วันที่ อังคาร ธันวาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ที่มา & ความหมายของคำว่า “ราชา” และ “กษัตริย์”


 

 

Y กำเนิดโลกและมนุษย์

 


 

ย้อนอดีตไปกว่า ๒๕๕๐ ปี ณ บุพพาราม กรุงสาวัตถี :- พระพุทธเจ้าทรงแสดงอัคคัญญสูตร (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๑) แก่สามเณรวาเสฏฐะและสามเณรภารทวาช ทั้งสองรูปเป็นพราหมณ์ที่เรียนจบไตรเพท ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ต่อมาขอบรรพชาเป็นสามเณร และระหว่างที่ประพฤติติตถิยปริวาส (การอยู่ปริวาส ๔ เดือนสำหรับนักบวชในศาสนาอื่นที่ขออุปสมบทในพระพุทธศาสนา) ถูกพวกพราหมณ์บริภาษและเหยียดหยามว่าทั้งสองทิ้งวรรณะที่ประเสริฐที่สุด เข้าร่วมวรรณะที่ต่ำทราม

พระพุทธองค์ตรัสเชิงปลอบใจว่าพราหมณ์ไม่รู้จักกำเนิดและความเป็นไปของโลก และเพื่อจะชี้ให้เห็นความเข้าใจผิดพลาดในระบบวรรณะที่พราหมณ์กล่าวว่าวรรณะพราหมณ์ประเสริฐที่สุด พระพรหมสร้างพราหมณ์ขึ้นเป็นทายาทจากโอษฐ์ของพระพรหม จึงทรงยกเรื่องกำเนิดโลกขึ้นมาแสดง มีใจความว่าสมัยหนึ่ง เวลาล่วงเลยมาช้านานในช่วงโลกเสื่อม (สังวัฏฏกัป) จนสลายไป สัตว์โลกที่รอดชีวิตไปเกิดที่ชั้นอาภัสสรพรหม มีกายทิพย์ นึกคิดอะไรก็สำเร็จสมปรารถนา มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีแผ่ออกจากร่างกาย สถิตอยู่ในวิมานที่งดงาม

 

พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

สีชอล์ก บนกระดาษ  พ.ศ. ๒๕๐๗  ขนาด ๓๕ X ๕๓ ซม.  โดย อาจารย์จำรัส เกียรติก้อง

(ชมพระบรมสาทิสลักษณ์อื่นๆ โดยศิลปินท่านเดียวกัน ได้ที่ http://www.oknation.net/blog/chao/2007/04/11/entry-1)

เมื่อเวลาล่วงเลยไปนานๆ โลกนี้กลับเจริญขึ้น (วิวัฏฏกัป) เริ่มจากสภาพที่เป็นน้ำแผ่เต็มเวิ้งอวกาศอันมืดมิด ไร้ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ต่อมาอาภัสสรพรหมพวกหนึ่งจุติจากพรหมโลกมาเป็นมนุษย์ในโลกที่ก่อตัวขึ้นใหม่ มีกายทิพย์เหมือนอยู่ในพรหมโลก เกิดพืชพรรณขึ้นตามลำดับคือ ง้วนดิน (เหมือนน้ำนมที่เคี่ยวให้แห้งแล้วทำให้เย็นสนิทจับเป็นฝาอยู่ข้างบน มีสีเหมือนเนยใสหรือเนยข้นอย่างดี กลิ่นหอม มีรสอร่อยเหมือนน้ำผึ้ง) ลอยบนน้ำ มนุษย์ชิมดู ติดใจในรส จึงบริโภคเป็นอาหารประจำ เป็นผลให้รัศมีกายหายไป ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์จึงปรากฏขึ้นให้แสงสว่าง เกิดดวงดาว เกิดกลางคืน กลางวัน เกิดวันเดือน ฤดู ปี โลกจึงกลับฟื้นขึ้นอีก มนุษย์บริโภคง้วนดินนานๆ เข้า ร่างกายหยาบขึ้น บ้างก็มีผิวพรรณดี บางคนก็มีผิวพรรณหยาบ เกิดการเหยียดผิวกันขึ้น เกิดมานะถือตัว ง้วนดินก็หายไป มนุษย์จึงถวิลหาสิ่งที่หายไป

ต่อจากนั้น เกิดสะเก็ดดิน (ลักษณะเหมือนดอกเห็ด สี กลิ่น และรสเหมือนง้วนดิน) มนุษย์บริโภคนานแสนนาน ร่างกายเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ผิวพรรณก็ต่างกัน ดูหมิ่นผิวพรรณกัน สะเก็ดดินก็หายไป โหยหาสิ่งที่เคยมีอีก  ยุคถัดมา บังเกิดเครือดิน (คล้ายเถาผักบุ้ง สี กลิ่น และรสเหมือนง้วนดิน) คนที่มีผิวพรรณงามก็เหยียดคนมีผิวพรรณทราม เพราะมานะถือตัว เครือดินก็หายไป

กาลต่อมา เกิดข้าวสาลีขึ้น อยากกินเวลาไหนก็ไปนำมาพอแก่การบริโภคมื้อเดียว ข้าวใหม่ก็งอกขึ้นแทนข้าวที่ถูกเก็บไป เมื่อมนุษย์กินข้าวสาลีเป็นอาหารไปนานๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย มีอวัยวะเพศชายหญิง จึงเพ่งมองกัน ทำให้มีความรู้สึกทางเพศ นำไปสู่การเสพสังวาสกัน ในสมัยนั้นถือว่าเรื่องไม่ดีจึงถูกขับไล่ออกจากกลุ่มไปสร้างเรือนเพื่อปกปิดไม่ให้คนอื่นเห็น  ต่อมามีการสะสมข้าวสาลี ไปครั้งเดียวเก็บไว้บริโภคหลายมื้อ ต้นข้าวที่เก็บไปแล้วไม่งอกขึ้นอีก เมื่อข้าวสาลีมีน้อยลง เกิดการปักปันเขต (ตรงกับ “เกษตร” ในภาษาสันสกฤต : ที่นา) กัน มีการลักขโมย ทำร้ายร่างกาย การกล่าวหา การโกหก และใช้อาวุธทำร้ายกัน

Y วิวัฒนาการระบบสังคม

หลังจากวิวัฒนาการของโลกควบคู่กับวิวัฒนาการของมนุษย์ ต่อมาก็มีวิวัฒนาการของระบบสังคม ความเป็นอยู่ และการปกครอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเล่าความเป็นมาของวรรณะต่างๆ ว่า เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น มนุษย์คิดหาทางป้องกันภัยที่จะมีขึ้น จึงตกลงกันตั้งผู้ที่มีลักษณะดี น่าเคารพเชื่อถือ น่าเกรงขามให้ทำหน้าที่ดูแล มีอำนาจลงโทษคนที่ทำผิด จึงเกิดคำว่า “มหาสมมต” เพราะเป็นคนที่มหาชนแต่งตั้งขึ้นให้ทำหน้าที่ ประชาชนจึงแบ่งปันผลประโยชน์ให้ เนื่องจากคนที่มหาชนแต่งตั้งขึ้นนั้นเป็นใหญ่ในที่นาจึงเกิดคำว่า “ขัตติยะ” (ตรงกับ “กษัตริย์” ในภาษาสันสกฤต : ผู้เป็นใหญ่ในเกษตร หรือ “พระเจ้าแผ่นดิน” ในภาษาไทย) เหตุที่ผู้เป็นใหญ่นั้นทำหน้าที่ได้ดี คนพอใจ ทำให้ประชาชนยินดีได้โดยธรรม จึงเกิดคำว่า “ราชา”

เมื่อคนทำผิดกันมากขึ้น คนกลุ่มหนึ่งหาทางลอยอกุศลธรรมทิ้งจึงเกิด พราหมณ์ พราหมณ์ได้รับอาหารเลี้ยงชีพจากประชาชน ส่วนคนครองเรือนที่นิยมเสพสังวาส ทำงานตามถนัดต่างๆ กัน เช่น ค้าขาย เลี้ยงโค มีชื่อว่า แพศย์ พวกที่ทำงานต่ำต้อยและเล็กน้อยกว่าพวกแพศย์ก็เป็นพวก ศูทร  ต่อมา กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร ที่เบื่อหน่ายอาชีพ คิดว่าไม่อาจจะบริสุทธิ์ได้ด้วยชาติกำเนิด แต่บริสุทธิ์โดยการประพฤติชอบ จึงสละเรือนออกบวช เกิด สมณะ ขึ้น

พระผู้มีพระภาคทรงสรุปว่าไม่ว่าคนในวรรณะใดประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ เจริญโพธิปักขิยธรรม ๗ ก็ย่อมบรรลุเป็นพระอรหันตขีณาสพได้ คนนั้นจึงได้ชื่อว่าประเสริฐที่สุด คือประเสริฐโดยธรรม ไม่ใช่โดยชาติกำเนิดหรือชนชั้นวรรณะ ในพระสูตรนี้ทรงย้ำถึง ๙ ครั้งว่า “ธรรมเท่านั้นประเสริฐที่สุดในหมู่ชนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า” และตรัสพุทธภาษิตในท้ายที่สุดว่า

“ในหมู่ชนที่ถือตระกูลเป็นใหญ่   กษัตริย์จัดว่าประเสริฐที่สุด
 ส่วนผู้เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ   เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์”

Y ผู้ทำให้ชนชาวไทยยินดีได้โดยธรรม

กลับมาที่ประเทศไทย หลังพุทธปรินิพพานได้ ๒๕๕๐ ปี :- เป็นปีที่พระราชาผู้เสวยสิริราชสมบัติทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๘๐ พรรษา

ชาวไทยมีศรัทธาต่อพระราชาอย่างหาที่สุดมิได้ เห็นได้ชัดจากขณะที่ทรงโบกพระหัตถ์ให้ประชาชนที่รอรับเสด็จครั้งเสด็จออกมหาสมาคมถวายพระพรชัย ณ สีหบัญชร พระที่อนันตสมาคม ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ นั้น ปวงประชาเกิดปีติ บ้างก็ขนชูชันน้ำตาไหล บ้างจิตโลดลอย ใจฟู แสดงอาการบางอย่างโดยไม่ตั้งใจ เป็นต้นว่า เปล่งอุทาน บ้างก็รู้สึกเย็นซาบซ่านแผ่เอิบอาบดื่มด่ำไปทั่ว แม้แต่คนที่เฝ้าชมพระบารมีผ่านทางโทรทัศน์อยู่ที่บ้านก็เกิดอาการไม่ต่างกัน

(พระราชดำรัสที่ตรัสแก่ปวงชนชาวไทยในครั้งนั้นมีใจความว่า “...คุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรักความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง

ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน

ประการที่สอง คือ การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงานประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และแก่ประเทศชาติ

ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกาและในระเบียบแบบแผนโดยเท่าเทียมเสมอกัน

ประการที่สี่ คือ การที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิด ความเห็นของตนให้ถูกต้องเที่ยงตรงและมั่นคงอยู่ในเหตุในผล

หากความคิดจิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกันในทางที่ดี ที่เจริญนี้ยังมีพร้อมมูลอยู่ในกาย ในใจของคนไทย ก็มั่นใจได้ว่าประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไปได้ จึงขอให้ท่านทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าได้รักษาจิตใจและคุณธรรมนี้ไว้ให้เหนียวแน่น และถ่ายทอดความคิดจิตใจนี้กันต่อไปอย่าให้ขาดสาย เพื่อให้ประเทศชาติของเราดำรงยืนยงอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ทั้งในปัจจุบันและในภายหน้า”)

แท้จริงแล้ว ศรัทธาในองค์พระประมุขเป็นบุพนิมิตของความรักความสามัคคี และหนทางสู่ความสุขของประชาชาติ ทำให้คนไทยสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษา พัฒนาชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไปได้ตลอดรอดฝั่ง อย่างไรก็ตามศรัทธาเป็นขั้นต้นที่สุดในกระบวนการพัฒนามนุษย์ เมื่อเกิดศรัทธาขึ้นแล้ว ปวงชนชาวไทยควรใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับช่วยให้ก้าวหน้าต่อไป จนถึงขั้นประโยชน์สูงสุดแก่ตนและส่วนรวมให้ได้ ไม่ควรหยุดนิ่งอยู่เพียงแค่ศรัทธา ควรให้ความมั่นใจในพระคุณความดีของพระองค์ที่มีอย่างเต็มเปี่ยมเป็นร่องนำใจดิ่งไปสู่ความเพียรพยายาม น้อมนำพระบรมราโชวาท พระราชดำรัส พระราชดำริ และสิ่งที่ทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่าง มาปฏิบัติพิสูจน์ให้ประจักษ์ความจริง มีกำลังใจก้าวหน้าไม่ท้อถอย ความเพียรจะช่วยให้มีสติกำกับไว้กับกิจ นึกถึงสิ่งที่พึงทำพึงเกี่ยวข้อง เมื่อมีสติแล้วมีใจตั้งมั่นแน่วแน่ในกิจ ในสิ่งที่กำหนด เมื่อใจแน่วแน่ดีแล้วก็จะรู้สิ่งที่ทำที่ปฏิบัติ หยั่งรู้หรือรู้เท่าทันสภาวะ เมื่อถึงขั้นนี้แล้วศรัทธาย่อมหนักแน่นไม่คลอนแคลน เพราะเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญาของตนแล้ว

หลายปีก่อน (ปี พ.ศ. ๒๕๓๙) พระองค์ทรงเตือนชาวไทยให้มีความเพียรพยายามผ่านทางพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” ด้วยอาจจะทรงเล็งเห็นว่าความเพียรและความมุ่งมั่นของคนไทยยังควรทำให้มีมากขึ้นอีก สังเกตเห็นได้จากหลังได้ฟังพระราชดำรัสวันเฉลิมพระชนมพรรษาแต่ละปี ฝ่ายต่างๆ ก็ออกมาพูดว่าจะสนองพระราชดำรัสกันด้วยประการต่างๆ คล้อยหลังไม่นานการปรารภนั้นก็ค่อยๆ หายเงียบไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ปีต่อๆ มาก็ทำอย่างเดิม ใช่หรือไม่ว่าควรเลิกการสักแต่ว่าทำแบบไฟไหม้ฟางเสียที

Yประเทศไทยเสื่อมหรือเจริย่อมเป็นไปตามความประพติของคนไทย

ความในอัคคัญญสูตรที่ยกมาในตอนต้นนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า โลกเสื่อมหรือเจริญย่อมเป็นไปตามแบบแผนความประพฤติ หน้าที่การกระทำของมนุษยชาติ ฉันใด ประเทศไทยจะเสื่อมหรือเจริญย่อมเป็นไปตามแบบแผนความประพฤติ หน้าที่การกระทำของชาวไทย ฉันนั้น  นอกจากนี้ย่อมไม่ถูกต้องด้วยประการทั้งปวงที่จะผลักภาระในการทรงคุณธรรมไว้ที่พระราชาแต่เพียงพระองค์เดียว แต่พสกนิกรไม่น้อมนำธรรมให้เกิดมีในตน รวมทั้งผู้ที่รับพระราชอำนาจไปปฏิบัติต่างพระเนตรพระกรรณทุกระดับ ทั้งฝ่ายตุลาการ นิติบัญญัติ บริหาร ต้องน้อมนำธรรมมีจักรวรรดิวัตร ทศพิธราชธรรม ราชสังคหวัตถุ เป็นต้น ไปกำกับด้วย เพื่อความไม่บกพร่องแห่งธรรม

หากชาวไทยทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ร่วมใจกันประพฤติธรรมของแต่ละอาชีพ แต่ละบุคคล เช่น ธรรมสำหรับครอบครัวดีมีสุข ธรรมสำหรับสมาชิกที่ดีของสังคม ธรรมสำหรับการหาเลี้ยงชีพ ธรรมสำหรับคนเล่าเรียน ธรรมสำหรับนักปกครอง ธรรมสำหรับคนทำการค้าขาย ธรรมสำหรับคนสืบศาสนา ฯลฯ จะเป็นสิ่งที่มีค่าต่อพระราชาเหนือกว่าการแสดงความเคารพเทิดทูนด้วยวัตถุสิ่งของ หรือคำถวายพระพรใดๆ

แน่นอนว่าการทำเช่นนั้นย่อมทำให้พระองค์ “ผู้ทำให้ชนชาวไทยยินดีได้โดยธรรม” ทรงเบิกบานพระทัย อิ่มพระทัย สงบเย็นพระวรกายและพระทัย ไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย ไร้ความข้องขัด…นั่นย่อมได้ชื่อว่าเป็นการบูชาเทิดทูนโดยแท้ เพราะเทิดทูนบูชาโดยธรรม Y›Y

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เพลง : ล้นเกล้าเผ่าไทย   เนื้อร้อง : ชลธี ธารทอง   ขับร้อง : สายัณห์ สัญญา

 

 

 

 

 

 

 

 



โดย เสดพีร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net