วันที่ อังคาร ธันวาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เผด็จการหรือสันดาน...ที่เป็นตัวถ่วงความเจริญตัวจริง


ธันวาคมเดือนแห่งวันประกาศรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เวลาล่วงเลยมาร่วมเจ็ดสิบห้าปี แต่การเมืองไทย รัฐธรรมนูญไทยก็ยังไม่เคยเต็มใบ. จากเหตุการณ์ยึดอำนาจด้วยเผด็จการทหารในอดีตที่ผ่านๆ มาทั่วโลก สอนให้เรารู้ว่าการใช้กำลัง ท้ายสุดย่อมไม่อาจใช้ปกครองคนได้รังแต่จะนำมาซึ่งความหายนะในที่สุด นั้นเป็นความจริงที่ทุกคนยอมรับ และอำนาจที่แท้จริงต้องเป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมืองพวกใดพวกหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนยอมรับเป็นสากลเช่นกัน

แต่กับเหตุการณ์ของไทย ทั้งสองเรื่องข้างต้นกลับแตกต่างจากที่โลกเคยเรียนรู้มาอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ อำนาจหรือประโยชน์ที่ควรเป็นของประชาชนนั้น กลับตกเป็นของนักการเมืองที่เข้ามาใช้ประชาธิปไตยอย่างบิดเบี้ยว จนสามารถกุมอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จเผด็จการได้ จนสื่อมวลชนขนานนามเรียกระบอบใหม่นี่ว่า "ทักษิณาธิปไตย"
อันเป็นที่มาของการยึดอำนาจคืนด้วยกำลังทหารที่กลับได้รับการต้อนรับอย่างยินดีปรีดาจากประชาชนกว่าครึ่งใน เวลาต่อมา แม้ว่าด้านที่ถูกโค่นไปนั้นจะมาตามระบอบและได้รับการเลือกตั้งเข้ามาก็ตาม

กลุ่มถูกโค่นล้มและกลุ่มยึดอำนาจ ล้วนอ้างว่าตนบริสุทธิ์ใจ เป็นผู้ปกป้องระบอบประชาธิปไตยตัวจริง และต้องการเห็นบ้านเมืองเจริญก้าวหน้าด้วยกันทั้งสิ้น ต่างฝ่ายจึงต่างมุ่งทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้องในหลักของตน

ความจริงแล้วทั้งสองฝ่ายล้วนมีส่วนที่เป็น"ประชา+อธิปไตย"และ"เผด็จการ" ด้วยกันทั้งนั้น แต่ไม่ได้เป็นโดยสมบูรณ์ เพราะเผด็จการและประชาธิปไตยเป็นของคู่กันมาเหมือนช้อนกับส้อม และมีอยู่ในทุกการปกครอง เพียงแต่ต่างกันที่รูปแบบที่ได้อำนาจมาและใช้อำนาจออกไปเท่านั้น. เมื่อใดที่อำนาจนั้นขาดการถ่วงดุล ไม่สามารถตรวจสอบได้ แม้จะอยู่ใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ก็หาได้เป็นประชาธิปไตยไม่ !! เมื่อนั้นจะต่างอะไรกับเผด็จการ?

แต่ไม่ว่าเผด็จการจะมาในรูปแบบไหนหรือปกครองด้วยระบอบใดก็ตาม ก็ไม่สลักสำคัญเท่ากับ ผู้ที่ได้รับอำนาจนั้นได้ใช้อำนาจที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมหรือไม่ เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม พรหมวิหาร 4 และทศพิธราชธรรม ความยุติธรรมเพียงพอหรือไม่ นี่ต่างหากที่สำคัญเหนือกว่าขั้นตอนระเบียบวิธีปฏิบัติ

ความเจริญที่หยิบมาใช้อ้างกันนั้น มันจริงหรือที่มีเพียง"เผด็จการ"เท่านั้นจะนำมาแต่ความเสื่อมและถดถอย? ในเมื่อประชาธิปไตยก็สามารถนำสู่ความเสื่อมและถดถอยในสังคมได้ไม่ต่างกัน หากมีผู้นำที่สันดานหยาบ ใจเร็ว หูเบา ปากจัด หน้าด้าน ขาดความรอบคอบและสติยั้งคิด ใช้อำนาจและเงินตราที่มีของตนในการแทรกแซง ทำลายการตรวจสอบและถ่วงดุล เพื่อครองไว้ซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ของตน มันก็ไม่ต่างอะไรกับเผด็จการ เพียงแต่นำหลักการประชาธิปไตยมาเป็นเกราะกำบัง แล้วใช้ทุนนิยมประชานิยม เป็นอาวุธ

หรือนี่เราถูกสอนมาให้โง่ตามแต่ก้นฝรั่ง ความเจริญในแบบฝรั่ง การศึกษาแบบฝรั่ง สังคมและรสนิยมแบบฝรั่ง จนถึงการปกครองตามแบบอย่างฝรั่ง เชื่อตามลัทธินิยมของฝรั่ง สนุกสนานกับหนังและเพลงฝรั่ง ฯลฯ หรือข้ออ้างที่ว่าหากเราไม่ทำตามต่างชาติจะรังเกียจ หากเราเป็นเผด็จการต่างชาติจะไม่ยอมรับ ฯลฯ

ก็แล้วก่อนที่ประเทศต้นแบบจะมีประชาธิปไตยเต็มใบหล่ะได้มาอย่างไร? ก็แล้วที่ประเทศมหาอำนาจประชาธิปไตยใช้กำลังทหารทำลายอธิปไตยผู้อื่นหล่ะ? ก็แล้วประเทศจีนที่ยังคงเป็นเผด็จการคอมมิวนิสต์ตลอดมา ยังทำการค้าติดต่อกับประเทศมหาอำนาจประชาธิปไตยได้ หนำซ้ำกลับมีระบบเศรษฐกิจที่เติบโตเป็นอย่างมากจนขึ้นสู่ประเทศมหาอำนาจได้ไม่ต่างกัน !!!

อะไรกันแน่ที่เป็นตัวถ่วงความเจริญ?

หรือเพราะการปกครองมันอยู่ที่ความเหมาะสมของเวลา รูปแบบสังคม และประชาชนของแต่ละประเทศ เพราะมันคงไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะใช้ได้กับทุกแห่งบนโลก. การพัฒนาคนให้เป็นคนดีฉลาดและรู้เท่าทันกัน นี่ต่างหากที่เป็นสูตรสำเร็จที่จะทำให้สังคมเจริญก้าวหน้า. แต่ถ้าประชาชนยังไม่มีความรู้ความเข้าใจและตามไม่ทันนักการเมืองชั่ว ประกอบกับสันดานมักง่ายเห็นแก่ตัวด้วยแล้ว บางทีอำนาจประชาชนเองนี่แหละที่อาจเป็นตัวถ่วงความเจริญเสียเอง

ดังนั้นไม่ว่าจะปกครองด้วยระบอบไหน หากชนชั้นปกครองเป็นผู้ดี มีธรรม และตั้งมั่นยึดเอาประโยชน์ของประเทศ ประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักแล้วนั้น ย่อมสร้างความเจริญให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน. และการตั้งมั่นในประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักนั่นก็คือ ประชาชนต้องมาก่อน ประชาชนคือผู้มีอำนาจ ที่ชนชั้นปกครองต้องฟังและสร้างประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนเหล่านั้น นี่มันก็เรียกว่า "ประชาธิปไตย" ไม่ใช่หรือ?

ที่มา:
บทบรรณาธิการ NutthNet.com เดือนธันวาคม '50
http://www.nutthnet.com/forum/topic.php?id=422

โดย peanut

 

กลับไปที่ www.oknation.net