วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คนเดินช้า


                  

 

ไม่รู้เป็นเพราะโลกมันหมุนเร็วเกินไปหรือไร   ฉันจึงรู้สึกว่าตัวเองช่างทำอะไรได้เชื่องช้า   และเหมือนว่านับวันก็จะยิ่งช้าลง ช้าลง ช้าลงทุกที

                       

ยกตัวอย่างง่ายๆว่า….กว่าฉันจะรู้จักวิธีการส่งแฟกซ์ด้วยตัวเอง   โดยไม่ต้องไปพึ่งร้านรับส่งแฟ็กซ์แถวบ้านที่คิดหน้าละ 15 บาท(เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ))   หรือไปไหว้วานน้องข้างบ้านที่เขามีเครื่องส่งแฟ็กซ์เป็นของส่วนตัว   ผู้คนทั้งหลายเขาก็หันมาส่งอีเมลกันแล้ว   หรือกว่าฉันจะรู้จักใช้เครื่องคอมพิวเตอร์กระทั่งเปิดอีเมลของตัวเองเป็น   คนอื่นเขาก็เปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์กันไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่นแล้ว   โทรศัพท์มือถือที่เพื่อนสนิทยัดเยียดให้ใช้เพราะตามตัวฉันยาก   เป็นเครื่องที่มีฟังค์ชั่นให้ใช้ประโยชน์ได้หลายขนาน   แต่ฉันก็ใช้เป็นแค่รับสายเข้ากับโทรออกเท่านั้น 

                       

เรื่องการเรื่องงานก็เคลื่อนไหวไปอย่างอืดอาด   เขียนหนังสือมาเกินสิบปีแต่เพิ่งมีผลงานรวมเล่มกับเขาไม่กี่เล่มเล็กๆ   เห็นนักเขียนรุ่นใหม่มาแรง   เริ่มเขียนหนังสือไม่นานเขารวมผลงานกันพรวดๆ   เดี๋ยวเล่ม เดี๋ยวเล่ม  

 เร็วๆนี้(หรือว่าไม่เร็ว?)ฉันรับจ้างทำหนังสือแนะนำจังหวัดให้สำนักพิมพ์ชั้นนำแห่งหนึ่ง   จังหวัดเดียวเล่มเดียวฉันใช้เวลาปาเข้าไป 2 ปี   ขณะที่คนอื่นที่รับงานเดียวกันเขาทำไปได้หลายจังหวัด

                       

ฉันขับรถไม่เป็น หรือถึงจะเป็นและมีสตางค์พอซื้อรถมาขับ   ก็ไม่แน่ใจว่าจะขับได้ไหม   เพราะหากเป็นคนขับฉันคงไม่มีโอกาสคิดอะไรเรื่อยเปื่อยระหว่างนั่งรถ   พาหนะการเดินทางในกรุงเทพฯ  อย่างด่วนที่สุดและเพื่อความสบายในบางโอกาสฉันจึงจะเลือกแท็กซี่   เคยใช้บริการรถไฟฟ้าเหมือนกัน   หนแรกนั่งไปลงสีลม   รู้สึกวิงเวียนคลื่นไส้กับความเร็วอย่างบอกไม่ถูก   แล้วก็คิดว่าค่าโดยสารแพงเกินไปไม่คุ้มกับระยะเวลา….  

ประมาณว่า.......ดูซิ ยังไม่ทันได้คิดอะไรเป็นเรื่องเป็นราวก็ถึงจุดหมายซะแล้ว   ผ่าเถอะ - ขาดทุนชะมัด 

                       

การเดินทางไปต่างจังหวัดฉันก็จะยึดเอารถไฟหรือไม่ก็รถโดยสารปรับอากาศเป็นที่พึ่ง   ถ้าเดินทางระหว่างจังหวัดใกล้ๆหรือระหว่างอำเภอ   ฉันก็อาศัยรถส้ม รถฟ้าที่เป็นรถประจำทาง   หรือไม่ก็รถสองแถว   ซึ่งบางครั้งเดินทางเพียงไม่ถึง 100 กิโลเมตร   อาจใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ   นี่ยังไม่ได้ว่ากันถึงรถที่เข้าไปตามหมู่บ้าน

                       

ฉันเคยพาเพื่อนจากกรุงเทพฯนั่งรถสองแถวเข้าหมู่บ้านแถวภาคเหนือ   นอกจากรถจะแล่นไปอืดๆยังจอดรอผู้โดยสารที่ส่งคนมาโบกรถรอไว้   ขณะที่เขายังเก็บของไม่เสร็จ      เพื่อนหงุดหงิดบอกว่าเผลอๆถ้ามีคนที่ยังอาบน้ำประแป้งแต่งตัวไม่เสร็จส่งคนมาโบกรถให้รอ   คนขับก็คงจะรอ   ฉันบอกเพื่อนอย่างเห็นเป็นเรื่องสามัญว่า...เป็นไปได้ 

                       

แถวหมู่บ้านทางภาคอีสานที่ฉันแวะเวียนไปเนืองๆก็เช่นกัน   ครั้งหนึ่งระหว่างรถโดยสารสองแถวจอดให้ผู้โดยสารลงที่หมู่บ้านกลางทาง   พร้อมกับขนถุงปุ๋ยและข้าวของประดามีที่ซื้อมาจากในเมืองลงจากรถ   ผู้โดยสารอีกคนได้โอกาสเอาขวดน้ำเปล่าที่ติดตัวมาลงไปขอกรอกน้ำจากเจ้าบ้านจนเต็มขวด   แถมเจ้าบ้านยังตักน้ำฝนเต็มขันเดินมายื่นอยู่ข้างรถ   เชิญชวนให้ผู้กระหายในรถดื่มกิน

ผู้คนที่เคยชินกับความรวดเร็ว   อาจเบื่อหน่ายเต็มทีกับการเดินทางเช่นนี้   โดยเฉพาะท่านที่เคยตัวกับการขี่เรือบิน   แต่ฉันถูกจริตกับบรรยากาศดังกล่าวนี้อย่างบอกไม่ถูก

                       

กระทั่งคราวหนึ่งนักเขียนสารคดีสาวใหญ่รุ่นพี่   ที่เธอมีผลงานสารคดีเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง  เตือนสติมาว่าฉันสร้างงานออกมาน้อยไม่สมกับศักยภาพที่มี(ว่าเข้านั่น)   เธอบอกว่าฉันเขียนหนังสือดี - - แต่ขี้เกียจ   หากจัดวินัยให้ชีวิตขยันขึ้นบ้างงานฉันจะได้รับการยอมรับมากกว่านี้   ฉันคิดดูแล้วก็เห็นจริงว่าตัวเองใช้เวลาในการทำงานน้อยไปหน่อย   แต่ละวันกว่าฉันจะเริ่มลงมือทำงานได้ก็บ่ายคล้อย  

ทำไปสักพัก อ้าว! เข้ายามแดดร่มลมตกซะแล้ว(เอิ๊ก)

                       

ด้วยความอยากได้รับการยอมรับ   เขียนสารคดีขายได้เป็นหลายๆพันจนถึงหมื่นเล่มแบบพี่สาวผู้นั้นบ้าง   ฉันจึงคิดจัดระเบียบให้วิถีตัวเองมีความรวดเร็วขึ้น   เริ่มโดยการไปซื้อนาฬิกาปลุกแบบไขลานที่ทำเลียนแบบนาฬิการุ่นเก่า   ซึ่งเสียงของมันดังแผดก้องชนิดที่ตื่นแล้วเป็นหลับต่อไม่ลงแน่ๆก่อนนอนฉันตั้งนาฬิกาให้ปลุกในยามเช้าตรู่กว่าที่เคยตื่นถึง 3 ชั่วโมง   กะว่าจะได้ตื่นมานั่งเขียนหนังสือในยามเช้าที่อากาศบริสุทธิ์สดชื่น   สมองกำลังแจ่มใส

ฉันตื่นเช้าได้ตามเวลาที่นาฬิกาปลุก   ทั้งบางวันยังตื่นก่อนนาฬิกาด้วยซ้ำ   แต่กลับเป็นว่าฉันมีเวลาเอ้อระเหยยามเช้าได้นานขึ้น   มีเวลาบิดเนื้อตัวแล้วก็เดินชมต้นไม้รอบบ้าน   ค่อยๆจิบกาแฟพลางอ่านหนังสือหน้าแล้ว หน้าเล่า....

 ไปๆมาๆเวลาทำงานก็เริ่มต้นเมื่อบ่ายเสียแล้ว - - เช่นเคยมา  

ฉันวิตกกับความเชื่องช้าของตัวเองอยู่บ้าง   จนวันหนึ่งมีโอกาสแวะไปเยี่ยมคุณธีรยุทธ  ดาวจันทึก ผู้เขียนเรื่องชะบน ที่บ้านพะโค จังหวัดนครราชสีมา   เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันหลายเรื่อง   จนมาถึงเรื่องการเดินทาง  คุณธีรยุทธพูดถึงการเดินทางของคนสมัยก่อน   ที่เดินเท้าบ้าง นั่งเกวียนบ้าง   ว่าเป็นการเดินทางที่ทำให้คนเราได้มีเวลาทำความรู้จักกับสิ่งที่ผ่านพบระหว่างทาง   ได้พินิจพิเคราะห์และเกิดการปฏิสัมพันธ์   ต่างกับการเดินทางในยุคปัจจุบันที่ต่างคนต่างเร่งให้ถึงจุดหมาย   ไม่มีใครต้องการเวลาที่จะ รู้จัก และ รู้สึก กับสิ่งที่พบระหว่างทาง  

การเดินทางโดยเรือบินยิ่งแล้วใหญ่    ชั่วโมงนี้นั่งกินเบียร์อยู่ที่โคราช   ชั่วโมงหน้าอาจไปเดินเรอเอิ้กอ้ากอยู่แถวจตุจักรแล้วก็ได้   หลังกลับจากบ้านคุณธีรยุทธ   ฉันรู้สึกดีขึ้นเพราะเสมือนหนึ่งได้พบเจอคนประเภทเดียวกันนั่นแล

 

นอกจากนี้ยังเหิมเกริมคิดต่อไปอีกว่า   เพราะมนุษย์คิดแต่วิ่งแข่งให้ล้ำหน้าใครอื่นมิใช่หรือ  โลกจึงเดือดระอุขึ้นทุกวัน   สงครามอำนาจรูปแบบต่างๆเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า   ทรัพยากรถูกแย่งชิง ผลาญพล่ากอบโกย   คนเล็กคนน้อยถูกเอาเปรียบเหยียบย่ำ  โลกทุนนิยมเติบใหญ่คับแผ่นดิน

 

พวกคนเดินช้า   จึงน่าจะเป็นกลุ่มชนที่ถ่วงโลกไม่ให้ถึงจุดเดือดเร็วเกินไป

                         (กระมัง?)

                      

**เรื่องนี้เขียนไว้นานปีแล้ว  ความเชื่องช้าบางอย่างอาจขยับเร็วขึ้น   อย่างเช่นฉันเปิดบล็อกของตัวเองได้แล้ว   และเริ่มขับรถไปถึงปากซอยบ้านได้แล้ว—เป็นต้น**       

                         

                              

            

                  

 

 

                    

 

 

 

 

 

                       

โดย สเนล

 

กลับไปที่ www.oknation.net