วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชมรมก้อนกรวด (KonKruad Association: KKA)


ห้วงที่สถานการณ์บ้านเมืองเริ่มมีความวุ่นวายประมาณต้นปี  ๔๙   เห็นผู้คนจำนวนไม่น้อยมัวแต่เอาเวลาไปวิ่งตามและประจบสอพลอผู้บังคับบัญชาที่เจริญเติบโต/ได้ดิบได้ดีด้วยนักการเมืองประเภทเฮงซวย  ไม่ได้ยึดถือหลักการใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม   ผมจึงได้ไปพูดคุยและปรึกษาหารือกับพี่คนหนึ่งซึ่งผมนับถือในแนวคิดและฝีไม้ลายมือในการทำงาน  รวมทั้งมีแนวคิดทางการเมืองที่ใกล้เคียงกัน  โดยตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า

“ในวิถีทางอย่างพวกเรา  จะเอาอย่างไรดี  จะยอมเป็นเครื่องมือของคนพวกนี้ต่อไป  หรือลาออกไปทำอย่างอื่นที่จะทำประโยชน์ได้มากกว่า”

พี่คนดังกล่าว ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง  ได้ยกวลีของฝรั่ง  (ซึ่งภริยาของท่านเคยพูดไว้)  ให้ฟังเกี่ยวกับเรื่อง “ก้อนกรวดในรองเท้า”  โดยเปรียบเทียบว่า  คนอย่างพวกเราน่าจะอยู่ทำงานกันต่อไปเพื่อคอยขัดขวางสิ่งที่ไม่ค่อยชอบมาพากลในหน่วย  เปรียบเสมือนก้อนกรวดในรองเท้าของคนที่ไม่เข้าท่า   ตอนแรกก็อาจเป็นแค่กรวดก้อนเล็ก  แต่เมื่อโตขึ้นเราจะเป็นกรวดก้อนโตขึ้นเรื่อย ๆ  จนทำให้เจ้าของรองเท้าทำอะไร (โกงกิน) ไม่สะดวก  (ตอนนั้นผมคิดในใจว่า  หากเขาทนไม่ได้เขาก็โยนก้อนกรวดทิ้งไปเท่านั้นเอง ... )

คำพูดดังกล่าว  ตรงกับความคิดในใจของผมซึ่งยืนหยัดอยู่เสมอมาว่า  จะขอทำหน้าที่ตามอำนาจและขอบเขตที่ได้รับมอบให้เต็มที่และดีที่สุด   ตรงไหนที่เกินขอบเขต  เราจะเอามาเป็นบทเรียน  สักวันหนึ่งเมื่อเราเข้าไปเกี่ยวข้องเราจะทำให้เหมาะสม  ดังนั้น ไม่ว่าใครจะมา ใครจะไป (หมายถึงผู้มีอำนาจเหนือกว่า)  ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงานตามอุดมคติของพวกเราได้  หากทนไม่ได้จริง ๆ ค่อยว่ากัน

จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการรวมตัว  รวมกลุ่มตั้งเป็นชมรมของผู้คนที่อุดมการณ์ในการทำงานตรงกัน  โดยใช้ชื่อว่า “ชมรมก้อนกรวด”  โดยยกให้พี่เป็นประธาน  ผมเป็นเลขาชมรม  ในบัดนั้น

ในทันทีที่เราจัดตั้งชมรมอย่างไม่เป็นทางการ  เราก็บอกว่าเราต้องหาสมาชิกเพิ่มเติม  เพราะคนสองคนคงทำอะไรไม่ได้มาก

ทั้งประธานและเลขาชมรมก้อนกรวด  เห็นตรงกันถึงผู้ที่สมควรจะเป็นสมาชิก  (ทำงานอยู่ในองค์กรเดียวกัน) อีก  จำนวน ๒ คน  หนึ่งในนั้นคือเพื่อนรักของผมที่ประธานชมรมฯ รู้จักเป็นอย่างดีเพราะเคยทำงานร่วมกัน  และอีกหนึ่งคนเป็นรุ่นพี่ของพวกเราทั้งสองคน

แต่เนื่องจากว่าพวกเรายึดหลักอาวุโสอย่างเคร่งครัด  พี่อีกคนหนึ่งจึงได้รับเกียรติให้เป็น  “ประธานที่ปรึกษาชมรมก้อนกรวด”

สรุปว่า  “ชมรมก้อนกรวด” ของพวกเรา มีสมาชิกตอนจัดตั้ง จำนวน ๔ คน  ประกอบด้วย ประธานที่ปรึกษา,  ประธาน, สมาชิก (เพื่อนผม) และเลขา (ผมเอง)

เวลาผ่านไปเกือบ ๒ ปี  เราหาสมาชิกได้อีก ๑ คน  เป็นรุ่นน้องของพวกเราทั้งหมด

แนวทางการทำงานของพวกเราไม่มีอะไรมาก คือ  แยกย้ายกันทำงานตามหน้าที่ให้เต็มที่  เมื่อถึงคราวที่วิกฤติหรือต้องการการตกลงใจที่สำคัญ  เราจะร่วมปรึกษาหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน  ทุกคนมีเสรีในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่  ไม่มีพี่ไม่มีน้อง ไม่มีการใช้ความเป็นเจ้านาย-ลูกน้องมาเกี่ยวข้องในการถกแถลง  ไม่มีอัตตา  และด้วยเราทุกคนมีจุดมุ่งหมายร่วมกันที่ต้องการหาหนทางปฏิบัติที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม   ผลสรุปสุดท้ายจึงเป็นที่ยอมรับร่วมกัน

ระหว่างการทำงานนั้น  อาจมีบางสิ่งบางอย่างที่พวกเราไม่ค่อยเห็นด้วยกับผู้ที่มีอำนาจอยู่เหนือขึ้นไป  เราจะช่วยกันทัดทานในกรอบที่พวกเราทำได้  โดยใช้รหัสว่า  “อย่างนี้ต้อง KKA (KonKruad  Association)”  ซึ่งหมายถึง  การต่อต้านตามแบบฉบับของชมรมก้อนกรวด”

ตัวผมเองซึ่งเป็นเลขาชมรม  จำเป็นต้องย้ายออกมาปฏิบัติงานคนละหน่วยกับผู้เป็นประธานชมรม  ได้ ๒ วันแล้ว  ส่วนหนึ่งก็เกิดจากแรงผลักดันของประธานฯ ด้วย

โดยเมื่อประมาณ ๓ เดือนที่ผ่านมา

ในวันที่ผลของการสมัครเข้าสอบแข่งขัน  (ของเลขาฯ)  เพื่อเป็นตัวแทนของหน่วยงานไปทำงาน ณ ต่างประเทศในปีหน้า ออกมา  ประธานฯ ได้โทรศัพท์มาแจ้งให้เลขาฯ ทราบเป็นคนแรกในทันทีที่ทราบผล   โดยได้รีบเดินทางกลับหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ณ เมืองกาญจน์  เพื่อแสดงความยินดีกับเลขาฯ โดยเฉพาะ  เพราะอดใจรอถึงวันรุ่งขึ้นไม่ไหว

หากสายตาของเลขาชมรมก้อนกรวดไม่ฝาดไป  ผมได้เห็นน้ำตาแห่งความยินดีมันได้รื้นขึ้นมาในดวงตาของประธานชมรมก้อนกรวด  ระหว่างที่พูดคุยกันในเย็นวันนั้น

มีใครเคยเห็นบ้างว่า  คนธรรมดาคนหนึ่งจะสามารถยินดีกับความสำเร็จของคนธรรมดาคนหนึ่ง  จนไม่อาจกลั้นน้ำตาแห่งความยินดีนั้นเอาไว้ได้  แต่ผมคิดว่าผมมีโอกาสได้เห็น

เป็นบุญของผมซึ่งเป็นเลขา  ที่ได้พบเจอ ได้รู้จัก ได้ร่วมงาน ได้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของประธานชมรมก้อนกรวดคนนี้  (คนเดียวกับที่ผมเคยเขียนถึงเรื่องการบริจาคเลือด)

จนถึงล่าสุดสมาชิกทั้ง ๕ คนของชมรมก้อนกรวด  ยังคงเจริญเติบโตตามสมควรไปตามวิถี  เราไม่เร่งรัดที่จะหาสมาชิกเพิ่มแต่อย่างใด  รวมทั้งเราทั้งหมดก็มั่นใจในศักยภาพตัวเองว่า  คงไม่อดตายหากต้องออกจากงาน  และคิดว่าจะสามารถทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้หากจะมีใครโยนก้อนกรวดอย่างพวกเราทิ้งสักวันหนึ่ง

ชมรมก้อนกรวดนี้  อาจจัดอยู่ในเครือข่าย บกค. (บุคคล กลุ่ม เครือข่าย) ที่ผมเคยเขียนไว้ในเรื่อง “ในเมื่อนักการเมืองน้ำเน่ารวมตัวกันได้ ... ทำไมพวกเราจะสร้างเครือข่าย (oknation) รวมตัวกันต่อต้านนักการเมืองเลว ๆ ไม่ได้”

เราฝันกันว่าสักวัน  เราอยากเห็นผู้คนที่รับผิดชอบในปัญหาบ้านเมือง  ยึดมั่นในคุณงามความดี  ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน  เพราะเราไม่ปราถนาจะเป็นก้อนกรวดในรองเท้าของใคร 

แต่ก็ไม่รู้ว่าชมรมที่เราตั้งกันเล่น ๆ นี้  จะสามารถสลายตัวได้ก่อนที่ชีวิตของพวกเราแต่ละคนจะดับสลายไปหรือเปล่า

โดย patijjachon

 

กลับไปที่ www.oknation.net