วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องสั้นแปล


รื่องสั้น:
“ของขวัญวันปฏิวัติ”
เขียนโดย   จ.เดือนสะหวัน
ถอดความโดย สุมาตร ภูลายยาว
           
เมื่อได้ยินเสียงขานชื่อตัวเองซึ่งถูกบรรจุเข้าในขบวนลำเลียงข้าวไปสู่แนวหน้า ข้าพเจ้าดีใจมากรีบลุกจากที่นั่งเดินไปกอดเพื่อนคนนั้นคนนี้ที่กำลังนั่งรอบกองไฟอันลุกโชนอยู่ในค่ำคืนสนุกสนานของวันเสาร์ในสำนัก ๑๕๔ ที่ดีใจ เพราะข้าพเจ้าจะไม่ได้นั่งอยู่ตรงที่เดิม ทำงานอย่างเดิมซ้ำๆ ซากๆ กับพิมพ์ดีดตัวเดิมบนโต๊ะตัวเก่าอีกต่อไป
 ในสมัยที่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม ข้าพเจ้าไม่ต่างอะไรไปจากนกน้อยตัวหนึ่งที่กำลังเริ่มทำการฝึกบินและอยากโบยบินไปยังที่ไกลๆ เพื่อออกไปสู่โลกภายนอก-ไปสู่ขอบฟ้า เพื่อฝึกบินให้ปีกทั้งสองข้างของตัวเองแข็งแรง
 ขบวนลำเลียงชุดก่อน ข้าพเจ้าก็เคยอาสาไปร่วมด้วย แต่ทางจัดตั้งไม่เห็นด้วย เพราะเอกสารทางการเมืองที่ข้าพเจ้าต้องพิมพ์ให้เสร็จยังคงค้างคาอยู่เป็นจำนวนมาก
 แต่มาครั้งนี้ ข้าพเจ้าก็สมัครอีกเป็นครั้งที่สาม ใครที่มีชื่อจะได้ออกเดินทางไปรวมกันที่บริเวณบ่อน้ำบ้านเลย ที่แห่งนั้นจะได้มีการจัดตั้งกองพัน กองร้อย หมวดหมู่และบรรจุร่วมเป็นกรมกองทหาร สำนักงานองค์การปฏิวัติเวลานั้นตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโสย น้ำสิมที่บ้านนาแมว ชายแดนลาว-เวียดนาม ที่ฉากข้าวและเสบียงอาหารต้องตั้งอยู่บ้านนาเลย เพราะว่าถนนไปสิ้นสุดลงที่ตรงนั้น ต่อจากบ้านนาเลยไปถึงซำเหนือต้องได้ใช้แรงงานคนและม้าลำเลียง
  สิ้นปี ๑๙๕๔ ต่อปี ๑๙๕๖ พรรคก้าวหน้าของกระต่ายได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร กระต่ายได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งรัฐบาลราชอาณาจักร โดยไม่มีฝ่ายประเทศลาวเข้าร่วมตามการสัญญาที่ตกลงกันไว้ เพื่อหวังดับสูญกลางของกองกำลังลาวรักชาติที่กำลังรวบรวมกันอยู่แขวงซำเหนือและพงสาลี  ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาได้ชักใยให้กระต่ายส่งกองกำลังทหารฝ่ายเวียงจันขึ้นไปรบเพื่อยึดเอาทั้งสองแขวงรวมและแยกสลายสูญกลางกองกำลังปฏิวัติที่อยู่ทั้งสองแขวงให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินลาว
 ในเวลานั้นไม่ถึงครึ่งเดือนพวกเวียงจันก็ยึดพื้นที่ได้ ๑๓๑ หมู่บ้าน จากหมู่บ้านทั้งหมด ๑๗๔ หมู่บ้าน ของแขวงหัวพัน โดยมีเมืองเปิน ห้วยเทา นาหมอง ตึกแล นาเกง ป่าคา ผาถี่ ห้วยหญ้า และหัวเมือง และทางพงสาลีพวกเขายึดได้ ๑๙๕ หมู่บ้านจาก ๑๙๘ หมู่บ้านของทั่วทั้งแขวง
 ห้วยเทาเป็นป้อมภูเขาสูงตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของตัวเมืองซำเหนือประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ในสมัยสงครามถ้าฝ่ายใดยึดครองภูเขาสูงห้วยเทาได้ก็ถือว่าฝ่ายนั้นสามารถพิชิตตัวเมืองซำเหนืออันเป็นเมืองเอกของแขวงหัวพันและเส้นทางหมายเลข ๖ ได้
 เพื่อสกัดกั้นและทำลายเล่ห์กลของการบุกยึดดังกล่าว กองบัญชาการสูงสุดของกองทัพฝ่ายลาวได้ส่งกองทหารที่มีชื่อว่า ๗๐๕ และกองพัน ๖๑๓ ขึ้นยึดภูเขาสูงจำนวนหนึ่งที่ตั้งเผชิญหน้าชิดกับป้อมปราการของข้าศึก เนื่องจากว่าฝ่ายศัตรูมีกำลังที่เหนือกว่าด้านอาวุธและมีระบบการลำเลียงด้วยเครื่องบิน ฉะนั้นพวกข้าศึกจึงสามารถยึดเอาป้อมใหญ่ที่อยู่สูงที่สุดเป็นที่ตั้งค่าย ป้อมปราการของฝ่ายข้าศึกตั้งสลับเป็นแบบฟันหวี ในสถานการณ์สงครามอย่างนี้เพื่อให้กองกำลังกู้ชาติได้มีข้าวกิน ทุกองค์การสำนักงานฝ่ายทหารและพลเรือนจึงได้ระดมผู้คนไปลำเลียงเอาข้าวและอาวุธ เพื่อหนุนเสริมกำลังรบด้านห้วยเทาเป็นการด่วน
 ข้าพเจ้าถูกจัดให้ไปอยู่ในกองร้อยที่ ๑ หมวดที่ ๓ หมู่ที่ ๖ พนักงานฝ่ายพลเรือนที่สังกัดอยู่ในกองร้อยนี้มีท่านเจริญ พวงจัน, ทานทองจัน อุปราช, และท่านอุตตมะ จุนละมณี ข้าพเจ้าถือว่าเป็นคนที่มีอายุน้อยที่สุดในกองร้อยเลยทีเดียวก็ว่าได้
 ในวันแรกที่เดินทางออกจากบ้านเลยพวกผู้ใหญ่ไม่ยอมให้ข้าพเจ้าแบกไถ่  ข้าวเกิน ๑๐ กิโลกรัม เพราอายุยังน้อย อากาศในคืนเดือนเจียง-เดือนยี่อยู่ที่แขวงหัวพันหนาวมหาหนาว แต่ทุกคนก็ยังมีเหงื่อไหลซึมออกมาตามใบหน้าในเวลาเที่ยงวัน โดยเฉพาะในช่วงที่ปีนขึ้นภูบ่อง ข้าพเจ้ามักเดินขึ้นแถวหน้าพร้อมทั้งร้องเพลงที่ท่านอุตตะมะเพิ่งกำลังแต่งขึ้นมาใหม่ซึ่งมีชื่อเพลงว่า “บ่องตุ้ม บ่อง” และเพลง “เมืองลาวนี้เปรียบเหมือนเรือพายลำน้อย”
 นอกจากข้าพเจ้าแล้วในกองร้อยยังมีพวกพี่สาว-น้องสาวแก้มแดงเหมือนหมากลอดเดือน ๔ ก็พลอยส่งเสียงร้องประสานเสียงในบทเพลงที่ข้าพเจ้าร้องไปด้วย ส่วนท่านอุตตะมะเป็นคนตีจังหวะ ส่วนท่านเจริญ พวงจันนั้นก็วุ่นวายอยู่กับการถ่ายรูปด้วยกล้องถ่ายรูปที่ตกค้างมาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เวลาถ่ายแต่ละครั้งก็ต้องใช้เวลานาน เพราะบางทีฟิล์มก็ค้าง เมื่อฟิล์มค้างทีไรก็ต้องได้แก้เสื้อคลุมตัวใหญ่ออกมาเพื่อซ่อมแซมจึงจะถ่ายได้อีกครั้ง
 ถึงแม้นว่าในกองร้อยที่หนึ่งของพวกเรามีนักแต่งเพลง แต่หน่วยวรรณคดีของกองทัพก็ล้ำหน้ากว่า เพราะพวกเขามีวงดนตรีพื้นเมืองประสมสากล เช่น แอร์คอเดียน ไวโอลีน แคนและอื่นๆ เวลาพวกเขาแสดงดนตรีขึ้นมาครั้งใดทำให้เสียงเพลงของกองร้อยที่หนึ่งต้องเงียบไปโดยปริยาย
 เวลาปีนขึ้นสู่ภูเขาสูงชันที่ทางคดเคี้ยวและมีความยาวเกือบ ๗ กิโลเมตรนั้นยิ่งมีบรรยากาศของความคึกคัก โดยเฉพาะขบวนที่เดินขึ้นไปสู่ยอดภูซึ่งห่างจากขบวนที่มีความยาวเกือบ ๓ กิโลเมตร แต่ต่างฝ่ายต่างก็มองเห็นกันและส่งเสียงร้องไชโยโฮ่ร้องดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณภูผาดง
 ทุกครั้งที่มีการผักผ่อนเอาแรงประมาณ ๑๐ นาที ข้าพเจ้าเป็นเด็กที่ถูกพวกผู้ใหญ่ใช้ให้ทำโน่นทำนี่มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น หักใบไม้มารองนั่ง ไปตักน้ำมาให้พวกผู้ใหญ่กิน มีบ้างในบางครั้งที่บางคนจะใช้ให้บีบนวดตามขา เวลาที่ตั้งทับค้างคืน ข้าพเจ้าก็ถูกสั่งให้ไปขนฟืน ตักน้ำ มาให้พวกผู้ใหญ่ได้หุงข้าว ต้มแกง ในยุดสมัยนั้นยิ่งพวกผู้ใหญ่ใช้มากเท่าใด ข้าพเจ้ายิ่งมีความกระตือรือล้นและมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเวลาที่พวกผู้ใหญ่กล่าวคำยกย่องชมเชย ก็ยิ่งทำให้วัยหนุ่มของข้าพเจ้ามีความฮึกเหิมเต้นแรง และอยากให้พวกผู้ใหญ่เรียกใช้ทำงานหลายๆ อย่างทั้งที่ตนเองก็เหนื่อยเต็มที
 ในตอนค่ำหลังจากอาบน้ำ กินข้าว ทุกหมวดหมู่จะร่วมกันทำการตรวจสอบการงานที่ทำกันมาทั้งวันว่ามีจุดดี จุดด้อยอย่างไร มีผู้ใดขาดระเบียบวินัย ความสามัคคีเป็นอย่างไร โดยภายใต้การนำพาของหัวหน้าและรองหน่วย พวกเขาจดเอาทุกคำพูดและคำเสนอแนะของลูกหน่วย เพื่อรายงานขึ้นไปยังกองร้อย ในตอนท้ายของวงสำรวจ สิ่งที่ไม่อาจลืมได้คือการตำหนิติเตียนตนเองและเพื่อนฝูง จากนั้นก็เป็นการคัดเลือกบุคคลดีเด่น ข้าพเจ้าเองได้ถูกคัดเลือกจากพวกผู้ใหญ่ให้เป็นตัวเด่นคนหนึ่งของวันนั้น ข้าพเจ้าทั้งหนาวๆ ร้อนๆ และอายต่อการปรบมือชมเชยของทุกคนในหน่วยในวันนั้น
 ชีวิตในวัยหนุ่มของคนในขบวนปฏิวัติ ในคราใดที่มีการต่อสู้แสนดุเดือดและลำบากตรากตรำ ข้าพเจ้าได้มอบวัยหนุ่มและทุกสิ่งทุกอย่างให้กับการจัดตั้ง มอบให้ส่วนรวม และประเทศชาติ การทำงานของข้าพเจ้าเป็นไปด้วยความสมัครใจ และงานทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายก็สำเร็จลุล่วงลงด้วยดีอย่างนั้นเพราะว่า ท่าทีของพนักงานชั้นนำเปรียบเหมือนพ่อแม่ พี่ป้า น้า อา และญาติพี่น้องที่มีต่อกันนั่นเอง
 สหายหัวหน้ากองร้อย กองพันล้วนแต่แบกไถ่ข้าวที่สมควรกับเรี่ยวแรงของตัวเอง ผู้ที่เป็นสหายนำไม่เคยเอาเปรียบ ตรงกันข้ามสหายนำบางคนยังเป้ไถ่ข้าวที่หนักกว่าสหายนักรบคนอื่นๆ เวลากินข้าวก็ร่วมกินข้าวที่ปูด้วยใบตองอันเดียวกับอ้าย-น้อง เวลานอนก็นอนร่วมในเสื่อที่ปูด้วยใบตาลด้วยกัน
 เพราะชื่นชมต่อผลงานและถูกเลือกให้เป็นตัวเด่น การลำเลียงในครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าก็ขอเพิ่มข้าวจาก ๑๐ กิโลเป็น ๑๕ กิโลและ๑๗ กิโลในวันต่อๆ มา และในวันลำเลียงรอบสุดท้ายข้าพเจ้าก็ได้เป้ข้าวหนักถึง ๒๓ กิโลกรัม
 ในวันที่ฉลองสรุปผลงานการลำเลียง ชื่อของข้าพเจ้าได้ถูกบรรจุอยู่กับคนที่ดีเด่นประเภทที่ ๑ เวลาเรียกชื่อขึ้นไปรับของขวัญอยู่กลางลานดินที่มีกองไฟสว่างไสว ข้าพเจ้าได้ยินเสียงปรบมือสั่นหวั่นไหว
 สหายนำที่มีหน้าที่ชี้นำทางการเมืองในกองพันได้เป็นผู้มอบของขวัญให้คนที่มีผลงานดีเด่นจำนวนกว่า ๓๐ คน ของขวัญที่สหายนำมอบให้ในวันนั้นเป็นสมุดที่มีความหนาถึง ๒๐ หน้า คนละ ๑ เล่มและดินสอคนละหนึ่งแท่ง
 ในยุคสมัยของการต่อต้านสู้รบที่แสนลำบากและยาวนาน ของขวัญที่ได้จากหยาดเหงื่อแรงงานโดยมีสหายนำเป็นคนมอบให้ก็ถือว่าเป็นเกรียติอย่างสูง ถึงแม้นว่าจะเป็นเวลาดึกดื่นแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ ข้าพเจ้าดึงเอาสมุดและดินสอออกมาวางไว้ตรงหน้า เอาสองมือลูบๆ คลำๆ และแสนเสียดายที่การลำเลียงในครั้งที่ ๓ จะได้ยุติลงแต่เพียงเท่านี้
 พรุ่งนี้เช้าทุกคนจะได้อำลากลับไปยังกรมกองของตัวเองด้วยความอาลัยอาวรณ์ และข้าพเจ้าเองก็ยังฝากความหวังไว้ว่า เมื่อการลำเลียงครั้งที่ ๔ เกิดขึ้นต้องมีชื่อข้าพเจ้าอีกอย่างแน่นอน...

…………..00000…………..


จ. เดือนสะหวัน เป็นนามปากกาของ จันที เดือนสะหวัน นักประพันธ์และนักปฏิวัติของประเทศลาว เขาโด่งดังและเป็นที่รู้จักของคนลาวด้วยเรื่องสั้นที่ชื่อว่า  “เส้นทางแห่งชีวิต” จันที เดือนสะหวัน ได้รับรางวัลซีไรต์ประเภทเรื่องสั้นในปี ๑๙๙๙ เรื่องสั้นเรื่อง “ของขวัญวันปฏิวัติ” ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวรรณศิลป์ปี ๒๐๐๒ ในวาระครบรอบการก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิวัติลาวครบรอบ ๔๕ ปี

โดย สุมาตรภูลายยาว

 

กลับไปที่ www.oknation.net