออยู่รูปเดียวที่ผมถ่ายเธอออกมาชัดที่สุด

เธอขอ...ผมบอกว่าต้องเอาไปส่งครูก่อน แล้วค่อยคืนให้...

หลังครูตรวจแล้วคืนรูปกลับ ผมก็ยังไม่ให้เธอหรอก เอากลับมาจู...จุ๊บ และกอดรูปถ่ายเธอนอนทุกคืน
เห็นหลายวันเธอทวงขอรูป ผมเลี่ยงตอบว่า...ครูชมว่าผมถ่ายรูปเธอได้สวย แสงดี เป็นธรรมชาติ...

ครูเลยขอเก็บไว้จัดนิทรรศการผลงานนักเรียนประจำปี

เธอยิ้มแก้มบุ๋ม ด้วยลักยิ้ม ที่ผมยังติดตา...และผมก็ยังเก็บรูปเธอมาจนถึงทุกวันนี้

แต่ด้วยจรรยาบรรณในการนินทา ผมมิอาจเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงของเธอให้คุณเห็นได้...นอกจากรูปนี้...ที่เป็นความทรงจำสุดยอด

ก่อนงานวันสุนทรภู่ ครูฝ่ายภาษาไทยบอกว่า จะให้ผมขึ้นแสดงบนเวทีด้วย ผมรีบปฏิเสธเพราะอายจริงๆ แต่ครูก็คะยั้นคะยอว่า...เธอนั่นแหละเหมาะสมที่สุด ผมมิอาจปฏิเสธ แต่เตรียมหาวิธีเลี่ยง

ถึงวันงานนักเรียนทั้งหมดอยู่ในห้องประชุม แต่วันนั้นผมมาสายโดยตั้งใจ...คิดว่าจะรอดตัว!!!

ที่ไหนได้ครูยืนรออยู่หน้าป้อม...เร็วๆ หน่อยงานจะเริ่มแล้ว...ผมถูกครูบังคับขู่เข็นไปหลังเวที...แล้วจับผมถอดเสื้อ...!!!

ระหว่างจัดการแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างเร่งรีบ ผมเหลือบเห็นหนุ่มหน้าขาวจั๊ว และสาวน้อยหน้าแฉล้มในชุดไทยรอพร้อมอยู่แล้ว...

ใช่แล้วครับ...มันคือไอ้หนุ่มรูปหล่อเด็กวิทย์ คู่แข่ง และ สาวคหกรรมของผม

สามคนเตรียมพร้อมนั่งประจำที่ ผมและเธอต่างก้มหน้าด้วยความเขิน จนครูต้องกระซิบ...นั่งตัวตรงๆ...ยืดอกๆ...พกความมั่นใจหน่อย...
ม่านเวทีค่อยๆ เปิดออก พร้อมๆ กับเสียงกรับ...ขับเสภา ที่มีความขลังยิ่งนัก

“๒๖ มิถุนา มาบรรจบ            ครบวาระ รำลึก กวีศิลป์
สุนทรภู่ กวีเอก ของแผ่นดิน    เคยได้ยิน คำกลอน แต่ไรมา.....ฯลฯ

นักเรียนรุ่นน้องด้านหน้านั่งฟังอย่างสงบ แต่รุ่นพี่ ม.๖ หัวโจกเพื่อนผมด้านหลัง ต่างตบมือหวีด...วิ๊ว...เฮลั่น ด้วยความสะใจ...
แล้วผมและเธอก็โดนล้อไปอีกหลายวัน...

ท่ า น สุ น ท ร ดำ . . . กั บ น า ง ส น ม

หลังจากเรียนจบชั้นมัธยม ๖ ผมโชคดี มีพี่สาวพามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ แต่เธอไม่ได้เรียนต่อ อย่างน่าเสียดาย เหมือนกับเพื่อนๆ อีกหลายคน ผมเขียนจดหมายติดต่อกับเธอ ในช่วงแรกๆ แล้วเธอก็เงียบหายไป ผมก็มีสังคม(สาวๆ)ใหม่

ประมาณ ๓ ปี จนจบ ปวส. ผมถึงได้กลับบ้านอีกครั้ง และทราบว่า เธอแต่งงานแล้ว กับตำรวจ

เมื่อปีกลายผมกลับบ้าน เจอเพื่อนร่วมห้อง (กองเชียร์) ที่อำเภอ และเป็นตำรวจอยู่ สน. เดียวกับสามีเธอ แนะนำให้รู้จัก สามีเธอยังเชิญผมให้อยู่ต่ออีกสองสามวัน เพื่อไปร่วมงานแต่งงานลูกสาวคนโตของเขาและเธอ
ผมขอบคุณด้วยไมตรี เพราะจองตั๋วกลับแล้ว...นึกเสียดาย...

อยากไปดูหน้าลูกสาว ว่าจะน่ารักเหมือนเธอตอนนั้นหรือเปล่า...

และนี่คือกลอนส่งท้าย (ของวัยรุ่นสมัยนั้น) ที่เธอเขียนให้ผมในสมุด  Friend Ship ตอนจบ ม.๖ ที่ผมยัง "บ้าเก็บ" อยู่จนถึงทุกวันนี้...

“อันความหลัง ยังคิด ติดตรึงแน่     เธอเพื่อนแท้ เพื่อนใจ ให้ห่วงหา
ต่อแต่นี้ ใกล้แล้ว ถึงเวลา               โอ้เพื่อนข้า จากกัน หมั่นเยี่ยมเยียน”

"ส่วนที่ผมเขียนให้เธอ ผมจำไม่ได้แล้ว...แต่คงหวานซึ้งไม่แพ้กัน"

อนึ่ง...ผมขอติดค้าง Tag ต่อไว้ ขอเหล่ๆ ดูก่อนว่า ใครยังไม่ได้รับ Tag “รักครั้งแรก” นี้บ้าง


อนึ่ง...คิดถึงคนอ่านมาก  

โดย อะหนึ่ง

 

กลับไปที่ www.oknation.net