วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประเทศไทยจะอยู่ที่ไหน หลังการเลือกตั้ง 23 ธ.ค.50


           มัวแต่ดูบรรดานักการเมืองบ้านเราวาดฝันให้ชาวบ้านดูจนเพลิน  บังเอิญเห็นข่าวเล็กๆ ชิ้นหนึ่งเมื่อไม่กี่วันก่อนเลย อดสะดุ้งไม่ได้

           

            เพราะเนื้อหาของข่าวทำให้ชาวบ้านอย่างเราอดที่จะตั้งคำถามกับพรรคการเมืองที่กำลังแย่งชิงกันเข้ามาบริหารประเทศไม่ได้

           

            การประชุมทางด้านเศรษฐกิจระดับโลกที่เรียกกันว่า World Economic Forum เพิ่งจะขยับอันดับของสิงคโปร์ในฐานะเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันจนสามารถแซงประเทศที่พัฒนาแล้วเกือบทั่วโลก

 

          สิงคโปร์ติดอันหนึ่งในสิบของโลกมาหลายปี   ปีที่แล้วอยู่อันดับแปด   แต่ล่าสุดถูกเลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับเจ็ด   ถีบเอายักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างประเทศญี่ปุ่นและอังกฤษหล่นไปอยู่อันดับที่แปดและเก้าตามลำดับ

 

            ที่ต้องพูดถึงสิงคโปร์บ่อยๆ เพราะอยากให้คนไทยรู้ว่าเพื่อนบ้านเราไปถึงไหนแล้ว ในขณะที่การเมืองเรายังย่ำอยู่กับที่

 

            เวลาพูดถึงขีดความสามารถในการแข่งขัน   เขาจะดูกันที่โครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคมของแต่ประเทศ    ตลอดจน คุณภาพและสมรรถนะของสถาบันหลักๆ ของประเทศ

 

การให้คะแนนก็ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพทางด้านการศึกษาและสาธารณะสุข  การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี และความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่

 

ไม่ต้องอิจฉาถ้าจะบอกว่าถ้าพูดถึงถึงปัจจัยเหล่านี้ สิงคโปร์เป็นหนึ่งในเอเซียมานานแล้ว อย่าว่าแต่ประเทศไทยเลยครับที่สู้ไม่ได้ แม้แต่ประเทศที่ถือว่าอยู่แนวหน้าของการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน ยังต้องไล่ตามหลังสิงคโปร์ หรือแม้แต่ยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างจีนและอินเดียก็ยังห่างไกลจากสิงคโปร์มากในเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน 

 

แล้วประเทศไทยของเรา อยู่ที่ไหน?    ก็ต้องบอกตรงqว่าถูกทิ้งไม่เห็นฝุ่น

 

ถ้าเอาบรรดาปัจจัยทั้งหลายที่ใช้ในการวัดขีดความสามารถในการแข่งขันมาเทียบกันเราไม่มีอะไรไปสู้สิงคโปร์ได้เลย     ถือว่าเป็นบุญแล้วที่ยังสามารถเกาะอยู่ที่อันดับที่ 28  แม้แต่มาเลเซียเพื่อนบ้านทางใต้ของเราก็ยังเหนือไทยอยู่ถึงสี่ตำแหน่ง

 

            นักธุรกิจกว่า 10,000 คนที่ร่วมให้คะแนนในการสำรวจความเห็นครั้งนี้บอกว่าสิ่งที่เป็นจุดเด่นที่สุดของสิงคโปร์คือความโปร่งใสในกระบวนการตัดสินใจและการวางนโยบายของรัฐบาล

 

ถ้าจะแปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ  การกำหนดนโยบายหรือการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลสิงคโปร์ไม่มีการงุบงิบ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเล่นพรรคเล่นพวกเหมือนบ้านเรา

 

ในบ้านเรา ถ้าพูดถึงนักการเมืองเมื่อไร ชาวบ้านก็ได้แต่ส่ายหน้า แต่ในสิงคโปร์ประชาชนกลับมีความไว้วางใจต่อการทำงานของนักการเมืองในระดับที่สูงมาก  และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง

 

 เราอาจจะวิจารณ์ผู้นำการเมืองสิงคโปร์ว่าบริหารประเทศแบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ   แต่น้อยนักที่จะมีใครกล่าวหานักการเมืองสิงคโปร์ว่าขี้โกง

 

เพราะฉะนั้นนักการเมืองบ้านเราที่ชอบคุยโม้อยากจะทำเมืองไทยให้เหมือนสิงคโปร์ ต้องหันมาดูตัวเองหน่อยว่าได้ทำตัวให้ชาวบ้านศรัทธาเหมือนในสิงคโปร์หรือเปล่า

 

หากผู้นำการเมืองไทยวาดฝันว่าอยากเป็นแบบอดีตนายก ลี กวน ยู ของสิงคโปร์หรือมหาธีร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซีย ก็ควรถามตัวเองเหมือนกันว่าความซื่อสัตย์และการอุทิศตนให้กับสังคมแบบไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงสู้เขาได้หรือเปล่า

หากบรรดานักการเมืองบ้านเราตระหนักถึงการแข่งขันและความท้าทายในเวทีภูมิภาคและในเวทีโลกที่รอเราอยู่ข้างหน้าบ้าง ขณะที่เรามัววุ่นอยู่กับปัญหาความแตกแยกและการแย่งชิงความเป็นใหญ่ทางการเมือง  เพื่อนบ้านของเราไม่ยอมเสียเวลารอเรา   

 

อยากเห็นใครก็ตามที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมืองหลังการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมนี้  มองให้ไกลไปกว่าการแบ่งผลประโยชน์ทางการเมือง

 

จะสร้างรถไฟฟ้า  จะขยายกองทุนหมู่บ้าน  หรือจะทำอะไรเพื่อเอาใจคนยากคนจนด้วยนโยบายประชานิยมทั้งหลายก็ทำไปเถอะ ไม่มีใครว่าอะไร  แต่อย่าลืมก็แล้วกันว่า  ประเทศไทยต้องหาที่ยืนให้ตัวเองด้วยในเวทีโลก

 

แต่ความหวังที่ว่านี้ แค่เห็นนักการเมืองส่วนใหญ่ที่กำลังง่วนอยู่กับหาเสียงกันอยู่ ก็คงต้องทำใจกันหน่อยครับ

โดย เทพชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net