วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เผด็จการเนียน ๆ ในโรงเรียน


ปรกติฉันมักจะทำงาน ‘ค่ายพัฒนาบุคลิกและสติปัญญา’ กับเยาวชนอยู่ทุกบ่อย  เมื่อมีโอกาสก็มักจะถามถึงบรรยากาศการใช้ชีวิตภายในโรงเรียนของเด็ก ๆ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กมัธยมวัยรุ่นซึ่งฉันมักจะต้องทำงานร่วมกันอยู่เสมอ 

สิ่งที่ฉันสอบถามนักเรียนมักจะเป็นเรื่องที่โดนใจเด็กมาก ๆ  นั่นก็คือเรื่อง ทรงผม ซึ่งมักจะเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ในโรงเรียนมักจะให้ความเอาใจใส่กับเด็ก ๆ มากเป็นพิเศษ จนบางทีก็เกินพิเศษ 

โรงเรียนมัธยม (ของรัฐบาล) ทุกโรงเรียนมีกฎกระทรวงศึกษาธิการให้นักเรียนไว้ทรงผมตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด  ผู้ชายตัดสั้นเกรียนเป็นลานบินเช่นเดียวกับทรงผมของทหารเกณฑ์  ในขณะที่ผู้หญิงไว้ยาวได้แค่ติ่งหู ห้ามดัด ห้ามซอย สรุปง่าย ๆ ก็คือห้ามเด็กทำอะไรกับหัวของตนเอง  ด้วยกฎเกณฑ์เช่นนี้จึงดูราวกับว่าเนื้อตัวร่างกายของเด็กก็ไม่ได้เป็นของเด็กจริง ๆ  แต่เนื้อตัวร่างกายของเด็กกลับตกอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลจากกระทรวงศึกษาธิการ  จนดูราวกับว่าเด็กไทยไม่มีสติปัญญาเพียงพอที่จะดูแลเอาใจใส่เส้นผมของตนเองด้วยเหตุผลที่ผู้หลักผู้ใหญ่มักร่วมกันให้เหตุผลว่าจะได้ประหยัดค่าตัดผม (ถ้าเปิดโอกาสให้ไว้ผมยาวก็น่าจะประหยัดกว่าหรือไม่ เพราะไม่ต้องเสียค่าตัดผมเลย) หรือไม่ก็ให้เหตุผลว่าเด็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องรักสวยรักงามก็ได้

แต่  ‘จิตวิทยาวัยรุ่น’  ตามประสบการณ์บอกกับเราว่าเด็ก ๆ ในวัยมัธยมเป็นวัยแห่งการเจริญเติบโตทางฮอร์โมนจากวัยเด็กสู่การเป็นวัยรุ่น  วัยนี้จึงเป็นวัยที่เด็ก ๆ เริ่มจะโตเป็นหนุ่มสาว เริ่มค้นหาความเป็นตัวของตัวเอง  ความรักสวยรักงาม (รักหล่อ) ก็เริ่มเกิดขึ้นในช่วง ม.ต้นจนถึง ม.ปลายนี่เอง กฎกระทรวงเกี่ยวกับทรงผมของนักเรียนจึงขัดแย้งอย่างแรงกับพัฒนาการด้านในของเด็ก ๆ ในวัยนี้ เพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่เริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับความสวยความงาม (และความหล่อ)  เราพบว่าเด็กมัธยมจำนวนไม่น้อยรู้สึกกดดันไปกับกฎเกณฑ์ของโรงเรียนที่เป็นอยู่ นักเรียนหญิงหลายคนแอบไปซอยผม ในขณะที่นักเรียนชายเองก็ต้องการไว้ผมยาวที่มากกว่าทรงลานบิน

ช่วงปิดเทอม (เดือนพฤศจิกายนและมีนาคม-เมษายนของทุกปี) เด็กชายจะมีโอกาสไว้ผมยาวได้ตามอิสระ ในขณะที่เด็กหญิงก็มีโอกาสไว้ผมยาวและซอย จนกระทั่งเปิดเทอมถ้าใครยังมีทรงผมที่ผิดระเบียบมาโรงเรียน ครูอาจารย์จะมีการลงโทษ หรือที่เรียกว่า ประจาน ด้วยการกร้อนผมทั้งเด็กชายและเด็กหญิงให้เสียทรง ครูอาจารย์จะรู้สึกสนุกและชอบใจที่ได้ลงโทษนักเรียนให้เกิดความอับอายเพื่อจะได้ไม่เป็นเยี่ยงอย่างกับเด็กคนอื่น ๆ ในขณะที่นักเรียนผู้ถูกลงโทษจะรู้สึกอับอายที่ถูกกร้อนผมเช่นนั้น นักเรียนหญิงและนักเรียนชายบางคนถึงกับร้องไห้เพราะทรงผมที่เสียไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเดินทางกลับบ้านด้วยรถเมล์  ทรงผมที่ถูกกร้อนจะถูกโชว์ไปตลอดทางจนกว่าจะถึงบ้าน นั่นยิ่งทำให้ครูอาจารย์ที่ลงโทษรู้สึกสะใจยิ่งขึ้น ในขณะที่เด็ก ๆ รู้สึกอับอายไม่น้อย 

ออกจะเป็นเรื่องเศร้าไม่น้อย ที่ครูอาจารย์หลายคนมิได้มองเห็นว่าวิธีการลงโทษด้วยการกร้อนผมนักเรียนเช่นนั้นเป็นการใช้ ความรุนแรง กับนักเรียนและดูเป็นเผด็จการไปหน่อย และเป็นเรื่องเศร้าที่ซับซ้อนเมื่อครูอาจารย์จำนวนมากก็มองไม่เห็นว่ากฎกระทรวงกำลังละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเด็ก ๆ อย่างไรบ้าง แม้แต่องค์กรที่ทำงานเรื่องสิทธิเด็กก็มองไม่เห็นว่ากฎระเบียบจากกระทรวงศึกษาธิการเรื่องทรงผมเด็กนั้นได้ละเมิดสิทธิเด็กอย่างไร

หลายปีทีผ่านมาเรามีระบบการเรียนรู้แบบ Child Center  (เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้) เข้ามาในวงการศึกษาไทย เพื่อสนับสนุนให้เด็ก ๆ มีความคิดสร้างสรรค์  เด็ก ๆ จะได้ฝึกการใช้ความคิดด้วยตัวเอง พูดง่าย ๆ ก็คือเด็ก ๆ จะได้ฝึกคิดเองเป็น  แต่ถามว่าตราบเท่าที่โรงเรียนยังคิดแทนเด็ก ๆ ในเรื่องทรงผมซึ่งเป็นเรื่องง่าย ๆ ใกล้ ๆ ตัวเช่นนี้ เด็กจะคิดเป็นด้วยตนเองได้อย่างไรในเมื่อเส้นผมซึ่งเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งในร่างกายของพวกเขาถูกโรงเรียนคิดแทนไปแล้วว่าเด็ก ๆ ต้องไว้ผมทรงอะไร แทนที่พวกเขาควรจะได้ไว้ผมในแบบที่พวกเขาต้องการ หรืออย่างน้อยที่สุดก็สามารถตัดสินใจได้เองเกี่ยวกับทรงผมของตน

มีบางคนไปเทียบกับนักบวชในพุทธศาสนาว่า พระสงฆ์ยังต้องทำตามกฎของสงฆ์ด้วยการโกนหัว แต่ขอบอกว่าเด็กวัยรุ่นไม่ใช่พระสงฆ์ที่จะต้องตัดกิเลส  กฎเกณฑ์ของสงฆ์ในเรื่องการโกนหัวของพระภิกษุก็เป็นกฎเกณฑ์คนละจุดมุ่งหมายกับวิถีชีวิตของเด็ก ประการสำคัญวัยรุ่นเป็นช่วงวัยแห่งการพัฒนาการเกี่ยวกับความรู้สึก อารมณ์ และความเป็นตัวตน การที่วัยรุ่นได้ไว้ทรงผมตามที่ตนชอบจึงเป็นเรื่องของพัฒนาการทางความรู้สึกและอารมณ์แห่งวัย  ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยสำหรับวัยรุ่นในช่วงนี้  คนที่เป็นผู้ใหญ่ในเวลานี้มักจะลืมไปแล้วว่าตอนตนเองเป็นวัยรุ่นนั้นก็รู้สึกและต้องการอะไร  เวลาเห็นวัยรุ่นทำอะไรนอกกฎเกณฑ์ก็มักจะวิพากษ์วิจารณ์โดยลืมมองย้อนกลับไปในอดีตว่าตนเองก็เคยเป็นเหมือนกัน

โรงเรียนในต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศก็ไม่ได้กดดันกับทรงผมของเด็กนักเรียน นักเรียนจึงรู้สึกอิสระกับทรงผมที่ตนเองต้องการจะไว้  ในขณะที่เด็กนักเรียนในเมืองไทยกลับต้องผจญกับความกดดันและถูกบังคับให้ไว้ทรงผมที่ตนเองไม่ชอบ  

ฉันไม่ได้คาดหวังว่าบทความเล็ก ๆ ชิ้นนี้จะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้เกี่ยวกับกฎระเบียบการไว้ทรงผมของเด็กนักเรียนมัธยมในเมืองไทย เพราะไม่เคยเชื่อว่ากระทรวงศึกษาธิการจะเชื่อในศักยภาพของเด็ก ๆ หรือไว้วางใจเด็กไทยขนาดนั้น นอกจากการมองว่าเด็ก ๆ ต้องถูกใช้อำนาจและคิดแทนตลอด เพราะรากเหง้าการเลี้ยงดูเด็กในบ้านเมืองของเราก็ไม่ได้เชื่อศักยภาพในตัวเด็กมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แม้แต่ Child Center  ที่ผ่านมาก็ใช้ไม่ได้กับระบบการศึกษาไทยด้วยซ้ำ  หากจะมีความคาดหวังก็เพียงแค่ต้องการสื่อสารให้ผู้หลักผู้ใหญ่ได้ใคร่ครวญมากขึ้นว่า กฎกระทรวงศึกษาธิการได้ทำร้ายและกดดันเด็กอย่างไรบ้าง โดยมีครูอาจารย์กระทำกับเด็ก ๆ อีกที  ยังมิต้องกล่าวถึงกฎระเบียบข้ออื่น ๆ และระบบการเรียนการสอนที่คอยกดดันเด็กให้ขาดความคิดสร้างสรรค์และไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้และตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ด้วยตนเอง 

ประเด็นที่ฉันมองเห็นจึงมีเพียงบรรยากาศความเป็นเผด็จการในโรงเรียนที่แนบเนียนเสียจนคนจำนวนมาก (แม้แต่ผู้ปกครองเด็ก) ก็มองไม่ออกว่าวิธีการเหล่านั้นเป็นการใช้อำนาจเผด็จการกับเด็ก ๆ อย่างไร 

ในกรณีครูกร้อนผมนักเรียนให้เสียทรง จนนักเรียนต้องอับอาย ร้องไห้ จะมีใครรู้สึกบ้างหรือไม่ว่านั่นคือการใช้อำนาจเผด็จการแบบเนียน ๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ในขณะที่สังคมนอกโรงเรียน  ผู้ใหญ่ต้องการและเรียกร้องเอาประชาธิปไตยกันแทบเป็นแทบตาย แต่ผู้ใหญ่เองกลับใช้อำนาจเผด็จการกับเด็ก ๆ ซึ่งก็ดูขัดแย้งกันอย่างไรชอบกล.

 

โดย หนึ่งลมหายใจ

 

กลับไปที่ www.oknation.net