วันที่ ศุกร์ ธันวาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"คำสอนของพ่อ"


เขาคิดว่ามันช่างเป็นปีใหม่ที่โหดร้ายสำหรับชีวิตที่ไม่เคยประสบความล้มเหลวตลอด 25 ปี ที่ผ่านมา  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน ความรัก กระทั่งหน้าที่การงาน  เขาก็เป็นคนแรกของรุ่นที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าได้ก่อนใคร ๆ นั่นแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ทำให้เขาภูมิใจในตัวเองเสมอมา

                แล้วดูเขาในวันนี้สิ  กระจกที่สะท้อนตัวตนของเขาในขณะนี้  แสดงให้เห็นถึงชายหนุ่มค่อนข้างโทรมและขาดการเอาใจใส่ดูแลตัวเอง 

                อะไรทำให้ชีวิตที่รุ่งโรจน์ของเขาแปรเปลี่ยนมาเป็นชายหนุ่มผู้อับโชคน่ะหรือ  ก็เจ้า “ความล้มเหลว”  ที่จู่ ๆ ก็ก้าวเข้ามาสู่ชีวิตโดยที่เขาไม่ได้เชิญนั่นสิ  เป็นวายร้ายบ่อนทำลายจนชีวิตเขาหมดสิ้นไปทุกอย่าง  และต้องโซซัดโซเซกลับบ้านเกิดที่เขาไม่เคยนึกถึงในช่วงเวลาที่ชีวิตเปี่ยมไปด้วยความสำเร็จ

                นอกหน้าต่างที่เขามองออกไป  เป็นทุ่งนาเขียวขจีกว้างใหญ่  ที่ผู้เป็นบิดาของเขาภูมิใจนักหนา  แม้ว่ามันจะเป็นงานหนักที่รายได้แทบจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุนและลงแรง  แต่เขาก็ไม่เคยเห็นบิดาท้อถอย  ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรทำให้พ่อเขามีความอดทนได้มากถึงเพียงนี้

                “ออกไปนากับพ่อไหม”  ผู้เป็นพ่อเอ่ยชวนขึ้นเป็นครั้งแรก  เมื่อเห็นบุตรชายผู้จมอยู่กับความทุกข์  ไม่มีทีท่าจะกระตือรือร้นที่จะเรียกหาชีวิตสดใสของตัวเองกลับคืนมา

                เขารู้สึกแปลกใจกับคำชวนนั้น  ความจริงพ่อน่าจะรู้ว่าเขาเกลียดชังการทำนาเพียงใด  แม้ว่ามันจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขามีวัยและวันที่ดีก็เถอะ  แต่ในยามนี้เขาไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะทัดทานคำของใคร  นอกจากจะโอนอ่อนผ่อนตามราวกับหุ่นชักยนต์ที่ไร้สมอง

                เขาปล่อยให้ผู้เป็นพ่อพาไปยังโกดังเก็บเมล็ดพันธุ์จำนวนมาก  ที่ถูกเตรียมไว้สำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลหน้า

                “รู้ไหมทำไมพ่อถึงมีเมล็ดพันธุ์มากมายขนาดนี้”  เขาส่ายศีรษะทันทีที่บิดาจบคำถาม  โดยคร้านที่จะคิดค้นหาคำตอบ  ก็จะเอาอะไรกับคนล้มเหลวสิ้นท่าอย่างเขาเล่า

                “ก็เพราะว่ากว่าที่พ่อจะได้นาเขียวขจีอย่างที่ลูกเห็น  ล้วนแต่ต้องผ่านบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของเมล็ดพันธุ์ทั้งสิ้น  ไม่ใช่ว่าเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดจะเจริญเติบโตได้อย่างที่เราหวัง  และเมื่อมันโตแล้วก็ใช่ว่ามันจะแข็งแรงจนอยู่รอดถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว  นี่ไงละคือเหตุผลที่พ่อต้องมีเมล็ดพันธุ์ให้มากพอ  เพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่เราปรารถนา   แล้วลูกล่ะใช้เมล็ดพันธุ์มากน้อยแค่ไหนในการสร้างความสำเร็จให้ตัวเอง? ”

                เขานิ่งอึ้งกับคำถามของบิดา  ผู้ซึ่งเขามักจะพูดติดปากอย่างดูแคลนเสมอว่า  “ความรู้น้อยอย่างพ่อจะมาเข้าใจอะไร” แต่วันนี้เขารู้แล้วว่าคนที่รู้น้อยคือเขาต่างหาก 

จริงสิ !!! เขาไม่ได้หว่านเมล็ดพันธุ์เพื่อความสำเร็จอย่างเต็มที่เลยแม้แต่น้อย  อาจเพราะความย่ามใจจากการที่ไม่เคยล้มเหลวในชีวิต  จึงทำให้เขาคาดหวังสูงเสมอว่า ทุกครั้งที่ลงมือความสำเร็จจะต้องมาเยือน  โดยไม่เคยเตรียมใจรับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นมาก่อน  และเมี่อมันก้าวเข้ามาเป็นนายชีวิตของเขาในวันหนึ่ง  ก็ทำให้ช่วงเวลาหลังจากนั้นพังทลายและเลวร้ายลง  โดยที่เขาไม่ได้พยายามที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรงมากพอลงไปเพิ่มเติม

“ลูกรู้ไหมว่าทำไมพ่อถึงไม่เคยทุกข์ท้อสิ้นหวัง  แม้ในยามที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ไร่นาเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้เต็มที่” เขาส่ายหัวไม่มีคำตอบใด ๆ ให้บิดาเช่นเคย 

ผู้เป็นพ่อยิ้มเอามือโอบมาที่ไหล่ของเขาอย่างปลอบประโลม และตบหนัก ๆ ไปที่บ่า เหมือนจะกระตุ้นให้เขาตื่นตัวจากการล้มที่ยังไม่ยอมลุก  “ก็เพราะว่าพ่อไม่เคยคาดหวังอะไรเกินกว่าที่มันควรจะเป็น  และพ่อก็เข้าใจดีว่าทุกอย่างที่ลงทุนลงแรงไป ไม่มีอะไรได้ร้อยเปอร์เซ็นต์  อย่างเมล็ดพันธุ์นั่นไงเราอาจหว่านไปเป็นร้อย  เพียงเพื่อจะพบว่ามันงอกงามเพียงหนึ่งในสาม หรืออาจจะมากกว่า หรือน้อยกว่านั้น  เราไม่อาจรู้ได้หรอก  เพราะมันมีปัจจัยตั้งหลายอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุม  อย่างนี้แล้วเราจะหวังผลให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ต้องการร้อยเปอร์เซ็นต์ได้อย่างไร  และเมื่อมันไม่ได้เต็มร้อย ได้มาสักเกินครึ่งก็ดีกว่าไม่ได้เลย ไม่ใช่หรือ ”

          คำพูดของบิดาเปิดมุมมองอีกมิติหนึ่งที่เขาไม่เคยมองเห็น  มันทำให้เขาย้อนนึกถึงความล้มเหลวที่เขาเฝ้าคิดวนเวียนจนไม่เป็นอันทำอะไรว่า แท้จริงแล้วความล้มเหลวที่สุดของเขาคือการไม่กล้าเผชิญหน้ากับความเป็นจริงต่างหาก  ไม่ใช่ความไม่สำเร็จจากการปฏิบัติหน้าที่เลย เพราะแม้ว่าเขาจะไม่ได้เลื่อนตำแหน่งตามที่คาดหวัง  เนื่องจากความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน  แต่บริษัทก็ยังให้ความไว้วางใจให้เขาอยู่ในตำแหน่งเดิม  โดยให้โอกาสเขาได้ทำงานต่อ

                มีแต่เขาเองนั่นแหละที่กดดันตัวเองและไร้สุขไปเสียทุกครั้งที่ก้าวเข้าไปในบริษัท  เพราะมัวแต่คิดไปว่าผู้คนจะพากันซุบซิบนินทา เยาะเย้ยกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น  ทั้ง ๆ ที่เขาเองก็ยังไม่เคยได้ยินสิ่งเหล่านั้น  นอกจากว่ามันจะดังกังวานถากถางอยู่ในหัวสมองของเขาเอง  

                “ลูกมองไปที่ต้นข้าวพวกนั้นสิ  เชื่อไหมว่าพ่อจะทำให้ฤดูกาลหน้าดีกว่าฤดูกาลนี้ ถ้าปัจจัยทุกอย่างยังเป็นเงื่อนไขเดิมนะ”

                “ทำไมพ่อถึงมั่นใจอย่างนั้นละ”  เขาถามอย่างสงสัย

                “ก็เพราะถ้าปัจจัยทุกอย่างไม่ได้แปรเปลี่ยนไป  เราก็ได้ประสบการณ์แล้วว่า อะไรที่ทำให้ผลผลิตไม่งอกงามตามที่ตั้งเป้าหมาย  อย่างนี้แล้วจะไม่ให้เรามีผลผลิตที่ดีกว่าในฤดูกาลหน้าได้อย่างไร  ในเมื่อเรารู้ปัญหาและได้แก้ไขมันไปแล้ว  แต่ก็อย่างที่พ่อบอกละนะ  ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้ทั้งหมด  ดังนั้นพ่อจึงเผื่อใจไว้เสมอเพื่อเผชิญกับความผันแปรที่อาจเกิดขึ้น  แล้วลูกละได้ใช้ประโยชน์จากความล้มเหลวของตัวเองบ้างหรือยัง”

                จริงสินะ !!! ถ้าเขาไม่มัวแต่จมปลักกับความล้มเหลวที่ผ่านไปแล้ว  เขาก็คงได้ใช้มันให้คุ้มค่าเพื่อเป็นบทเรียนในก้าวต่อไปของการทำงาน  และมันก็จะกลายเป็นบันไดที่ทำให้เขาเดินขึ้นไปได้สูงขึ้น  แต่สิ่งที่ฉุดชีวิตของเขาให้ต่ำลงอยู่ในขณะนี้คือ “ล้มแล้วลุกไม่เป็น พอลุกแล้วก็ยังไม่ยอมเดินไปข้างหน้า  ชีวิตก็เลยหยุดอยู่กับที่ ไม่มีโอกาสกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง”

                พ่อและนาข้าวที่เขาไม่เคยเห็นคุณค่า  กลับกลายมาเป็นแรงผลักดันให้เขาลุกขึ้นมาอย่างภาคภูมิอีกครั้ง เพื่อเผชิญกับความไม่แน่นอนในชีวิตที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน  วันนี้เขาได้รู้แล้วว่า “สูตรแห่งความสำเร็จเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ถ้าเรารู้จักพยายามทำในสิ่งที่ล้มเหลวให้มากกว่าหนึ่งครั้ง  มีพลังใจที่เข้มแข็งเมื่อความพยายามไร้ผล และผจญกับความไม่แน่นอนอย่างมีสติ ที่สำคัญต้องรู้จักทิ้งความคาดหวังที่เกินพอดี  แค่นี้เขาก็จะมีชีวิตที่ดีกว่า เหมือนพ่อที่จะมีข้าวที่ได้ผลผลิตมากกว่าฤดูกาลนี้”

                เขาหันไปกอดพ่อไว้อย่างแนบแน่น และพูดเบา ๆ ว่า “ขอบคุณครับพ่อ”

 

โดย มาตาวายุกานต์

 

กลับไปที่ www.oknation.net