วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เธอสุขอยู่ได้อย่างไรเมื่อผองชนทนทุกข์ยากลำเค็ญ


ก่อนหน้านี้… 

ผมรู้จักเธอจากกิจกรรมเชียร์ของคณะตอนเรายังเป็นนักศึกษาใหม่ เมื่อขึ้นปีสองผมได้พบเธอน้อยลงเพราะสาขาที่ต่างกัน หากเจอโดยบังเอิญเราเพียงเอ่ยทักทายและส่งยิ้มให้กันอย่างคนรู้จัก ใจหวังอยากชวนเธอไปทานข้าวด้วยบ้างแต่ถ้อยคำกลับพลัดหายในลำคอเสียทุกคราว จึงไม่อาจทราบได้ว่าเธอจะตอบรับหรือปฏิเสธ

จนกระทั่ง…

เมื่อราวๆสัปดาห์ก่อน เพื่อนคนหนึ่งชวนผมไปออกค่าย ผมไม่ใช่นักกิจกรรม, ไม่ใช่นักอนุรักษ์และไม่ใช่นักนิยมไพร แต่ผมก็ตอบตกลง  ครั้นพอถึงวันปฐมนิเทศค่าย เขากลับบอกว่าติดธุระสำคัญไม่อาจไปได้ เขาแสดงความเสียใจและบอกผมว่า

“เอ็งจะไปหรือไม่ก็ได้” 

นี่เขาเห็นผมเป็นอะไรกัน...

ด้วยเหตุนี้ผมจึงมีโอกาสพบเธออีกหนหนึ่งในวันปฐมนิเทศค่ายนั่นเอง

ค่ำคืนวันอาทิตย์ปลายเดือนสิงหาคม...

ภายหลังแยกย้ายกับกลุ่มเพื่อนแล้ว ผมขับมอเตอร์ไซด์มาส่งเธอที่หอพัก อากาศเย็นหลังฝนตกทำให้ผมขับช้าๆ หรือแท้จริงแล้วอาจด้วยเหตุผลอื่น...

ผมแค่อยากยืดเวลาที่เราใกล้ชิดกันให้ยาวนานออกไป

เมื่อถึงหน้าหอพัก ผมตัดสินใจเอ่ยถามเธอบางอย่างหลังหายใจเข้าลึกๆ

“ทำไมเหรอ” เธอตอบ

ผมก้มหน้าและเอ่ยอีกคำถาม หลังหายใจเข้าลึกยิ่งกว่าครั้งไหนในชีวิต

เธอพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนเดินเข้าหอพักไปอย่างอ้อยอิ่ง

“…”

ผมได้แต่ยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจากมา ระหว่างกลับหอพักตนเอง ผมก็หวนคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดสองวันที่ผ่าน...

บ่ายแก่ๆของวันศุกร์...

เราชาวค่ายเริ่มออกเดินทางด้วยการโบกรถโดยแบ่งเป็นสามกลุ่ม และผมกับเธอได้อยู่กลุ่มเดียวกัน เป็นการเดินทางออกค่ายที่ดูแปลก อาจเพราะนี่ไม่ใช่ชมรม หากแต่เป็นการรวมกลุ่มของนักศึกษาบางคนที่ไม่ต้องการถูกยึดติดกับข้อจำกัดหลายๆอย่าง จากทางมหาวิทยาลัยที่มีต่อชมรมต่างๆ

“พวกเราคือกลุ่มอิสระ” รุ่นพี่คนหนึ่งป่าวประกาศตอนปฐมนิเทศชาวค่าย และขยายความต่อไปว่า เช่นนี้จึงทำให้งบประมาณของกลุ่มเรามีอย่างจำกัดจำเขี่ย รายรับส่วนใหญ่ได้มาจากการเปิดหมวกร้องเพลง ออกค่ายจำเป็นต้องโบกรถไป แต่ผมรู้สึกว่าการเดินทางอย่างนี้ให้บรรยากาศดีอยู่ไม่น้อย

“นี่เป็นค่ายที่ออกไปศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตและปัญหาของชาวบ้านในหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งภาครัฐเองต้องการโยกย้ายผู้คนออกจากพื้นที่ทำกิน อันเนื่องมาจากการประกาศเขตอุทยานขึ้นใหม่แต่ซ้อนทับกับพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน” พี่เมฆซึ่งเป็นพี่เลี้ยงประจำกลุ่มของผมเล่าให้ฟัง(อันที่จริงตอนปฐมนิเทศก็ดูเหมือนว่าจะกล่าวหนหนึ่งแล้ว)ขณะเราอยู่บนรถกระบะคันหนึ่งที่โบกได้ กลุ่มของเราโบกรถเพียงสองคันก็ถึงจุดนัดหมาย(อีกสองกลุ่มที่เหลือจากการสอบถามพบว่าอาศัยรถโบกไม่น้อยกว่าห้าคัน)

“โชคมักจะเข้าข้างมือใหม่” พี่เมฆเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ในกลุ่มมีเพียงพี่เมฆคนเดียวที่เคยเดินทางด้วยการโบกรถ(อย่างนับครั้งไม่ถ้วน) ระหว่างทางผมได้พูดคุยกับเธอมากกว่าเท่าที่ผ่านมารวมกันเสียอีก

บางสิ่งบางอย่าง... ได้ถูกถักทอขึ้นด้วยเรียบง่ายเช่นนี้เอง

จุดนัดหมายคือหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ติดชายขอบเขตอุทยานที่ประกาศขึ้นใหม่ “เราจะเห็นว่า หมู่บ้านแห่งนี้มีไฟฟ้าใช้ มีโรงเรียน หรือสิ่งอำนวยต่างๆอันพึงมีจากทางภาครัฐ แล้วหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งล่ะ? ห่างจากที่นี่เพียงสิบกว่ากิโลเมตรเท่านั้น เป็นเช่นไรกัน? นั่นคือสถานที่ที่เราจะเข้าไปเรียนรู้และแสวงหาคำถามกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น” พี่เมฆกล่าวขึ้นระหว่างพวกเรา(ชาวค่ายทุกคนมารวมกันครบแล้ว)รอรถที่ติดต่อไว้มารับเพื่อพาเข้าไปยังหมู่บ้าน

“แสวงหาคำถาม” ฟังดูโก้อย่างบอกไม่ถูก เห็นทีผมจะต้องจดจำไปใช้บ้าง

การเข้าถึงตัวหมู่บ้านแห่งนี้ต้องผ่านด่านตรวจของอุทยานก่อน เจ้าหน้าที่ดูไม่ตื่นตัวมากนัก คงเพราะทราบจากการแจ้งล่วงหน้าแล้ว ความวิบากของหนทางกอปรกับสายฝนที่โปรยปรายลงมา พวกผู้ชายจึงต้องลงเข็นรถกันหลายหน ในที่สุด เราก็ถึงหมู่บ้านอย่างทุลักทุเล ระยะทางเพียงสิบกว่ากิโลเมตรแต่ใช้เวลาร่วมชั่วโมง

ชาวบ้านหลายคนรอเราอยู่บริเวณศาลาประชาคม(สร้างโดยนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่มาออกค่ายก่อนหน้านี้) อาศัยแสงวอมแวมจากเปลวเทียนและตะเกียง กับไฟฉายไม่กี่อัน ในหมู่บ้านไร้ซึ่งไฟฟ้า ไม่มีบ้านเลขที่ ไม่มีผู้ใหญ่บ้าน ไม่มีสิ่งอำนวยใดๆจากทางราชการ จะมีก็เพียงถนนสายที่นำเราเข้ามาแค่นั้น แต่ปลายทางของถนนสายนี้หาใช่ที่หมู่บ้าน หากด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่ผมจะได้รู้ในภายหลัง

เราแบ่งกันออกเป็นสี่กลุ่มเพื่อแยกเข้าพักอาศัยกับแกนนำชาวบ้านที่ตระเตรียมรออยู่ ก่อนแยกย้ายตามกลุ่ม ผมหันมองไปมาอยู่ครู่หนึ่งคล้ายรอคอยบางสิ่ง

รอยยิ้มสองรอยที่ส่งถึงกันนั่นเอง

กลุ่มของผมมีห้าคน มีพี่เมฆ,ผมและเพื่อนนักศึกษาอีกสามคน โดยเข้าพักบ้านของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง แม่น้อย คือชื่อที่พวกเราเรียกหญิงเจ้าของบ้าน  หลังจัดแจงข้าวของและล้างเนื้อล้างตัวเรียบร้อย พวกเราก็เข้านอน เสียงพี่เมฆพูดคุยกับแม่น้อยอยู่ใต้ถุนบ้านฟังไม่ได้ใจความนัก ผมหวนคิดเรื่องราวระหว่างเดินทางได้ครู่เดียวก่อนเผลอหลับด้วยความเพลีย

เช้าวันเสาร์ซึ่งฟ้าครึ้มฝน...

กำหนดการง่ายๆในเช้านี้คือ ศึกษาวิถีชุมชนตามแต่การนำพาของเจ้าของบ้าน ผมคาดว่า แต่ละกลุ่มคงมีพี่เลี้ยงคอยซักไซ้เรื่องราวต่างๆจากชาวบ้าน ให้ลูกค่ายได้รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดอยู่ขณะนี้ เห็นได้จากพี่เมฆจะคอยสอบถามแม่น้อยอยู่เป็นระยะๆ ระหว่างทางที่แม่น้อยพาเราไปนาข้าวไร่ของเธอ ละอองฝนที่โปรยลงมาให้ผมรู้สึกชุ่มฉ่ำ ผมได้กลิ่นหอมอ่อนๆเมื่อเราผ่านทุ่งข้าวขจีในนาของชาวบ้านคนหนึ่ง แมกไม้เขียวสด นกร้องเจื้อยแจ้ว นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายอย่างนี้ เพื่อนคนอื่นๆดูเริงร่าเช่นกัน จนแทบไม่มีใครใส่ใจบทสนทนาระหว่างพี่เมฆกับแม่น้อยมากนัก

“ใกล้ถึงแล้ว” แม่น้อยบอก พร้อมกันนั้น ผมก็ได้ยินเสียงเพลงแตกพร่าที่น่าจะมาจากวิทยุเก่าๆแว่วทักทายเรา พอพ้นทิวไม้ภาพที่เห็นทำให้ผมคล้ายพลัดหายไปจากกาลเวลาอย่างสิ้นเชิง แม้จะเป็นเวลาชั่วขณะก็ตามที

กระท่อมบนเนินขนาดย่อม รายล้อมด้วยทิวข้าวกำลังโบกพลิ้วไปมาตามกระแสลม ฉากหลังเป็นเทือกเขาและเมฆเทาหม่น ขณะแดดส่องผ่านเมฆลงมา ผมรู้ว่าคำบรรยายแทนได้เพียงเศษเสี้ยว แค่พอให้เห็นเค้าโครงเท่านั้น...

“ไร้ถ้อยคำบรรยาย” ผมขอเลือกใช้วลีเชยๆนี้แทนดีกว่า

ดูเหมือนละอองฝนจะหยุดโปรยลงมาแล้ว เพื่อนร่วมกลุ่มสามคนขอตัวเดินเที่ยวชมโดยรอบ พวกเขาคงได้ภาพถ่ายสวยๆไปอวดคนอื่นเป็นแน่ ส่วนผม,พี่เมฆและแม่น้อยมุ่งสู่กระท่อม แม่น้อยบอกว่าพ่อ(แฟนแม่น้อย)มักมานอนที่กระท่อมในช่วงนี้ ตอนนี้คงออกไปทำอะไรสักอย่าง อาจหาของป่าหรือไม่ก็เก็บฟืน เรานั่งล้อมวงกัน กลางวงมีกองขี้เถ้าแต่ยังมีไออุ่นอยู่ พี่เมฆใช้ไม้เขี่ยกองขี้เถ้าไปมาก่อนเขี่ยเศษถ่านที่พบเข้ารวมกัน เป่าสองสามที กองเศษถ่านก็แดงปลั่ง ผมทำตัวเป็นดังนกรู้โดยหาเศษไม้ใบหญ้ามากองทับ แล้วช่วยกันเป่าอยู่ครู่เดียวเราก็ได้อาศัยไออุ่นจากกองไฟกัน

บนหัวของพี่เมฆและผมเต็มไปด้วยขี้เถ้าก่อนเราจะปัดออก

แม่น้อยหัวเราะออกมา

เป็นครั้งแรกที่ผมเห็น

คล้ายว่าการหัวเราะคือโรคติดต่อชนิดหนึ่ง

เราสามคนหัวเราะจนลั่นกระท่อม

แม่น้อยไปค้นเจอขวดกาแฟของพ่อ มีเพียงกาแฟอย่างเดียว ต้มในหม้อบุบเบี้ยวใบหนึ่งเดียวของที่นี่ เป็นครั้งแรกที่ผมลิ้มลองดื่มกาแฟโดยปราศจากเครื่องปรุงแต่ง ผมแสดงสีหน้าพิกล

เสียงหัวเราะจึงลั่นกระท่อมอีกหน

แล้วเสวนาวงกาแฟก็เริ่มขึ้น คราวนี้เองที่ผมมีความตั้งใจอยากรับรู้เรื่องราวต่างๆอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ออกค่ายมา ให้รู้สึกละอายตัวเองนัก ผมมองย้อนความเดียงสาที่แสดงออกของตน ผมอยากเอ่ยสารภาพบาป แต่เมื่อเหลียวมองพี่เมฆ ผมรู้ได้ทันทีว่าไม่มีความจำเป็นเลย

เหมือนพี่เมฆจะรู้ พี่เมฆน่าจะรู้ เพราะเขาเริ่มการสนทนาหนนี้ด้วยเรื่องราวเดิมๆซ้ำอีกครั้ง คล้ายคุรุผู้ทบทวนบทเรียนให้ศิษย์ด้อยปัญญาอย่างมีเมตตา แม่น้อยยังเสริมในบางเรื่องอีก หนึ่งคนถามกับอีกสองคนตอบ ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงได้รู้ว่าถนนสายที่นำเราเข้ามาคือทางขนไม้เถื่อนสายเก่า และกำลังจะเปิดให้บริการอีกครั้งหากอพยพชาวบ้านออกไปได้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงรับรู้ถึงจุดประสงค์ของการออกค่ายครั้งนี้อย่างถ่องแท้ ด้วยเหตุนี้เองผมจึงเริ่มเข้าใจความทุกข์ยากของผู้ที่ถูกเรียกว่า “คนชายขอบ” ด้วยเหตุนี้เองผมจึงเริ่มสำเหนียกรู้ถึงความไม่ชอบธรรม, ความไม่เท่าเทียม ของอำนาจรัฐ และด้วยเหตุนี้เองที่ก่อให้เกิดคำถามมากมายอันนำไปสู่การแสวงหาคำตอบในภายหลัง

นี่เป็นเพียงก้าวเล็กๆของผม ไม่อาจเรียกได้ว่าคือก้าวอันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ

ตอนบ่าย เราชาวค่ายกลับมารวมกันที่ศาลาประชาคม ตั้งวงเสวนาแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ได้ไปเรียนรู้มา กลุ่มหนึ่งไปเก็บของป่า(หน่อไม้และเห็ด) อีกกลุ่มไปเดินป่าก่อนแวะเล่นน้ำตกเล็กๆแห่งหนึ่ง สองกลุ่มที่เหลือได้ไปดูนาข้าว วงเสวนาเริ่มเป็นกันเองจากความสนิทสนมที่เพิ่มพูน จบแล้วมีกิจกรรมนันทนาการเพื่อผ่อนคลายและเชื่อมความสัมพันธ์ของชาวค่ายไปในตัว ก่อนจะให้แยกย้ายกลับไปเตรียมการแสดงของแต่ละกลุ่มในค่ำคืนนี้

ผมอยากชวนเธอไปเดินเล่นแต่คิดว่าคงไม่เหมาะนัก เราจึงเพียงแค่พูดคุยทักทายแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ไปประสบมาสู่กันฟัง

บางสิ่งบางอย่างที่ถูกถักทอ... ได้สานต่อและดำเนินไปตามครรลองด้วยตัวมันเอง

 ดูเหมือนว่าการแสดงของนักศึกษาในคืนนี้ ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของชาวบ้านได้บ้าง สังเกตได้จากเสียงหัวเราะปรบมือชอบใจ การแสดงของกลุ่มหนึ่งดูจะได้รับความสนใจจากชาวบ้านเป็นพิเศษ ถึงกับเรียกร้องให้มีการแสดงอีกครั้ง เมื่อเสร็จสิ้นการแสดง ชาวบ้านรีรออยู่พักหนึ่ง พอเห็นว่าไม่มีสิ่งน่าสนใจแล้วจึงแยกย้ายกลับไปนอนเพื่อเอาแรงไว้ต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆในวันพรุ่ง แต่ชาวค่ายส่วนใหญ่ยังรวมตัวกันอยู่ เป็นวงสนทนาย่อมๆอยู่สักพัก แล้วการขับกล่อมบรรเลงบทเพลงก็เริ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นเพลงค่ายกับเพลงเพื่อชีวิต ซึ่งไม่คุ้นหูผมเอาเสียเลย แต่ก็เข้าบรรยากาศอย่างดีเยี่ยม ชั่วขณะหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว สายตาของผมเลื่อนไปทางเธอ นั่นทำให้ดวงตาสองคู่ได้พบกัน

ถ้อยอันใดดูเหมือนจะไร้ค่าหากเอ่ยออกมา ณ ห้วงเวลานั้น...

เช้าวันอาทิตย์ซึ่งเมฆเทาหม่นแผ่คลุมฟ้า...

เป็นการตั้งวงเสวนากับชาวบ้าน และเมื่อถึงตอนจากลา แม่น้อยได้ร่ำไห้

มันเป็นไปอย่างเรียบๆและง่ายดาย  แกนนำชาวบ้านกล่าวอำลา นักศึกษากล่าวอำลา พวกเราร่วมร้องเพลง รถเข้ามารับ ขณะที่คนอื่นๆกำลังขึ้นรถ ผมและพี่เมฆได้เดินเข้าไปอำลาแม่น้อย

ถึงตอนนี้เองแม่น้อยก็ร่ำไห้ พร้อมกับเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา“แม่ไม่อยากเห็นนักศึกษาเข้ามาอีกแล้ว แม่ไม่อยาก เพราะอะไรหรือ? เพราะนักศึกษามักจะเข้ามาพร้อมกับความหวัง ความหวังให้กับคนอย่างพวกแม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่พอลูกๆนักศึกษาจากไปก็นำมันกลับไปด้วย พร้อมทิ้งแต่ความผิดหวังไว้ข้างหลังโดยไม่เคยกลับมาเหลียวแลอีกเลย”

แม่น้อยกล่าวทั้งสะอื้น...

“...”

“...”

บางครั้งการเงียบก็อาจดีกว่าวาจาใดๆที่เอ่ยออกมา

พี่เมฆและผมได้แต่นิ่งเงียบพร้อมกุมมือแม่น้อยเอาไว้คนละข้าง

รถกำลังเคลื่อนจากหมู่บ้านอย่างช้าๆ...

"รักษาตัวนะลูกๆ" แม่น้อยตะโกนส่ง แววตาสุดท้ายที่แม่น้อยมองมา เป็นอย่างที่พบเห็นได้ในผู้เป็นแม่ยามต้องจากลา ผมไม่เคยได้รับแววตาเช่นนี้อีกเลยนับตั้งแต่แม่เสียชีวิต นี่เองที่ทำผมไม่อาจทนได้จึงเบือนหน้าหนีส่วนพี่เมฆเอาแต่ก้มหน้านิ่ง เขาอาจคิดว่าถูกหรือเปล่าที่ไม่ตอบอะไรไปในตอนนั้น หรืออาจเพราะไม่แน่ใจว่าหากตอบออกไปแล้วจะเป็นความจริงหรือไม่ ความเงียบอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุด หรือกลับกลายเป็นคำตอบที่แย่ที่สุดก็ได้

แท้จริงแล้วความเงียบหาใช่คำตอบ

ความเงียบก็เป็นได้แค่ความเงียบเท่านั้น

การแบ่งกลุ่มโบกรถในตอนกลับ ผมไม่ได้อยู่กลุ่มกับเธอ ไม่ได้อยู่กลุ่มกับพี่เมฆ และผมไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะสนทนากับใคร จึงได้แต่นั่งเงียบๆจ่อมจมอยู่ในห้วงภวังค์แห่งตน ช่วงแรกฝนตกลงมาเป็นระยะ ทำให้เราเปียกปอนและหนาวเหน็บตามๆกัน แต่อย่างน้อยฝนก็ไม่ตกตลอดเส้นทาง

เมื่อกลับถึงมหาวิทยาลัยด้วยสวัสดิภาพครบทุกคนแล้ว เรานัดแนะกินอาหารค่ำด้วยกัน

ไม่พ้นร้านเนื้อย่าง ไม่พ้นร้องคาราโอเกะ สูตรสำเร็จของนักศึกษา...

แม้ทุกคนดูเมื่อยล้าจากการเดินทาง แต่ก็ยังสนุกสนานเสียราวกับพวกเขาห่างมานานนับเดือน ความโหยหาสังคมอันคุ้นชินคงเป็นสิ่งที่ได้รับจากการออกค่าย นอกเหนือไปจากเรื่องเล่าสนุกๆ นอกเหนือไปจากภาพถ่ายงามๆ นอกเหนือไปจากการเหยียบย่ำทำลายฝันของผู้คนบางกลุ่มอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว คงเป็นได้แค่นี้สินะการออกค่าย หากเป็นเมื่อก่อนผมไม่น่าต่างจากนี้ แต่เพราะถ้อยคำของแม่น้อยที่ยังวนเวียนให้นึกคิด

ผมจึงเดินออกมา

และมองเหม่อผ่านหน้าต่าง ไปยังความว่างเปล่าที่แทรกอยู่ระหว่างเม็ดฝนต้องแสงไฟยามค่ำคืน…

ที่มาเพลงประกอบเรื่อง http://www.9dern.com/

โดย ดุจดังฯคนจร

 

กลับไปที่ www.oknation.net