วันที่ อาทิตย์ ธันวาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

::ยูโทเปีย-ยูโทปายในบริบท ‘รักแห่งสยาม’::


หลังสละที่นั่งรอบสื่อฯ ภาพยนตร์ ‘รักแห่งสยาม’ ให้เพื่อนสองคนไปดูแทน คนหนึ่งโทรมาโวยตามประสาชายไทยแท้ที่ยังคงไม่ยอมรับและตั้งแง่รังเกียจความรักในมิติของเกย์ ดูไม่เท่าไหร่ก็ผลุนผลันลุกออกจากโรงหนังชวนให้ฉันเสียดายโอกาสดูหนังดีดีแทนเขา ถ้าเพียงแต่เขาเปิดใจให้กว้างกว่านี้ เขาก็จะพบว่า ‘รักแห่งสยาม’ เป็นหนังที่นำเสนอความรักในมิติที่ลึกซึ่งกว่าภาพจูบปากของเด็กผู้ชายสองคนนัก

                        อีกคนที่ไปดูนั้นฉันให้ตั๋วอย่างไม่ใคร่เต็มใจ เพราะเกรงเขาจะถือเป็นบุญคุณหาเรื่องมาพบฉันเพื่อตอบแทน ทว่าก็จนใจด้วยเพื่อนตัวดีที่เดินหนีไปนั้นเป็นคนเอ่ยปากชวน หลังดูหนังจบเขาส่งจดหมายอีเล็กทรอนิคส์มา ‘ขอบคุณ’ ด้วยหลงเข้าใจผิดอยู่นานว่าเป็นหนังรักวัยรุ่นทั่วไปจากแรงโปรโมต วันก่อนเขาเข้าไปดูเป็นรอบที่สอง ครั้งนี้เขาเลือกที่นั่งบนสุดเพื่อเข้าไปดูปฎิกิริยาของคนดูภาพยนต์เรื่องนี้ หลังดูรอบที่สองจบเขาส่งข้อความขอบคุณอีกครั้ง วันนี้หลังจากจัดการเคลียร์งานออกจากตัวได้บ้าง ฉันเดินเข้าไปจอง ‘รักแห่งสยาม’ รอบเช้า มันเป็นหนังที่ดูคนเดียวเป็นครั้งแรกในรอบสองปีนี้!!!

                        จองตั๋วเสร็จฉันเดินมาหาอะไรรองท้อง พี่สาวคนหนึ่งโทรมาขอบคุณสำหรับโปสการ์ดและภาพถ่ายจากเมืองปาย แม่ฮ่องสอนที่แบ่งปันไปให้ คุณพี่ว่า...เห็นแล้วคิดถึงเมื่อเจ็ดปีก่อนที่เราไปด้วยกัน ซึ่งในครั้งนั้นเราพากันเรียกขานเมืองเล็กๆ ท่ามกลางหุบเขาแห่งนี้ว่า ‘ยูโทเปีย-ยูโทปาย’ ตามพี่วันเพ็ญ สังขมี อดีตพนักงานบริษัทโฆษณาที่ผันตัวมาเป็นเจ้าของร้าน ‘มิตรไทย’ คุณพี่บ่นเสียงเศร้ามากับคลื่นโทรศัพท์ว่าทำไมปายถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ อาจเพราะเมืองเล็กที่เคยสงบเงียบแห่งนี้รีบโตเร็วเกินไปหน่อยกระมัง กระแสความพลุ่งพล่านของพลังงานผู้คนที่พลุกพล่านจนเกินขนาดทำให้ความพิศวาสที่เคยมีให้จางหาย และเมื่อหายก็ไม่แปลกอะไรที่จะมองว่าเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้ไม่น่ารักและโรแมนติกอย่างที่เคยเป็นมา

                        ผู้กำกับสร้างภาพให้เห็นความเป็นสากลของความรักที่ว่า ‘มนุษย์นั้นเปราะบางที่จะอยู่คนเดียว’ ทว่าเมื่อหนังจบฉันกลับได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น ‘มนุษย์เปราะบางเกินกว่าที่จะอยู่ด้วยกันเพียงสองคน’

ความรักที่ยืนนานมั่นคงของ ‘อาม่า’ ทำให้ฉันเสียน้ำตาตั้งแต่ฉากที่อาม่านั่งเล่นเปียโนข้างมิว ความรักของอาม่าอาจดูเป็นการเห็นแก่ตัวในสายตามิว หากฉันว่ามิวก็เข้าใจได้ในประโยคที่อาม่าบอกว่า ‘ถ้าอากงกลับมาบ้านแล้วไม่เจอใครอีจะเหงา’ เพียงฉากเล็กๆ ฉากเดียวนี่ล่ะผู้กำกับก็สื่อให้รู้สึกได้ว่า...อาม่านี่เองฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้มิวกล้าเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวอันอ้างว้าง

                        ความรักที่แสนโง่เขลาของ ‘หญิง’ อาจดูไร้สาระในตอนแรก จากเด็กสาวที่หลงหัวปักหัวปำใน puppy love หญิงเรียนรู้และพยายามทำความเข้าใจระหว่างความรักฉาบฉวยกับรักแท้ที่เพียงเห็นคนที่รักมีความสุขก็ดีใจไปด้วย แม้เธอจะทำได้ไม่ดีนักเพราะแทนที่ฉากนั้นหญิงจะจับมือโต้งเดินไปส่งให้มิวบนเวที แล้วยิ้มให้อย่างเข้าใจ เธอกลับปล่อยมือโต้งกลางครันประหนึ่งยังสับสนและทำใจไม่ได้กับการส่งมือใครให้มือคนที่เธอรัก และเพราะเธอทำได้ไม่ดีนี่ล่ะฉากนี้จึงงดงามในความรู้สึกฉันยิ่ง หลังน้ำตาที่รินไหลบนลานจอดรถฉันเชื่อว่าหญิงจะเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นกับความรัก   

                        เช้ามืดปลายฝนต้นหนาวฉันยืนมองสายน้ำชื่อเดียวกับเมืองเล็กแห่งนี้ สะพานไม้ไผ่ที่ฉันเดินเปลี่ยนมุมถ่ายภาพเป็นอีกหนึ่ง ‘ภาพลักษณ์’ ของเมืองที่คนต่างถิ่นพากันหลงใหล และเพราะตื่นเช้าเป็นพิเศษจึงมีโอกาสเห็นแสงไฟวับแวมส่องสว่างมาจากสะพาน ต่างจากภาพสะพานที่เคยเห็นในครั้งก่อน

                        สายน้ำยามเช้าต่างจากที่ฉันเคยสัมผัส อาจเพราะเป็นช่วงปลายฝนน้ำจึงไหลเร็วราวกับจะรีบไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง ทว่าจุดหมายของลำน้ำสายนี้คือที่ไหนกันนะ ความเร็วของสายน้ำคงคล้ายนาฏกรรมความเปลี่ยนแปลง ที่ไม่ว่าอย่างไรเราก็ไม่อาจเรียกหาคืนวันสุขสงบเฉกเช่นที่เคยเป็นมา เหมือนที่สายน้ำไม่เคยไหลย้อนกลับทวนสู่ต้นน้ำได้!!!

มีบางอย่างที่เชื่อมโยง ‘มิว’ ระหว่างความโดดเดี่ยวและแปลกแยกของตนกับโลกใบนี้ สิ่งนั้นคือ ‘ดนตรี’ ที่อาม่าเป็นผู้เพาะเมล็ดพันธุ์นั้นในใจมิว เผื่อวันหนึ่งมิวอยากใช้ดนตรีบอกความในใจกับใครเหมือนที่อากงบอกอาม่า รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างฉากที่มิวไหว้ภาอากงและอาม่าก่อนไปโรงเรียนนั้น บอกให้รู้อย่างชัดเจนว่า . . .         ม่  มี      . . .  

                        ชีวิตที่แสนอ้างว้างของมิวหลังสูญเสียอาม่า ทำให้มิวตั้งคำถามอย่างสับสน ‘มันเป็นไปได้หรือที่จะรักใครโดยไม่กลัวการสูญเสีย แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะอยู่โดยไม่รักใครเลย’ เมื่อการพลัดพรากคือบทลงเอยบทหนึ่งของความผูกพัน!!!

                        ‘พิศวาสอะไรกันนักกันหนากับเมืองปายนี่’ น้าช่างภาพถามหลังจากฉันโทรบอกให้มารับฉันที่นี่ก่อนเข้าไปเก็บงานที่แม่ฮ่องสอน ฉันไม่ได้ตอบคำถามนั้นกับน้าช่างภาพ เพราะเชื่อว่าน้าเองก็รู้ว่าฉันพิศวาสสิ่งใดเมืองนี้ ‘น้ำใจในมิตรภาพของเพื่อนและพี่บางคน ที่ทำให้ฉันสนิทใจ!!!’

                        หากมีใครถามฉัน...มาทำอะไรที่เมืองปาย ฉันจะตอบอย่างไม่ลังเล มานอนฟังเสียงน้ำไหล และคุยกับหัวใจตัวเอง หากการกลับมาครั้งนี้ที่ฉันเติบโตขึ้นกว่าครั้งก่อนๆ ฉันกลับพบว่า...การคิด คิด และคิด ไม่อาจช่วยให้เข้าใจอะไรได้ทั้งหมด แม้มันจะเป็นเครื่องมือชนิดเดียวที่เราสามารถใช้ได้โดยไม่มีข้อจำกัด เพราะความคิดบางทีมันก็กั้นเราออกห่างจาก ‘ความจริง’ ของการมีชีวิต เพราะถึงที่สุดแล้วมนุษย์ย่อมต้องการความกระจ่างชัดมากกว่าความจริงในใจตน!!!

                        ครอบครัวที่ต้องพลัดพรากของโต้งก็ไม่ต่างกับผืนดินที่ถูกรุกราน การพยายามถามหาความยุติธรรมที่ดูเหมือนจะไม่มีอยู่จริงในสังคม ในสถานการณ์ที่รู้สึกสูญเสีย สิ่งใดก็ฉุดรั้งไว้ไม่ได้กระทั่งศรัทธาที่ครอบครัวโต้งเคยมีต่อพระคริสต์

                        การมีลมหายใจอยู่ของพ่อโดยปราศจาก ‘ศรัทธา’ หลังสูญเสียลูกสาว ทำให้ชีวิตนั้นไม่ต่างกับกระดาษชำระชุ่มน้ำ ที่ค่อยๆแห้งกรอบ และรอวันบุบสลาย

                        ในขณะที่ผู้เป็นแม่ต้องพยายามเข้มแข็งเพื่อประคับประคองครอบครัว ต้องกดทับความรู้สึกอ่อนแอของความเป็นผู้หญิงไว้ไม่ให้ออกมาเพ่นพ่าน คืนที่โต้งหายไปนอนบ้านมิวโดยไม่บอกทางบ้าน มันอาจเป็นค่ำคืนที่ความผูกพันระหว่างมิวและโต้งกลายร่างเป็นความรัก แต่สำหรับแม่มันคือค่ำคืนอันยาวนานของการสูญเสียอีกครั้ง เพราะไม่อยากสูญเสียโดยที่ไม่มีโอกาสทำอะไร แม่จึงขับรถออกตามหาลูกชาย ทั้งที่ไม่มีจุดหมาย และเมื่อรู้ว่าลูกชายกลับบ้านแล้วนั่นล่ะ แม่จึงกลับบ้านค่อยๆ วางโทรศัพท์ลูกชายอย่างแผ่วเบาไว้ที่เดิม ไม่มีเหตุจำเป็นอะไรต้องโกรธเกรี้ยว เพราะอย่างน้อย...เขาก็กลับมา

‘จะกลับมาอีกเมื่อไหร่’ พี่สาวคนหนึ่งเอ่ยถามขณะนั่งจิบกาแฟยามเช้าด้วยกันที่ระเบียงบ้าน เกสต์เฮ้าส์หลังนี้ของพี่ชายไม่ได้อยู่ติดน้ำเสียทีเดียว  แม้มองเห็นจากที่ไกลๆ ฉันกลับรู้สึกว่าได้ยินเสียงน้ำปายไหลไม่ห่างไปจากฉันเท่าไหร่  ฉันยิ้มแทนคำตอบให้พี่สาว เพราะฉันเองก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเหมือนกัน ‘พี่รู้สำหรับเราความคลุมเครือมันมีเสน่ห์ให้หลงใหล แต่ยังไงถ้าจะมาก็โทรบอกกันก่อนล่ะ จะได้เตรียมห้องไว้ให้ไม่ต้องขดตัวซุกในถุงนอนอย่างนี้’

                        ความคลุมเครือของ ‘จูน’ ก็เช่นกันที่ผู้กำกับไม่เพียงสร้างความหวังให้ครอบครัวโต้งเท่านั้น หากยังสร้างความหวังให้คนดูอย่างฉันรู้สึกว่า...บางทีจูนอาจเป็นแตงที่อยากมีทางเดินชีวิตของตัวเอง ชีวิตที่ไม่ต้องอยู่ในกรอบที่แม่กำหนด แม้นชีวิตของจูนจะขาดความชัดเจนว่าแท้ที่จริงเธอคือใคร แต่สิ่งที่หนังบอกได้อย่างแนบเนียนมากคือ...เธอมาเพื่อเตือนให้ทุกคนที่มีความรักรู้จัก ‘เปิดหัวใจ’

                        ‘ตราบใดที่ยังมีรักย่อมมีหวัง’ ดูเหมือนจะเป็นบทสรุปของ ‘รักแห่งสยาม’ เพราะความหวังไม่ใช่หรือ มนุษยชาติจึงพากันเดินมาจนถึงทุกวันนี้ แม้บางทีความหวังนั้นจะทำให้จ่อมจมอยู่กับความทุกข์ที่อันไม่สิ้นสุดก็ตาม อย่างความหวังของครอบครัวโต้งว่าสักวันลูกสาวคงกลับมา

                        เรื่องมันเริ่มในคืนคริสต์มาสต์ที่ครอบครัวโต้งล่มสลายทางจิตวิญญาณจากการสูญเสียแตง

                        หลังจูนเดินเข้ามาในบ้านหลังนี้ในฐานะแตง เรื่องมันจบลงในคืนคริสต์มาสต์นี้เช่นกัน คืนที่ครอบครัวโต้งพากันตื่นขึ้นมารับความจริงว่า ชีวิตพวกเขามีเพียงเขาสามคนพ่อ-แม่-ลูกชาย ที่เหลืออยู่ และความรักจะประคับประคองมันไปเองตามธรรมชาติ

                        สำหรับมิว...การได้รู้ความจริงจากโต้งว่าไม่อาจคบกันได้แม้รักกันนั้น แม้นเป็นความจริงอันเจ็บปวด ทว่ามันคงทกข์ทรมานน้อยกว่าตอนที่ยังไม่รู้และตกอยู่ในห้วงมืดบอดเพียงลำพัง!!!

                        ‘จมูกของตุ๊กตาไม้ที่เข้ากันไม่ได้’ เป็นเสมือนเงาที่ผู้กำกับต้องการสะท้อน...รักร่วมเพศนั้นถึงจะมีอยู่จริงในสังคมอย่างไร มันก็ป็นความจริงที่คนในสังคมไม่อาจยอมรับได้เช่นกัน!!! 

                        จมูกของตุ๊กตาไม่ใช่แต่จะบอกให้รู้ถึงความรักที่เป็นไปไม่ได้ของมิวและโต้ง แต่ยังคงรวมถึงความรักอันเป็นสากลของมนุษย์ เพราะคงไม่มีความรักแบบไหนบนโลกใบนี้หรอกที่จะลงล็อคพอดีไปเสียทุกอย่าง ‘ไม่มียูโทเปียสำหรับความรัก’ ดินแดนในฝันนั้นมีเพียงในจินตนาการ ในหนัง และหนังสือขายฝันอันนิยมสุขทั้งหลาย

น้ำตาที่ไหลช้าๆ อาบแก้ม ต่างจากสายน้ำเบื้องหน้าที่ยังคงไหลแรง ความแรงของสายน้ำเมื่อสองปีก่อนเคยสร้างความเสียหายให้นักท่องเที่ยว นักเดินทาง นักลงทุน และชาวบ้านอีกหลายครัวเรือน เปล่า...ฉันไม่เคยคิดโทษสายน้ำ ไม่โทษชาวเขาอย่างที่ใครบางคนว่าเป็นพวกตัดไม้ทำลายป่า ถ้าเมืองไม่โตเร็วเกินไป มีการวางผังเมืองที่เหมาะสม ร่องน้ำลำห้วยไม่ถูกปิดถูกทับถมที่เป็นรีสอร์ต หายนะครานั้นยังจะมาเยือนเมืองสงบแห่งนี้อีกไหม

                        ฉันคงไม่ต้องเล่าถึงความงามของสายน้ำและเมืองอันโรแมนติกนี้ เพราะคุณสามารถหาอ่าน หาดูได้มากมายจากสื่อต่างๆ รอบตัว และคงไม่ต้องบอกเล่าถึงความเจ็บปวดซ้ำซากของชาวบ้าน เพราะสื่อบางสื่อก็ยังคงทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงบอกเล่าได้ดีกว่าฉันนัก

                        ในความงามของสายหมอก ลมหนาว ลำน้ำ เมืองและผู้คนที่โอบล้อมฉันอยู่ ฉันเห็นความเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน เช่นนี้แล้วดินแดนแห่งนี้ยังเรียกขานว่า ‘ยูโทปาย’ ได้อีกหรือ

                        เหมือนคนที่เคยได้รับความงดงามอย่างที่สุดในความรัก เมื่อการพรากจากมาถึงความเจ็บปวดย่อมทบทวี หากแต่ก็ต้องประคับประคองตัวเองเดินต่อไป

                        หลังหนังจบฉันออนไลน์พาตัวเองเข้าสู่โลกเสมือนจริง โลกที่เชื่อมฉันและเพื่อนให้ใกล้กันยิ่งกว่าช่วงเวลาที่ฉันอยู่กรุงเทพ ทันทีที่ฉันถามผู้กำกับไปหา ‘โต้ง’ มาจากไหนกัน คนที่สายตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ซุกซ่อนไว้ในหัวใจ ผู้ชายสายตาอย่างนี้ล่ะที่ทำให้ฉันตกหลุมรักง่ายๆ เหมือนผู้ชายสองคนในชีวิตฉัน เพื่อนส่งอีโมติค่อนรูปหัวเราะชนิดขำกลิ้งมาให้ เขาว่านึกอยู่แล้วฉันต้องถาม เพราะเขามองว่าภาพมิวบนแผ่นฟิล์มนั้นคล้ายภาพชีวิตหญิงสาวที่เขารู้จัก และเขาหวังว่าสักวันหญิงสาวคนนั้นจะรู้จักกลับไปอยู่กับความโดดเดี่ยวและความรู้สึกอันแปลกแยกอย่างที่มิวกลับไปได้

                        ฉันหวนนึกถึงคำพูดของจูนก่อนกลับเชียงใหม่ ‘ฉันไม่รู้ว่าพวกคุณจะอยู่กันต่อไปได้อย่างไร แต่ฉันก็เชื่อว่าคุณจะประคับประคองกันต่อไปได้ เพราะพวกคุณรักกันมาก แม้จะดูเหมือนว่าความรักที่มากนั้นมันมากจนทำร้ายกัน แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อเวลาผ่านไปคุณจะรู้ว่าไม่มีความรักที่มากเกินไปหรอก เพราะแม้ว่ามันอาจทำให้เราทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง แต่มันก็ยังดีกว่าที่เราไม่เคยทำอะไรเพื่อความรักเลยไม่ใช่เหรอ โอกาสยังมีเสมอให้กับคนที่มีความรัก เพียงรู้จักนำความผิดพลาดในอดีตมารู้เท่าทันปัจจุบันที่กลับมาอยู่ด้วยกัน’

                        ‘และถ้ามีโอกาสเราคงพบกันอีกครั้ง!!!’

                         ‘ขอบคุณทุกความรักที่สร้างเรา’ ผู้กำกับบอกไว้อย่างนั้นหลังจากหนังจบ ในน้ำตาที่รินไหลอย่างไม่จำเป็นต้องแคร์สายตาใคร ฉันขอบคุณความรัก ความทุกข์ ความสุขอันเกิดจากความรัก ความงดงามและเจ็บปวดอันร้าวรานของผู้กำกับ ที่ใครบางคนกระซิบว่า คือแรงอันมหัศจรรย์ให้กับหนังเรื่องนี้

โดย ปลายมนัส

 

กลับไปที่ www.oknation.net