วันที่ พุธ ธันวาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บทสัมภาษณ์วัฒนชัย วินิจจะกูล ผู้จัดการอนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลาคนแรก


วัฒนชัย วินิจจะกูล: คนตัวเล็กๆ ในประวัติศาสตร์เดือนตุลา ที่เที่ยวออกตามหาคนตัวเล็กๆ และความหมายของเดือนนั้น

- ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา สัมภาษณ์ นัสริน สมชาติ ภาพ -

ที่มา: http://www.onopen.com/2006/editor-spaces/1076


ในสงครามมิได้มีแต่แม่ทัพ ในประวัติศาสตร์มิได้มีแต่ผู้ปกครองฉันใด ในความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็มิได้มีแต่ตัวละครหลักๆ ที่คนรู้จักฉันนั้น เหตุผลดังกล่าว ทำให้พิพิธภัณฑ์ 14 ตุลา ริเริ่มโครงการออกตามหาคนตัวเล็กๆ ที่มีส่วนร่วมแรงร่วมใจในการเปลี่ยนประวัติศาสตร์การเมืองไทย อันเป็นการพลิกโฉมใหม่ให้อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาเปลี่ยนจากสถูปบูชาไปสู่การเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ

โครงการนี้ดำเนินไปภายใต้ความรับผิดชอบของ(อดีต)ผู้จัดการมูลนิธิอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคนแรก ที่ชื่อวัฒนชัย วินิจจะกูล คนตัวเล็กๆ ของตระกูล เมื่อเทียบกับ ธงชัย วินิจจะกูล ผู้พี่ชาย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำนักศึกษายุค 6 ตุลา 19 และปัจจุบันนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ชื่อดังแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา

เราอาจเคยได้ยินได้ฟังประสบการณ์มากมายจากผู้ที่ได้รับการเรียกขานว่าเป็น “คนเดือนตุลา” จนบางครั้งดูประหนึ่งว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องผูกขาดกับคนเพียงหยิบมือเดียว และหาได้มีส่วนสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างไม่ และจะมีก็แต่เฉพาะผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ครั้งนั้นเท่านั้น ที่จะมีความชอบธรรมในการดำเนินกิจกรรมใดๆ ภายใต้การตีตรา “คนเดือนตุลา” (ของแท้)

ในวาระที่ 30 ปี 6 ตุลาคม กำลังจะเวียนมาถึงในเดือนหน้า ท่ามกลางการเผชิญหน้าทางการเมืองที่เขม็งเกลียวขึ้น จนโหรใหญ่หลายคนออกมาทำนายว่า บ้านเมืองจะเกิดความวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง ดังที่เคยเกิดมาในทุกๆ 30 ปี

Image ฉบับนี้เปลี่ยนวิธีการเล่าประวัติศาสตร์จากกลุ่มแกนนำคนเดือนตุลา มาสู่มุมมองของเด็กชายวัย 10 ขวบที่ครอบครัวได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเหตุการณ์ ในวัยใกล้ 40 เด็กชายคนนี้ใช้เวลาแรมปีเที่ยวออกตามหาคนตัวเล็กๆ จากภาพถ่ายนับร้อยนับพันภาพ จนโครงการเกือบแล้วเสร็จก่อนตัดสินใจเดินจากมา ด้วยเหตุผลที่ดูเหมือนว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เขายืนยันว่าเป็นสปิริตสำคัญของเดือนตุลา ที่แม้จะล่วงผ่านเข้าสู่พฤศจิกาหรือธันวา ก็มิอาจละเลยได้

..............................


ชีวิตคุณค่อนข้างผูกพันกับธรรมศาสตร์ ตอนเด็กๆ อยู่ท่าพระจันทร์ อยากให้เล่าถึงบรรยากาศของท่าพระจันทร์สักหน่อย

ละแวกริมน้ำท่าพระจันทร์เป็นร้านอาหาร บ้านของเราก็เป็นร้านขายอาหาร เพราะฉะนั้นบรรยากาศท่าพระจันทร์ในวัยเด็กเท่าที่จำได้คือภาพคนเยอะแยะเดินผ่านเพื่อไปท่าเรือข้ามฟาก เพราะก่อนปี 2516 ยังไม่มีสะพานพระปิ่นเกล้า ร้านอาหารแถวนั้นก็มีไว้รองรับคนที่ต้องใช้เรือข้ามฟาก แล้วยังมีลูกค้าอีกกลุ่มที่สำคัญพอๆ กัน คือนักศึกษาธรรมศาสตร์

ผมเกิดปี 2509 สิ่งที่ได้เห็นเมื่อถึงวัยที่พอจำความได้คือความสัมพันธ์ของคนในย่านท่าพระจันทร์ ก็เหมือนหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีความเอื้อเฟื้อผูกพันกัน คนค้าขายถ้าว่างก็หาอะไรคุยกันไปได้ไม่รู้จบ แต่ก็มีบ้างบางรายที่เขม่นเคืองกันเป็นธรรมดา แย่งลูกค้ากันบ้าง ทำอาหารซ้ำซ้อนมาแข่งกันบ้าง แล้วก็เลยพาลไม่ส่งอาหารข้ามร้านกัน บางทีก็มาจากสาเหตุที่เป็นเรื่องเล็กๆ อย่างเช่นที่บ้าน เราไม่ส่งอาหารให้ร้านหมูสะเต๊ะที่อยู่ตรงข้าม เขาก็ไม่ส่งให้ร้านเรา ถามว่าทำไม แม่เล่าว่าควันจากเตาร้านหมูสะเต๊ะมันจะฟุ้งลอยมาเข้าร้านเรา ลูกค้าก็รำคาญ พอไปบอกเขาว่าควันเข้าร้านเยอะไปแล้วนะ เขาก็ทำเฉย พ่อก็เลยหาพัดลมมาตั้งหน้าร้านเป่าออกไปให้พัดควันเข้าร้านหมูสะเต๊ะกลับไปซะเลย... เท่าที่จำได้ผมไม่เคยเห็นคนขายทั้งฝ่ายเราและเขาคุยกันเลยนะ ยืนขายของจ้องหน้าบึ้งใส่กันเป็นสิบปี เป็นสงครามเย็นอันเนื่องมาจากควันปิ้งหมูแค่นี้แหละ ฟังดูไร้สาระ แต่ซีเรียสนะ สงครามหลายแห่งในโลก ฆ่ากันตายเยอะแยะก็อาจมาจากสาเหตุไร้สาระประมาณนี้

จริงๆ แล้ว ถ้าพูดถึงความผูกพันกับธรรมศาสตร์ กับท่าพระจันทร์ คงต้องพูดให้ชัดกว่านั้นว่า ชีวิตผมโตขึ้นมาด้วยความผูกพันกับสายน้ำ คือแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะพอเราตื่นขึ้นมาก็เห็นแม่น้ำ หัดว่ายน้ำตรงริมตลิ่งใกล้โป๊ะท่าเรือจนว่ายเป็น กลับมาจากโรงเรียนก็เห็นแม่น้ำ ผมนั่งมองแม่น้ำได้เป็นชั่วโมงๆ ถึงแม้บ้านจะไม่ได้อยู่ชิดริมน้ำ แต่ตึกแถวตรงนั้น แค่นั่งอยู่ชั้นสอง ชั้นสาม หรือดาดฟ้า ก็เห็นแม่น้ำเต็มตาแล้ว การมองแม่น้ำเป็นความทรงจำที่สวยงาม สายน้ำจะเคลื่อนไหวไม่หยุดตามกระแสน้ำขึ้นน้ำลง แสงแดดที่สะท้อนตอนเช้าเย็นก็ให้ภาพและความรู้สึกต่างกัน เวลาฝนตกก็สวยไปอีกแบบ ได้นั่งดูเรือสารพัดชนิด เห็นคนสัญจรข้ามฝั่งไปมา

การมองแม่น้ำนานๆ ทำให้เราชอบคิดอะไรไปได้เรื่อยเปื่อย บางครั้งแม่น้ำทำให้มีสมาธิ แต่บางครั้งก็ล่องลอยฟุ้งซ่านไหลไปตามน้ำ ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับรุ่นพี่ธรรมศาสตร์คนหนึ่งที่บอกว่าคนที่นั่งมองแม่น้ำเพลินๆ นี่บางทีบ้าได้เลยนะ เพราะจิตมันจะหลุดลอยออกไป ถ้าไม่ตั้งสติให้ดี

เท่าที่ทราบคุณมีพี่น้องทั้งหมด 10 คน อยากให้แจกแจงคร่าวๆ สักหน่อยว่า แต่ละคนทำอะไรกันบ้าง

ผมมีพี่ชายห้าคน พี่สาวสี่คน น้องสาวอีกหนึ่ง ตัวผมเป็นคนที่เก้า พี่สาวคนโตกับคนรองเป็นอาจารย์และนักวิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ถัดมาเป็นพี่ชาย จบแพทย์จุฬาฯ ตอนนี้รับราชการเป็นสาธารณสุขจังหวัดลำปาง เคยได้รับรางวัลแพทย์ชนบทดีเด่นเมื่อปี 2530 พี่ชายคนต่อมาทำธุรกิจส่วนตัว คนที่ห้าเป็นลูกจ้างระดับบริหารอยู่ในบริษัทสื่อสารแห่งหนึ่ง ส่วนคนที่แวดวงปัญญาชนรู้จักคืออาจารย์ธงชัย เป็นคนที่หก ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน สหรัฐอเมริกา ถัดจากอาจารย์ธงชัยเป็นพี่สาวสองคน คนหนึ่งทำงานอยู่ที่ UNDP (United Nations Development Program) อีกคนทำหนังสือสรรพากรสาส์น ส่วนน้องสาวเป็นสถาปนิก

พี่น้องทุกคนเรียนจบปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ ถือเป็นความเก่งฉกาจอย่างหนึ่งของพ่อแม่ซึ่งเป็นแค่คนขายข้าวขายก๋วยเตี๋ยว จานละ 3 บาท 5 บาท ตอนเราย้ายบ้าน ข้าวหมูแดงจานละ 10 บาทเท่านั้น แต่สามารถส่งลูกทุกคนเรียนสูงๆ จนจบได้

ปริญญาเอกก็มี?

ใช่ ปริญญาเอก 3 คน ในย่านท่าพระจันทร์ขณะนั้นผมคิดว่าน่าจะมีบ้านเราเท่านั้นนะที่มีลูกๆ เรียนหนังสือเก่งทุกคน จำได้ว่ากลายเป็นแบรนด์ของครอบครัวไปเลย เวลาไปซื้อขนมซื้อของกินของใช้ที่ร้านอื่นแถวนั้น ไม่ว่าร้านไหนเจ้าของร้านต้องพูดถึงเรื่องพี่ๆ ผมเสมอ ผมคิดว่าตอนพี่ชายคนโตสอบติดแพทย์จุฬาฯ คงเป็นเรื่องใหญ่มากเลยนะ ผมจำไม่ได้หรอก แต่จำได้ตอนที่พี่คนนี้รับปริญญา พ่อแม่ถึงกับปิดร้านเพื่อไปงานรับพระราชทานปริญญาบัตร เชิญชวนเพื่อนบ้านที่รู้จักสนิทสนม ยกขบวนไปจุฬาฯกันทั้งครอบครัว น่าจะเสียรายได้ไปโข แต่คงเทียบไม่ได้กับความภูมิใจที่พ่อแม่ได้รับ

พ่อแม่ไม่ได้เรียนสูง ขายอาหารยุ่งทั้งวัน คงไม่ค่อยมีเวลามาอบรมเลี้ยงดูลูกหลานได้ อะไรที่สร้างบรรยากาศแห่งการศึกษาให้เกิดขึ้นในครอบครัวนี้

ผมว่าต้องย้อนไปถึงพี่สาวคนโต ความใฝ่เรียนของน้องๆ ส่วนหนึ่งมาจากเขา แม่เล่าให้ฟังว่าพี่สาวคนนี้เกือบไม่ได้เรียนหนังสือ พออายุถึงเกณฑ์เข้าเรียนได้ พ่อจะไม่ยอมให้เรียน อยากให้มาช่วยงานที่บ้านแทน คนจีนมีลูกเยอะเพราะต้องการให้ลูกๆ มาช่วยงาน พี่สาวถึงกับไปคุกเข่าต่อหน้าพ่อขอเรียนหนังสือ และให้สัญญาว่าช่วงที่หยุดหรือช่วงที่ไม่ไปเรียนจะช่วยงานที่ร้าน ในที่สุดพ่อใจอ่อน พี่สาวเลยได้เรียน ผมคิดว่าถ้าพ่อไม่ใจอ่อน ในวันนี้เราคงไม่มีอาจารย์นักวิจัยที่บุกเบิกงานร่วมกับอาจารย์ประเวศ (วะสี) มาร่วม 20 กว่าปีเรื่องโรคธาลัสซีเมียในไทย แล้วก็คงไม่มีนักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยโภชนาการที่คอยต่อสู้กับการเอารัดเอาเปรียบของผู้ผลิตที่หากินกับความไม่รู้เท่าทันของคนไทย คงไม่มีหมอชนบทนักบริหารที่ชาวบ้านรักใคร่ และคงไม่มีนักวิชาการประวัติศาสตร์ที่คนในวงการติดตามผลงานและความคิดกันเหนียวแน่นมากคนหนึ่งของประเทศ

เมื่อพี่สาวคนโตได้เรียน เขาก็ทำตามสัญญามาตลอดจนเข้ารับราชการที่ศิริราช แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังนั่งเรือข้ามฟากจากศิริราชมาท่าพระจันทร์ทุกเที่ยงเพื่อมาช่วยเสิร์ฟข้าวเสิร์ฟน้ำที่ร้าน พอบ่ายโมงก็ข้ามเรือกลับไปทำงานต่อ

ความรักเรียนรักอ่านรักหนังสือเป็นสิ่งที่พี่ปลูกฝังส่งผ่านมายังน้องๆ คนต่อมาให้เป็นเช่นนั้นไปด้วย เป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับบ้านคนจีนไม่มีการศึกษาและทำงานไม่มีวันหยุดอย่างพ่อแม่ ที่จะเจียดเงินให้ลูกซื้อหนังสืออ่าน แต่พูดได้เลยว่าผมโตมากับความคุ้นเคยที่เห็นหนังสือในตู้ที่ซื้อมาตั้งแต่สมัยพี่สาวคนโต รวมแล้วไม่น้อยเลยนะ นับร้อยๆ เล่ม แน่นอนเราไม่อาจปฏิเสธบทบาทของพ่อแม่ได้ เพราะถ้าพ่อแม่ไม่ยอมให้ซื้อหนังสือไว้เยอะขนาดนั้น พวกเราคงไม่มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการอ่าน มองซ้ายมองขวาเห็นของใช้ในร้านอาหาร เห็นเสื้อผ้าและของใช้จำเป็น แล้วก็เห็นหนังสือ ผมว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับชีวิตครอบครัวคนจีนที่มีลูกสิบคนนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดบรรยากาศแบบนี้ แต่ผมคิดว่าพ่อแม่เป็นคนที่ไม่ปฏิเสธเรื่องของการแสวงหาวิชาความรู้ อย่างพ่อนี่ถึงแม้จะไม่ได้เรียนหนังสือแต่ความรู้ที่จำเป็นในการใช้ชีวิตแกรู้หมดนะ ไฟฟ้า.. ประปา.. บางทีคนเรียนจบปริญญาโทอาจไม่รู้เรื่องสารพัดช่างอย่างพ่อด้วยซ้ำ ผมว่าพ่อเป็นคนรักการแสวงหาความรู้ ชอบฟังคนคุยกัน ชอบฟังข่าวดูทีวี ไม่เคยเรียนแต่ก็อ่านหนังสือพิมพ์ไทยได้สบาย ในแง่นี้ถ้าวิเคราะห์ดูก็คือ เรามีพ่อที่เป็นคนใฝ่หาความรู้อยู่แล้ว เพียงแต่พ่อไม่มีโอกาสเท่านั้นเอง และลูกๆ อย่างพวกเราเป็นคนที่ได้รับโอกาสนั้นแทน

ตอนเด็กๆ คุณเรียนที่ไหน

ผมเรียนอนุบาลกับประถมที่โรงเรียนอัมพรไพศาลอนุสรณ์ บางลำพู จากนั้นย้ายไปเรียนที่กรุงเทพคริสเตียน และมาจบ ม.6 ที่เตรียมอุดมฯ

ผมขอไล่เวลานิดหนึ่ง คุณเกิดปี 2509 เพราะฉะนั้น ตอนปี 2516 คุณอายุได้ 7 ขวบ ธรรมศาสตร์เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ ความทรงจำของคุณตอนนั้นเป็นอย่างไร

14 ตุลา 2516 ในความทรงจำของผมมีแค่เสียงกับภาพเพียงเศษเสี้ยว จำเสียงเฮลิคอปเตอร์บินอยู่เหนือบ้านได้ จำภาพพี่ชาย (ธงชัย) ตอนนั้นยังเป็นนักเรียนสวนกุหลาบ ใส่ชุดนักเรียนแวะกลับมาที่ร้านแล้วก็ออกไปอีก ตรงนี้ไม่แน่ใจนักแต่เหมือนมีภาพนั้นอยู่นะ แต่ที่จำได้แม่นคือภาพการอพยพจากท่าพระจันทร์ไปพักบ้านป้าที่ประตูน้ำ มีลูกของป้าพาพวกเราพี่น้อง 4 คนที่ยังเด็กลงเรือแท็กซี่ ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่มีให้เห็นแล้ว ขับล่องไปขึ้นฝั่งตรงไหนไม่รู้ แล้วนั่งแท็กซี่ลี้ภัยทางการเมืองมาอยู่กับป้า

ทำไมตอนนั้นต้องลี้ภัยทางการเมือง

เพราะพื้นที่ท่าพระจันทร์ ธรรมศาสตร์ สนามหลวง อยู่ใจกลางสมรภูมิที่มีการใช้อาวุธรุนแรง สำหรับผมไม่รู้เรื่องหรอกนะว่ามันน่ากลัวขนาดไหน แต่สำหรับพ่อแม่สถานการณ์คงน่ากลัวมาก ถึงได้ตัดสินใจยอมแยกให้ลูกออกไปอยู่กับคนอื่น

ตอน 14 ตุลา 16 ความทรงจำมีเท่านี้เพราะอายุแค่ 7 ขวบ ทีนี้ผ่านมาอีก 3 ปี คุณอายุ 10 ขวบ เกิดอะไรขึ้นตอน 6 ตุลา 19

ผมจำช่วง 6 ตุลา 19 ได้ดีกว่าตอน 14 ตุลา 16 อย่างแรกเพราะเราโตขึ้น แต่อีกเหตุผลหนึ่งน่าจะเป็นเพราะช่วงเวลาสามปีหลังจาก 14 ตุลามาจนถึงก่อน 6 ตุลา และบรรยากาศหลัง 6 ตุลา มีความเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากมายที่กระทบมาถึงเราโดยไม่รู้ตัว เป็นเรื่องที่ขัดแย้งหรือก่อให้เกิดปมในใจ ทำให้เราจดจำมันได้มาจนถึงทุกวันนี้

6 ตุลา 19 เป็นวันพุธ ที่จำได้เพราะวันนั้นมีวิชาวาดเขียน เป็นวิชาโปรดวิชาหนึ่ง และผมอุตส่าห์นั่งระบายสีตลอดวันอาทิตย์เพื่อจะส่งงานวันนี้ พอเดินลงมาจะอาบน้ำ เห็นพี่บางคนยังอยู่บ้าน ไม่ได้ออกไปทำงานไปเรียนเหมือนปกติ ก็เลยรู้ว่าวันนี้ไม่ต้องไปโรงเรียน ใจหนึ่งก็ดีใจไม่ต้องไปโรงเรียน แต่อีกใจก็นึกเสียดายเพราะไม่ได้ไปส่งงานวิชาวาดเขียน

ตอนสายๆ มีเสียงระเบิดดังลั่นจนบ้านสะเทือน ตกใจมาก ขนหัวลุกเลย ในช่วงนั้นเรามักได้ยินเสียงปืนประปรายเป็นปกติ ดังห่างๆ ก็คุ้นเคยไม่รู้สึกอะไร แต่คราวนี้เหมือนระเบิดมาตกข้างบ้าน แมวที่เลี้ยงไว้ดูเหมือนจะมีสัญชาตญาณดีกว่าคน วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ขนลุกตั้งชัน ไม่ยอมให้ผมเข้าไปอุ้ม ในความรู้สึกขณะนั้นผมคิดว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่แล้ว ไม่นานเท่าไหร่หลังสิ้นเสียงระเบิด นักศึกษาหลายสิบคน ไม่รู้มาจากไหน หนีทะลักเข้าบ้านทั้งทางประตูหน้าบ้านและหน้าต่างบ้านชั้นสอง ทำไมถึงมาทางนั้นได้.. เพราะตึกแถวละแวกนั้นหลังคาชั้นล่างจะเชื่อมติดกันหมด พวกนักศึกษาที่ถูกล้อมไว้ในธรรมศาสตร์ตั้งแต่กลางคืนและหนีลัดเลาะริมน้ำออกมาได้ตอนสว่าง ก็แค่โดดขึ้นฝั่งแล้ววิ่งมาปีนขึ้นมาหลบเข้าหน้าต่างบ้านทุกหลังแถวนั้น

ช่วงก่อน 6 ตุลา ที่บ้านผมไม่ได้เปิดขายอาหารมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะพ่อไม่สบาย กระดูกไปกดทับเส้นประสาทบริเวณคอ ต้องใส่ปลอกคอยึดไว้และทำกายภาพบำบัดเป็นประจำ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วบ้านเราดูเงียบไม่เหมือนร้านอาหารอื่นที่เปิดขายประจำ แต่วันนั้นทุกบ้านทุกร้านไม่ได้เปิดขายของ มันเลยดูเหมือนกันทุกร้าน นักศึกษาที่หนีเข้ามาในบ้านเราเรียกว่าโชคร้าย พวกเขาหนีอันตรายจากการถูกล้อมปราบในธรรมศาสตร์ช่วงเช้าวันนั้นเพื่อที่จะมาถูกกวาดต้อนออกไป เป็นร้านเดียวที่โดนตำรวจมาตรวจ เพียงเพราะบ้านนี้เป็นที่อยู่ของผู้นำนักศึกษาที่ฝ่ายบุกธรรมศาสตร์กำลังต้องการตัว (ธงชัย วินิจจะกูล)

พี่สาวฟังวิทยุยานเกราะ มีเสียงประกาศบ้านเลขที่และชื่อร้าน และรายงานว่าเป็นบ้านที่ให้ที่พักกับผู้ไม่ประสงค์ดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อะไรทำนองนั้น การประกาศอย่างนั้นคล้ายกับเป็นการชี้แนะให้คนบุกเข้ามา พี่สาวต้องปีนบันไดไปปลดป้ายร้านลงมา เช้าวันนั้น ผู้ชายในบ้านมีพี่ชายคนรอง ตอนนั้นยังเรียนอยู่เทคโนฯบางมด กับพ่อที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ แล้วก็เด็กชายสิบขวบอีกคนคือผม นอกนั้นเป็นผู้หญิงหมด พี่ชายคนโตอยู่หอพักแพทย์ที่จุฬาฯ ยังติดต่อไม่ได้ ธงชัยกับพี่ชายอีกคน (ชวลิต) อยู่ในธรรมศาสตร์ พี่สาวคนโตกับคนรองเลยช่วยกันเอาป้ายร้านลง ถ้าผมจำไม่ผิด ป้ายนี้ไม่เคยยกขึ้นไปติดอีกเลยจนกระทั่งเราย้ายบ้านมาอยู่ฝั่งธนฯ

หลังยานเกราะประกาศไม่นานก็มีตำรวจกลุ่มหนึ่งมาเคาะประตูบ้าน ตะโกนถามหาธงชัย พอเปิดประตูให้ปุ๊บ เจ้าหน้าก็เข้ามากวาดต้อนคนที่หลบอยู่ในบ้านเราทั้งหมดออกไป ผมยังจำภาพตำรวจยืนจังก้าถือปืนเอ็ม 16 ตรงทางลงบันไดชั้นสองได้เลย ที่ไม่ได้เห็นแต่แม่เล่าให้ฟังก็คือในสถานการณ์ที่ชุลมุน มีตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ แม่บอกว่าเขาเกือบจะดึงเอาพี่สาวสองคนไปด้วย ดีว่าแม่ดึงกลับมาทัน แล้วตวาดกลับไปว่า “นี่ลูกฉัน เอาไปไม่ได้”

อีกพักใหญ่ มีเสียงทุบประตูบ้านอีกครั้ง คราวนี้พี่ชายที่มีอยู่คนเดียวเป็นคนเปิดประตู ไม่ทราบว่าด้วยเหตุอะไร ผู้ที่มาทุบประตูเป็นคนในเครื่องแบบ มือถือปืนยาว พอเห็นพี่ชายเปิดประตู คงเข้าใจว่าเป็นนักศึกษาที่ยังตกค้างอยู่ เลยใช้พานท้ายปืนกระแทกเข้าไปที่หน้าท้อง พอพี่ชายผมล้มลงก็ฟาดแล้วลากตัวออกไป จังหวะนั้นผมเดินลงมาเห็นพอดี ได้แต่ร้องเรียกชื่อพี่แล้วก็ร้องไห้ แม่กับพี่สาวพยายามวิ่งตามแต่พอได้ยินเสียงปืนรัวเป็นชุด ทุกคนก็เข่าอ่อน คิดว่าคง....

ผมได้เห็นและรับรู้ว่าผู้หญิงเข้มแข็งกว่าผู้ชายก็ตอนนี้แหละ พ่อที่ยังป่วยยืนหันหน้าพิงเข้าฝาบ้านเอามือทุบกำแพงโอดครวญว่าทำไมต้องเกิดเรื่องอย่างนี้ แกร้องไห้รึเปล่าผมไม่รู้นะ ผมจำได้แค่ว่าได้ยินเสียงแกพูดดังซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น แต่แม่กับพี่สาวกลับไม่ร้อง อย่างน้อยก็เท่าที่เห็นและจำได้ พี่สาวคนรองยังพยายามบอกให้ตั้งสติด้วยซ้ำ

ผมต้องลี้ภัยไปอยู่บ้านป้าที่ประตูน้ำอีกครั้ง แม่คงเห็นแล้วว่าไม่มีความปลอดภัยเหลืออยู่อีกแล้วที่บ้านเรา ลูกสาวของป้าซึ่งเลี้ยงผมมาตั้งแต่ผมเด็กๆ คนเดียวกับที่พาเราหนีเมื่อวันที่ 14 ตุลา แต่เมื่อพ่อไม่สบายแล้วต้องปิดร้าน เขาก็กลับไปอยู่กับป้า คราวนี้แกอุตส่าห์ลัดเลาะเดินทางจากประตูน้ำมาจนถึงท่าพระจันทร์ พร้อมกับรับคำสั่งมาจากป้าว่า ทำยังไงก็ได้ ไปช่วยพาเด็กกับคนแก่ออกมาให้ได้ ถ้าพากลับมาที่บ้านประตูน้ำไม่ได้ ตัวแกเองก็ไม่ต้องกลับมา ในที่สุดพี่สาวสองคน ผมและน้องสาว กับคนแก่อีกหนึ่งคืออาม่า รวมเป็นห้าคน เก็บข้าวเก็บของตามลูกของป้าออกไป นี่เป็นการลี้ภัยครั้งที่สอง แต่คราวนี้ไปอยู่ที่ประตูน้ำนานเป็นเดือน

ชีวิตหลังจากนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

จริงๆ แล้วความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่น่ามีผลอะไรกับชีวิตเด็ก 10 ขวบมากนักหรอกนะ แต่เหตุการณ์ 6 ตุลาก็เกิดในจังหวะเวลาที่ส่งผลต่อความคิดความรู้สึกและชีวิตของผมในเวลาต่อมาอีกพอสมควรทีเดียว บางเรื่องอาจจะดูเหมือนไม่สลักสำคัญอะไรนักในสายตาคนอื่น แต่ผมก็รู้สึกกับมันมากมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างเช่น นังแมวเหมียวที่ผมทั้งรักทั้งผูกพันกับมันมาก ถูกพ่อจับไปปล่อยทิ้งวัดช่วงที่เราหลบภัยอยู่ประตูน้ำ กลับมาบ้านท่าพระจันทร์หลังเหตุการณ์สงบ ไม่ได้เห็นหน้าพ่อแม่เป็นเดือน อยู่บ้านคนอื่นก็ไม่เหมือนอยู่กับครอบครัวเราใช่มั้ย คิดตามประสาเด็กว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม แต่กลับพบความเศร้าและผิดหวังซ้ำเติม

ผมว่ามันเหมือน 10 ปีแรกของชีวิตเรามีแต่สิ่งเติมเต็ม มีแต่เรื่องสนุก น่ารู้น่าคิด น่าทดลองค้นหา ผมเกิดมาในช่วงที่เรียกได้ว่าครอบครัวพอมีพอกินแล้ว สบายกว่าพี่ๆ เยอะ แต่ 6 ตุลาสร้างบาดแผลในใจเต็มไปหมด ผมเริ่มรู้จักความสูญเสียจากเรื่องเล็กๆ แล้วต่อมาก็พบความผิดหวังครั้งใหญ่ในชีวิตเมื่อสอบเข้าเรียน ม.1 ที่สวนกุหลาบไม่ได้

สถานการณ์ที่บ้านเปลี่ยนไปอย่างไรหลังจาก 6 ตุลา 19 แล้วทำไมถึงสอบไม่ติด

ตั้งแต่ก่อน 6 ตุลา ความแตกแยกทางความคิดของคนในสังคมไทยมีอยู่สูงแล้ว แม้แต่กับคนที่ย่านท่าพระจันทร์ แม่เคยเล่าให้ฟังว่ามีพ่อค้าแม่ค้าจำนวนไม่น้อยที่ชิงชังนักศึกษา จำนวนไม่น้อยที่เกลียดฝ่ายซ้าย หวาดกลัวคอมมิวนิสต์ และนักศึกษาธรรมศาสตร์ก็มีภาพว่าเป็นพวกหัวรุนแรงเอียงซ้าย เป็นคอมมิวนิสต์ตามที่สื่อโหมประโคมอยู่ช่วงนั้น การที่พี่ชายเป็นหนึ่งในผู้นำนักศึกษาธรรมศาสตร์ และพอดีกับที่บ้านเราต้องปิดร้านชั่วคราวเพราะอาการป่วยของพ่อ พวกพ่อค้าแม่ค้าบางคนก็เอาไปลือว่าบ้านเรารับเงินจากรัสเซีย พูดกันว่าธงชัยรับเงินจากจีนแดง ที่บ้านถึงได้มีเงินมาจุนเจือโดยไม่ต้องเปิดร้านทำมาหากิน

ช่วงที่ผมไปอยู่ประตูน้ำ พ่อแม่ พี่ๆ ที่ยังอยู่ท่าพระจันทร์ต้องขนเอาหนังสือเกี่ยวกับการเมืองทั้งหมดมาเผาทิ้ง เพราะกลัวภัยพวกขวาจัด ซึ่งทำรัฐประหารสำเร็จตั้งแต่เย็นวันที่ 6 แล้ว เพื่อนบ้านที่เกลียดคอมฯ ก็จะตะโกนเหมือนจะบอกให้คนอื่นรู้ว่าเรากำลังทำลายหลักฐานหรือปิดบังเอกสารฝ่ายซ้ายอะไรทำนองนี้ แต่เพื่อนบ้านที่เข้าใจพ่อแม่ก็มาคอยบอกให้ระวัง ควันออกนอกบ้านเยอะไปแล้วนะ ในที่สุดเมื่อการเผาดูจะสร้างปัญหา ก็มาใช้วิธีฉีกหนังสือเป็นชิ้นเล็ก เอาไปทิ้งที่ไหนรู้มั้ย? ส้วมคอห่านแบบที่ต้องนั่งยองๆ น่ะ ถ้าคุณยกฐานนั่งที่เขาเอาปูนขาวโบกปิดไว้ มันก็คือที่เก็บสิ่งปฏิกูลทั้งหลายไว้ก่อนลงไปบ่อเกรอะใช่มั้ยล่ะ? ก็ทิ้งมันตรงนี้แหละ ทิ้งจนกลัวว่าส้วมจะตัน ใช้ไม่ได้ ถึงพอ ก็เอาไปยัดใส่หมอน เอานุ่นออกครึ่งหนึ่ง ตอนผมกลับไปท่าพระจันทร์ เวลานอนมีแต่แต่เสียงกรอบแกรบ เลยสงสัยว่าในหมอนมีอะไร ไหงไม่นุ่มเหมือนก่อนหนีไปประตูน้ำ พี่ๆ ก็เลยเล่าให้ฟัง ยังนึกเสียดายประสาเด็กว่าเราอยากอยู่ช่วยบ้าง เป็นอะไรที่ฟังดูตื่นเต้นมาก พอโตขึ้นได้ดูหนังเกี่ยวกับชีวิตคนยิวที่ต้องหลบพวกนาซีสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ถึงได้อินมากไง

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่บ้านหลัง 6 ตุลา คือการตัดสินใจของแม่ที่อยากจะเปิดร้านอีกครั้ง เพราะแกทนได้ยินความเท็จที่พ่อค้าแม่ค้ารอบข้างพูดจาเสียดสีใส่ร้ายลูกให้ร้ายครอบครัวเราไม่ได้ อย่างซอยกลาง ท่าพระจันทร์ แม่ไม่เดินผ่านอีกเลย แม่อยู่ท่าพระจันทร์มานาน มีเพื่อนเยอะก็จริง แต่แม่ทนไม่ได้ที่ความจริงถูกบิดเบือน และอยากพิสูจน์ให้เสียงครหาหมดไป แม่บอกว่าถ้าพ่อขายไม่ไหว แกก็จะขายคนเดียว ขายได้จานสองจานก็จะขาย เพื่อให้รู้ว่าลูกแม่ไม่ผิด ให้รู้ว่าบ้านเราไม่เคยรับเงินรับทองอย่างที่ถูกกล่าวหา พวกเราก็เอาด้วย เชียร์กัน ถ้าแม่จะเปิดร้านใหม่ ทุกคนจะช่วยกันเท่าที่ช่วยได้

ตอนนั้นเป็นอันแน่ชัดแล้วว่าพี่ๆ ไม่มีใครเสียชีวิต แต่ถูกจับไป 3 คน รวมทั้งคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรแต่ถูกตีแล้วลากออกจากบ้านไปด้วย ต่อมาเขาก็ทยอยปล่อยมาทีละคน จนพี่ธงชัยเป็นหนึ่งใน 18 คนที่ถูกส่งฟ้องขึ้นศาลทหาร แม่ไปเยี่ยมที่บางเขนสัปดาห์ละครั้ง หิ้วตะกร้ากับข้าวหนักอึ้งไปส่ง นั่งรถเมล์ไปกลับก็หลายชั่วโมง ตากแดดหิ้วของหนักเดินไกลเป็นกิโลกว่าจะถึงที่คุมขัง บางครั้งผมก็ไปด้วย ยังรู้สึกทั้งร้อนทั้งเหนื่อย เพราะจากประตูใหญ่ไม่มีรถนั่งต่อเข้าไป ต้องเดินเท้าอย่างเดียว

ในส่วนที่เกี่ยวกับผมโดยตรง หลัง 6 ตุลาลมขวาจัดยังพัดแรงใช่มั้ยครับ ผมจำได้ว่าต้องนั่งคัดไทยเพลงปลุกใจที่ดังมากสมัยนั้นคือเพลง “หนักแผ่นดิน” และต้องฝึกร้องให้ได้ คุณคิดดูว่ามันทรมานแค่ไหนสำหรับเด็กที่ช่วงก่อน 6 ตุลาฟังเพลงวงกรรมาชน รวมฆ้อน ฯลฯ รู้จักเพลง “กระต่ายกับเต่าและเจ้านกแสงตะวัน” ที่สอนให้ช่วยเหลือกัน อย่าแข่งขันกัน อ่านการ์ตูนเด็ก “สหาย”รายเดือน ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าซ้ายจ๋าเลย แม้แต่ชัยพฤกษ์การ์ตูนช่วงหลัง 14 ตุลา ก็โน้มไปในทางการศึกษาเรียนรู้เพื่อรับใช้ประชาชน กลอนของวิทยากร เชียงกูล “ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง...” นี่ท่องได้พร้อมๆ กับ “บัดนั้น พระยาพิเภกยักษี เห็นพระองค์ทรงโศกโศกี อสุรีกราบลงกับบาทา...” แม้แต่กลอนของจิตร ภูมิศักดิ์ “เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์...” ก็จำได้เป็นเรื่องคุ้นเคย พี่สาวคนที่เรียนม.ปลายอยู่เตรียมอุดมฯไปค่ายอาสาฯ กลับมานิ้วมือเหลือง มาเล่าให้ฟังว่าไปช่วยชาวนาทำนา ลำบากขนาดไหน ชาวนามีบุญคุณกับพวกเรายังไง ผมฟังด้วยความซาบซึ้งเลยนะ จากวันนั้นไม่เคยกินข้าวเหลือสักเม็ดในจาน อุดมคติและความฝันถึงสังคมที่ดีงามของคนหนุ่มสาวอย่างนี้ไงครับที่ถูกฆ่าไปพร้อมกับ 6 ตุลา เพราะฉะนั้นหลัง 6 ตุลาจะให้สมองผมพลิกกลับไปร้องเพลง “หนักแผ่นดิน” ก็เป็นเรื่องกระอักกระอ่วนน่าดู

เมื่อจบ ป.6 ผมต้องย้ายโรงเรียน เป็นนักเรียน ม.1 รุ่นแรก ทีนี้โรงเรียนที่ป็อปปูล่าร์ที่สุดในหมู่เด็กประถมสมัยนั้นคือโรงเรียนสวนกุหลาบ พี่ชายผมสามในสี่คนเรียนจบสวนกุหลาบ สอบเข้าได้ทุกคน ผมก็อยากเจริญรอยตามบ้าง คือแรงผลักมาจากทั้งกระแสนิยมและแนวทางที่ถูกวางไว้โดยพี่ๆ ตอนไปสอบนั้นประมาณต้นปี 2521 พี่ธงชัยยังอยู่ในคุกบางเขน พี่ชายกับพี่สาวเข้าป่าไป 2 คน ช่วงนั้นรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่ขึ้นมามีอำนาจหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ถูกทำรัฐประหารล้มไปแล้ว บรรยากาศการเมืองผ่อนคลายไปบ้าง แต่โรคกลัวคอมมิวนิสต์ขึ้นสมองยังมีอยู่ ผมไปสอบสัมภาษณ์ก่อนสอบข้อเขียน จำได้ว่าคำถามแรกที่คุณครูสัมภาษณ์ผมคือ เธอเป็นอะไรกับธงชัย ได้ไปเยี่ยมเขาบ้างไหม ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไร คิดแต่ว่า หมูโว้ย! ถามคำถามพวกนี้ ก็ตอบไปเท่าที่รู้ อุตส่าห์เตรียมตอบคำถามวิชาการไว้ แต่กลับไม่ถามเลย แล้วการสอบสัมภาษณ์ก็ผ่านไป ตามมาด้วยการสอบข้อเขียน ผลปรากฏว่าผมสอบไม่ติด

ผมจบอัมพรไพศาลอนุสรณ์ด้วยคะแนนเป็นอันดับสองของโรงเรียน พอสอบไม่ติด ความรู้สึกผิดหวังก็รุนแรงมาก ถึงขนาดที่ว่าจะไม่เรียนหนังสือแล้ว บอกพ่อแม่ว่าจะมาช่วยขายอาหาร พอนั่งนึกย้อนไปยังรู้สึกขำว่าทำไมเราถึงได้รู้สึกรุนแรงขนาดนั้น อาจเป็นเพราะว่าพี่ชายพี่สาวได้พิสูจน์ตนเองว่าเขาประสบความสำเร็จในการศึกษาได้โดยที่ไม่เคยเป็นภาระให้กับพ่อแม่ ทุกคนสร้างความภูมิใจให้ท่าน ใครต่อใครชื่นชมท่านที่เลี้ยงลูกเก่งเรียนหนังสือดี พอถึงคราวเราบ้าง ทำไมเราทำไม่ได้ แม้จะพยายามไปสอบครั้งที่สองที่ที่เขามีสอบรอบสองที่โรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์ ก็ยังไม่ได้อีก ในที่สุดต้องไปใช้วิธีฝากเข้าที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ผมยังจำได้เลยว่าพ่อต้องควักเงิน 7,000 บาทจ่ายเป็นค่าแป๊ะเจี๊ยะ

แพงไหมในยุคนั้น

สำหรับผม ผมถือว่าสูงมาก ยุคนั้นแพงหรือไม่ ไม่ทราบ แต่เรารู้สึกว่านั่นเป็นเงินก้อนใหญ่ทีเดียว และมันกลายเป็นปมในใจอยู่ตลอดมานับตั้งแต่วันนั้นว่า ผมจะไม่สร้างภาระให้พ่อแม่ต้องเสียเงินเสียทองมากมายอย่างนี้อีก จะหาทางไปสอบเข้าที่ไหนก็ได้ที่ค่าเล่าเรียนถูกๆ แต่เป็นสถาบันที่พ่อแม่ภาคภูมิใจ

มีบางคนพูดกันว่าการสอบเข้าสวนกุหลาบไม่ได้อาจมาจากความขัดแย้งทางการเมืองสังคมที่ยังไม่คลี่คลายเสียทีเดียว พูดง่ายๆ ว่านามสกุลนี้เป็นของต้องห้ามสำหรับบรรยากาศยุคนั้นก็ได้นะ แต่ผมเองรู้ตัวเองนะ ผมว่าผมคงทำข้อสอบไม่ได้จริงๆ น่ะแหละ

ผลการเรียนไปอย่างไรบ้างที่กรุงเทพคริสเตียน

สบายมากครับ ไม่มีปัญหาหนักใจเลย ต้องขอบอกก่อนว่าในระบบโรงเรียน ผมไม่ใช่เด็กแหกคอก เป็นคนเรียบร้อยเรียนดี อยู่ในกรอบ ขี้อาย และไม่มีความมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่เลยด้วยซ้ำ ช่วง ม.ปลายผมสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้ จากนั้นก็เอ็นทรานซ์ติดคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งในสายศิลป์-คำนวณ

ตอบตัวเองว่ายังไง ตอนที่สอบเข้าธรรมศาสตร์แล้วได้เป็นอันดับหนึ่ง แต่กลับสอบตกสวนกุหลาบ

ตอนนั้นไม่คิดอะไรแล้ว (หัวเราะ) อาจเพราะส่วนหนึ่งเราปักใจเชื่อไปแล้วว่าเราโดนหางพายุทางการเมืองในช่วงที่บ้านเมืองกำลังแตกออกเป็นสองฝ่าย แต่อีกใจหนึ่งก็อธิบายด้วยเหตุผลที่จับต้องได้มากกว่านั้นว่า เราคงทำคะแนนสอบสู้คนอื่นไม่ได้จริงๆ สมัยนั้นยังไม่มี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารนี่ครับ จะไปร้องขอให้เปิดดูคะแนนสอบก็ยังไม่มีใครรู้จักว่าเป็นสิทธิที่พึงมีพึงทำ มันกลายเป็นปมที่ติดอยู่ในชีวิตเราอยู่ระยะหนึ่ง แต่เมื่อผมเข้าธรรมศาสตร์ได้อันดับหนึ่งของสายในปี 2527 พ่อแสดงความดีใจออกมาให้เห็น สิ่งที่ติดค้างในใจมานานก็ถูกแก้ปมออก เหลือไว้เพียงความทรงจำเป็นประสบการณ์ชีวิตเท่านั้น

ช่วงที่คุณเข้าธรรมศาสตร์มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เมื่อเทียบกับความทรงจำวัยเด็ก

คนรุ่นผมโตมากับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในหลายๆ ด้าน เป็นรุ่นที่เรียกว่าเด็กห้างฯ หรือเด็กยุคศูนย์การค้าเฟื่องฟู ฟาสต์ฟู้ดแห่งแรกคือร้านโฮเบอร์เกอร์ที่สยามสแควร์ เกิดขึ้นในรุ่นผม เซ็นทรัลลาดพร้าว เปิดในยุคที่เราเริ่มเป็นวัยรุ่น เราโตมากับสิ่งเหล่านี้ โตขึ้นมากับสิ่งที่เป็นความแปลกใหม่ของยุคสมัย ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านั้นไม่มีศูนย์การค้า กระแสทางวัฒนธรรมมันต่อเนื่องกันมานั่นแหละ แต่ผมคิดว่ายุคพวกเรามันมีความแตกต่างกับคนยุคก่อนหน้าในเชิงวัฒนธรรมสูงมาก ศูนย์การค้าต้องขนาดยักษ์ ฟาสต์ฟู้ดไก่ทอด เบอร์เกอร์ มองดูก็คล้ายๆ กันทุกร้านแหละ แต่แข่งขันให้ต่างกันด้วยแบรนด์และความเท่ทันสมัย

ผมมองอย่างเชื่อมโยงกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยนะ เพราะบรรยากาศการเมืองเวลานั้นก็เรียกร้องการประนีประนอมกันสูง ความเป็นซ้าย-ขวาแยกขั้วเห็นกันชัดๆ และนำไปสู่ความรุนแรงถูกมองว่าไม่มีประโยชน์กับฝ่ายใดเลย พร้อมกันนั้นความเป็นปัจเจกก็แทรกตัวมีอิทธิพลสูงขึ้น กระแสบริโภคนิยมผ่านทางวัฒนธรรมการใช้ชีวิตแบบที่ว่าก็เข้ามาสอดรับหนุนส่งกันพอดี ความขัดแย้งถึงขนาดต้องฆ่าฟันกันจึงไม่มี ทั้งที่ความจริงมันยังคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ความคุกรุ่นที่ว่ากลายมาเป็นการพยายามทำรัฐประหารถึง 2 ครั้งในปี 24 และ 28 โดยทหารกลุ่มยังเติร์ก ซึ่งจบลงด้วยการกลายเป็นกบฏ แต่การปะทะขัดแย้งกันทางการเมืองก็เกิดขึ้นจำกัดวงอยู่ในระดับบนหรือศูนย์กลางวงในของอำนาจ ไม่ลามลงมาถึงระดับคนทั่วไป จบแล้วจบกัน คนหนุ่มสาวรุ่นผมจึงไม่ได้สัมผัสรสชาติความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แบบถึงเลือดถึงเนื้อเหมือนคนหนุ่มสาวรุ่นก่อนหน้า

คนรุ่นผมถูกหล่อหลอมให้โตมากับอะไรที่ค่อนข้างนิ่ง มีเสถียรภาพ ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ไม่ชอบความขัดแย้ง โตมากับบรรยากาศนึกถึงตัวเองสนใจตัวเองมากขึ้น ปรากฏการณ์อย่างศูนย์การค้าหรือฟาสต์ฟู้ดคือตัวแทนอารมณ์ของยุคสมัยที่สะท้อนว่าการแสวงหาความสุขการสร้างตัวตนและความแตกต่างสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเราเอง เราเป็นคนไปหามัน มีคนที่เปิดพื้นที่ประมาณอย่างนี้ให้เรา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปต่อสู้ขวนขวาย อยู่ๆ มีคนเอามาให้ โดยไม่ทันได้คิดสงสัยหรือตั้งคำถามอะไรว่าสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้ยังไง เพื่อคนอย่างพวกเราจริงหรือเปล่า

ความเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่เราเคยเห็นกับที่เราเห็นและเป็นอยู่เมื่อได้เรียนที่นี่จริงๆ มันต่างกัน ผมก็เป็นส่วนหนึ่งของคนในรุ่น ไม่ได้คิดแตกต่างอะไร ไม่ใช่ว่าผมวิเศษกว่าคนอื่น เพียงแต่ผมมีภาพของนักศึกษาธรรมศาสตร์ในอีกแบบหนึ่ง พอเข้าเรียนปีหนึ่งผมเลยกลายเป็นพวกขวางโลก ใจร้อน อยากเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ ตัวเราเป็นศูนย์กลาง ใครคิดใครทำไม่เหมือนเราเป็นฝ่ายผิดทั้งหมด เหตุผลมาจากความรู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงคนในรุ่นของเรา ซึ่งนั่นทำให้ผมเสียเพื่อนไปมหาศาลเลย

เปลี่ยนแปลงนี่หมายถึงเปลี่ยนแปลงให้กลับไปสู่คุณค่าเก่าในอดีต ไม่ใช่ไปสู่สิ่งใหม่ใช่ไหม

ใช่ ภาพสังคมในอุดมคติเราไม่มีหรอก สิ่งใหม่คืออะไรเราไม่รู้ แต่เรารู้จากประสบการณ์ที่เกิดกับครอบครัวว่า นักศึกษาธรรมศาสตร์ในยุคหนึ่งเคยเสียสละอะไร เคยเป็นอย่างไร ฉะนั้น การเข้ามาเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ เราจึงมีต้นแบบว่าต้องไปให้ถึงจุดนั้น ถ้ามันไม่ใช่ มันต้องเปลี่ยนแปลงสิ เปลี่ยนไปให้เหมือนกับคุณค่าที่เราคิดว่าถูกต้องเหมือนในอดีต ซึ่งจริงๆ เป็นอดีตที่ผ่านไปยังไม่นานเลยนะ

แล้วทำอะไรลงไปบ้าง ใช้ชีวิตอย่างไรตอนอยู่ธรรมศาสตร์

ใช้ชีวิตอย่างเหลวแหลกมาก อาละวาดกับคน ด่าคนไปทั่ว วิพากษ์วิจารณ์ว่าเพื่อนฝูงทุกคนผิดหมด ข้าถูกคนเดียวเพราะข้าเคยเห็น ข้าเคยผ่านอะไรมา แล้วตัวเองก็กระโดดเข้าไปทำกิจกรรมด้วยแรงผลักดันประมาณนี้ แต่แทนที่เราจะมีต้นทุนในการทำกิจกรรมด้วยการมีมิตรมากๆ กลายเป็นว่าเราไม่มีต้นทุนเหลือเลย เราต้องไปสร้างมิตรใหม่ในแวดวงกิจกรรม โอเค มันไม่ถึงกับเสียหายอะไร แต่ ณ วันนี้ เวลานึกย้อนกลับไป บอกได้เลยว่าคุณค่าของการมีมิตรสหายไม่สามารถหาอะไรมาทดแทนได้หรอก แม้ว่าคุณจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ก็เถอะ มิตรภาพมันใหญ่เกินกว่าอุดมการณ์ความเชื่อ

เพราะฉะนั้น หมายความว่าถ้าวันหนึ่งเกิดมีความขัดแย้งทางความคิด คุณจะไม่เลือกที่จะเอาชนะทางความคิด แต่เลือกที่จะรักษามิตรภาพเอาไว้มากกว่า

เราสามารถเอาชนะทางความคิดได้โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียมิตรภาพ อย่างนี้น่าจะถูกต้องมากกว่า ไม่จำเป็นต้องเสียสละถึงขั้นยอมตายเพื่อความเชื่ออะไรสักอย่างก็ได้ แน่นอนว่าคนที่ทำเช่นนี้เป็นคนกล้าหาญและมีจิตใจสูงส่ง แต่ผมว่ามันไม่คุ้มกันเลยกับคนที่รักและห่วงใยคุณซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ผมคิดว่าถ้าคนๆ หนึ่งเพียงแค่ไม่ทรยศกับความคิดความเชื่อของตัวเองจนเกินไป เพียงแค่การยอมรับฟังความคิดที่แตกต่างหลากหลายได้ ถ้าใจเปิดกว้างแล้ว อุดมการณ์หรือความเชื่ออะไรสักอย่างก็ดูไม่ค่อยมีความหมายสักเท่าไร ป่วยการเปล่าๆ ที่จะมาพูดคำใหญ่ๆ โตๆ ประเภทเสรีภาพ ความเป็นธรรม ประชาธิปไตย ฯลฯ แต่หูแดงหน้าแดงเวลาใครพูดไม่ถูกใจ

ตกลงใช้เวลาอยู่ที่ธรรมศาสตร์กี่ปี

7 ปี รวมเวลาเรียนทั้งปริญญาตรีและโท

7 ปี ธรรมศาสตร์สอนอะไรเราบ้าง

สอนให้เรากล้าคิดกล้าพูด กล้าอาละวาด จากเด็กที่เงียบๆ เวลาออกไปพูดหน้าชั้นเรียนขาสั่น มือสั่น ปากสั่น ก็กลายเป็นคนที่คิดอย่างไรจะพูดอย่างนั้น เพราะในธรรมศาสตร์ การพูดและคิด แม้จะแตกต่างกัน ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ขอให้เถียงกันและยอมรับฟังกัน ธรรมศาสตร์สอนให้ลองผิดลองถูกสารพัด เพราะชีวิตกิจกรรมไม่ใช่ต้องมีแต่สิ่งถูกหรือทำถูกเสมอไป หลายครั้งทีเดียวที่การทำผิดกลายเป็นครูให้เรานำเอาไปใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง

ธรรมศาสตร์สอนให้รู้คุณค่าของคำสองคำ คือ “ไม่” และ “ทำไม” เพราะทั้งสองคำสอนให้เรารู้จักปฏิเสธและตั้งคำถาม เป็นสองคำที่สอนให้เราเรียนรู้พฤติกรรมของคนหรือสถานการณ์แวดล้อมต่างๆ ได้อย่างทะลุ ธรรมศาสตร์สอนให้รู้คุณค่าของมิตรภาพและความเป็นเพื่อนซึ่งหาได้ยากในโลกนอกมหาวิทยาลัย ชีวิตในการทำกิจกรรมนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์สอนให้รู้จักความหมายของความผิดหวังและความสำเร็จ ซึ่งถ้าตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเดียวจะไม่ได้รู้ซึ้งถึงความหมายของมันเลย

เมื่อจบปริญญาโท คุณตั้งเข็มว่าจะไปทางไหน อยากทำอะไร

ผมจบปริญญาโทปี 35 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ไปทำงานอยู่ที่บริษัทบริการข้อมูลผู้จัดการ (MIS) ในเครือผู้จัดการประมาณ 3 ปี แต่คงเพราะเราอยู่ใกล้ข้อมูลข่าวสารและตัวอย่างของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมากไปหน่อย จิตใจร้อนรุ่มอยากเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง คิดว่าแน่ไง ดูข้อมูลแล้ว เห็นแนวโน้มแล้ว ก็เลยลาออก อยากเริ่มต้นจากกิจการเล็กๆ ทำร้านขายเทป ซีดี วิดีโอ แต่ลาออกมาพักเดียว ก็มานั่งถามตัวเอง ถามแล้วถามอีก เป็นประสบการณ์ใหม่ไงครับ ไม่มีอดีตไว้เทียบเคียง สรุปว่ามันไม่ใช่ตัวเราเลยนะ ก็ยังไม่ทันได้เริ่มทำเป็นรูปเป็นร่าง โปรเจ็กต์ก็ปิดไปเสียก่อน พยายามจะลองใหม่อีก 2-3 ครั้งเหมือนกัน แต่เอาเข้าจริงๆ ใจเรามันไม่ไปทางนั้นเลย

ทีนี้ลาออกมาแล้ว กิจการก็ไม่ได้ทำ

ตกงานสิครับ เดินย่ำต๊อกหางานเกือบครึ่งปี

ความรู้สึกของคนที่จบโทธรรมศาสตร์และต้องเดินหางานอยู่ครึ่งปีเป็นยังไง

ความจริงไม่ใช่ว่าเราหางานไม่ได้หรอกนะ แต่เป็นเพราะเราเลือกที่จะไม่ไปทำด้วย ในช่วงที่หางานทำ บริษัทไฟแนนซ์แห่งหนึ่งตกลงที่จะรับผมทำงาน ผู้ใหญ่ในวงการตลาดคนหนึ่งก็อยากให้ทำงานด้วย ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่หมายความว่าผมเก่งหรือมีความสามารถสูงอะไรหรอกนะ แต่ผมผ่านการถามตัวเองอย่างเข้มข้นมาระยะหนึ่งแล้ว คำตอบมันไม่ใช่แค่ผมรู้ว่าการทำกิจการส่วนตัวไม่ใช่ความชอบของผม แต่ผมก็รู้ด้วยว่าการไปทำงานด้านการเงินและการตลาดก็ไม่ใช่ความชอบเหมือนกัน เพราะฉะนั้นแทนที่เราจะไปทุกข์กับงานที่เรารู้อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่และเราไม่ชอบ ก็สู้ไม่ทำซะดีกว่า

ผมกลับมาทำงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผมคุ้นเคยมากที่สุดตั้งแต่เด็ก คือหนังสือ เมื่อพี่ที่บริษัท MIS 2 คนตัดสินใจเปิดนิตยสารธุรกิจเล่มใหม่ที่เน้นการเขียนวิเคราะห์เชิงลึก พี่เล็ก-พิชัย ศิริจันทนันท์ กับพี่เล่-ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว มาชวน ผมไม่ลังเลเลยนะ จำได้ว่าเราเริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลย มาดูที่ตั้งออฟฟิศ หาคนออกแบบหัวหนังสือ ตระเวนพบคนที่จะเป็นทั้งแหล่งข่าวและผู้สนับสนุน คนที่จะเป็นคอลัมนิสต์ ช่วยกันเตรียมงานอยู่ 4-5 เดือน หนังสือ Corporate Thailand เล่มแรกก็ออกมา

ทำอยู่นานไหม

ทำจนวิกฤตเศรษฐกิจทำให้หนังสืออยู่ต่อไปไม่ได้ ต้องหยุดชั่วคราว ก็เกือบ 2 ปี

เอายังไงต่อตอนนั้น เจออีกระลอกแล้ว

ถ้าใครอยู่ในบรรยากาศช่วงนั้นจะรู้ว่าคุณไม่มีสิทธิที่จะคิดเลยว่าจะเอายังไงต่อ มันมืดแปดด้าน คนที่ยังอยู่ในองค์กรก็ไม่มีสิทธิโวยวายหากมีการลดเงินเดือนหรือเลย์ออฟ ลดเงินเดือนก็ต้องอยู่ เลย์ออฟก็ต้องออกเพราะถึงอยู่เขาก็ไม่มีเงินเดือนจ่ายให้ เมื่อคุณออกจากงาน คุณไม่มีที่ไป คนที่เคยเป็นลูกจ้างมาก่อน อย่าไปคิดไปฝันหวานว่าจะไปเป็นลูกจ้างคนอื่นต่อ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่คิดจะเปิดกิจการก็ต้องประกอบอาชีพอิสระ ผมโชคดีที่รู้จักอาจารย์เกษมสันต์ วีระกุล ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่คณะ ตอนนั้นแกทำงานอยู่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง และไปได้เวลาสั้นๆ ในช่วงข่าวสี่ทุ่ม ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ทำรายการชื่อ ถามตรง ผมเลยไปขอแกทำ บอกว่าผมสนใจอยากทำ ก็อยู่เบื้องหลังทำงานข้อมูลและประสานงาน เป็นรายการสั้นๆ ประมาณ 10 นาที วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ถือเป็นประสบการณ์อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ ที่สำคัญคือมันทำให้ผมมีรายได้ในจังหวะที่คนรุ่นผมจำนวนมากกำลังล้มหายตายจาก ไม่มีเงินผ่อนรถผ่อนบ้าน บางคนต้องกลับไปขอเงินพ่อแม่

แล้วขยับยังไงต่อ

ผมช่วยทำรายการอยู่เกือบปี ก็พอดีพี่เล็กเจ้าเก่าอยากเปิดแม็กกาซีนเล่มใหม่แนวเศรษฐกิจการเมือง ชื่อ Thaicoon ก็ได้โอกาสปล่อยข้อมูลที่สะสมมาจากงานทีวีออกมาเป็นงานเขียน ทำ Thaicoon มาตั้งแต่ฉบับแรก ก่อนจะขยับมาทำโอเพ่น ซึ่งเกิดจากทีมงานที่ทำ Thaicoon มาด้วยกัน เริ่มทำตั้งแต่ฉบับที่หนึ่งอีกเหมือนเดิม

คุณทำโอเพ่นอยู่ประมาณสองปีนับจากเล่มแรก ได้ประสบการณ์อะไรบ้าง

ผมได้เรียนรู้ว่าการทำหนังสือเป็นการทำงานศิลปะ ผมเป็นคนที่คิดแบบเด็กหัวสี่เหลี่ยม คือชอบมองอะไรเป็นศาสตร์ แต่โอเพ่นโดยภิญโญ(ผู้สัมภาษณ์) เข้ามาคอยสะกิด คอยรบกวนหัวใจผมอยู่ตลอดเวลาว่า เรื่องบางเรื่องมันเป็นอาร์ตนะเว้ย เรื่องบางเรื่องต้องใช้เซ้นส์ ไม่ใช่ใช้ลอจิก บางเรื่องไม่มีตรรกะ และนี่อาจเป็นเหตุที่ทำให้ผมออกจากโอเพ่นมาทำงานมูลนิธิ 14 ตุลาเพราะผมเริ่มใช้เซ้นส์ (หัวเราะ)

ผมอยู่โอเพ่นอย่างมีความสุข พูดจริงๆ คือตอนทำที่นี่ไม่ได้มีเป้าหมายหรือความคิดเลยว่าหนังสือเล่มนี้มันจะมีประโยชน์กับใคร หรือจะเป็นผู้นำทางความคิดให้ใคร ซึ่งอันนี้อาจจะแตกต่างจากคนทำหนังสือทั่วๆ ไป หรืออย่างน้อยที่สุดก็แตกต่างจากหนังสือสองเล่มก่อนหน้าที่จะมาทำโอเพ่น แต่ผมมีความสุขเพราะรู้สึกว่ามันงาม สนุกกับการได้ใส่ความคิดที่หลากหลายลงไปผ่านตัวหนังสือ เพราะเบื้องหลังของโอเพ่นมีคนทำงานอยู่แค่ 2-3 คนเท่านั้นเอง

แล้วทำไมตอนนั้นถึงเลือกที่จะไปดูแลอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

ผมไม่ได้โตมาจากเอ็นจีโอ เลยรู้สึกอยากจะเข้าไปรู้จักมันบ้าง อย่างน้อยก็เรียกเอาความรู้สึกสมัยทำกิจกรรมนักศึกษากลับมาบ้างก็ยังดี เพราะโลดแล่นอยู่ในงานเอกชนมาพอควรแล้ว แต่การจะเข้าไปรู้จักเอ็นจีโอสักแห่งที่ท้าทายก็ไม่ควรเป็นเอ็นจีโอที่ตั้งมานานหรือมั่นคงแล้ว เพราะชีวิตการทำงานของผมเป็นชีวิตที่อยู่ในองค์กรที่ต้องบุกเบิกใหม่เสมอ ที่นี่เลยกลายเป็นงานที่สอดคล้องกับตัวเอง อนุสรณ์สถานเปิดได้สองสัปดาห์ ผมเข้าไปบริหารดูแลเป็นผู้จัดการคนแรก ภายใต้การกำกับของบอร์ดหรือคณะกรรมการมูลนิธิ

ทีนี้ ในฐานะที่เข้าไปเป็นผู้จัดการอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา นอกจากดูแลสถานที่แล้ว คุณเข้าไปทำอะไรบ้าง

ในช่วงแรกผมพยายามทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ไม่เกี่ยวกับ 14 ตุลา

ทำไมถึงทำอย่างนั้น

เพราะเมื่อไหร่ที่เราทำทุกเรื่องเกี่ยวกับ 14 ตุลา ทำเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับ 14 ตุลา ที่สุดแล้ว 14 ตุลาจะถูกลืม เพราะโดยความเป็น 14 ตุลา มันคืออดีต อดีตจะไม่มีประโยชน์กับปัจจุบันและอนาคตเลยถ้าคุณไม่ได้สังเคราะห์และถอดคุณค่าของมันออกมาใช้ อดีตจะไม่เป็นประโยชน์เลยถ้าคุณจำแต่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นและผ่านไปแล้ว โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นกลับมารับใช้ปัจจุบันและอนาคตได้อย่างไร ผลสะเทือนของ 14 ตุลามีเรื่องให้เล่นเยอะแยะและในหลายแวดวง แวดวงที่สำคัญที่สุดคือแวดวงวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม ดนตรี ภาพยนตร์ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมสนใจและคิดว่าเหมาะกับพื้นที่อย่างอนุสรณ์สถาน เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าไปทำงานที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา โปรเจ็กต์แรกที่ผมสนใจและลงมือทำเป็นโปรเจ็กต์ทางวัฒนธรรมที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองเลย มีการจัดฉายหนัง เล่นดนตรี ออกร้านขายหนังสือเล็กๆ ให้กับคนร่วมสมัย โดยไม่จำเป็นว่าคุณต้องเกี่ยวข้องกับ 14 ตุลาหรือไม่

ผมคิดว่าพื้นที่ของอนุสรณ์สถานควรเปิดให้กว้างที่สุดสำหรับคนในยุคปัจจุบัน กลุ่มเป้าหมายที่ผมสนใจมากที่สุดคือเยาวชน ผมวางไว้ว่าภารกิจสำคัญของอนุสรณ์สถานคืองานกิจกรรมเยาวชน ผมว่าเวลาเราบอกว่าอนุสรณ์สถานมีไว้เพื่อให้รำลึกถึงคุณค่าของคนที่เสียสละชีวิตไปเมื่อปี 2516 เพราะฉะนั้นกลุ่มเป้าหมายที่เราจะมุ่งเข้าไปหาจึงไม่ใช่คนในอดีตนะครับ แต่หมายถึงคนที่ยังมีชีวิตอยู่ และต้องเป็นเยาวชนที่กำลังจะเติบโตเป็นคนหนุ่มสาวในอนาคต เราต้องทำงานให้คนเหล่านี้รำลึกถึง 14 ตุลาในแง่มุมที่สอดคล้องกับชีวิตเขา

วิธีคิดแบบที่ไม่ไปผูกติดกับ 14 ตุลา มันมีผลกระทบกับคนที่เป็นแกนนำ ที่เราเรียกกันรวมๆ ว่า “คนเดือนตุลา” หรือเปล่า

ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คำว่า “คนเดือนตุลา” ถูกพูดขึ้นมาในที่สาธารณะครั้งแรกโดยอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เมื่อครั้งที่มีการจัดงานรำลึกเนื่องในวาระ 20 ปี 6 ตุลา ประมาณ 10 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นคำนี้ถูกใช้ค่อนข้างพร่ำเพรื่อไปสักนิด เพื่อนๆ รุ่นผมหรือน้องๆ ลูกศิษย์ที่สอน บอกว่าเวลาได้ยินคำว่า “คนเดือนตุลา” รู้สึกเหมือนกับคนกลุ่มนี้เป็นคนอีกชนชั้นหนึ่งที่วิเศษกว่าคนอื่น เสียสละกว่า มีคุณค่ากว่า และอะไรๆ ที่มันดีกว่า ทั้งๆ ที่ไม่จริงเลย ถ้าใช้เกณฑ์ว่า “คนเดือนตุลา” คือคนที่ร่วมส่วนในขบวนการเคลื่อนไหวยุค 14 ตุลา 6 ตุลา ก็ยังมี “คนเดือนตุลา” จำนวนไม่น้อยที่รู้สึกไม่ค่อยดีนักที่ตัวเองถูกเรียกว่าเป็น “คนเดือนตุลา” แต่ไม่รู้จะไปลาออกกับใคร (หัวเราะ) เพราะในรอบ 5 ปีมานี้ มีปรากฏการณ์หลายอย่างที่ชี้ว่า “คนเดือนตุลา” จำนวนหนึ่งได้ละทิ้งสิ่งที่เป็นอุดมคติหรือคุณค่าที่เพื่อนฝูงหรือตัวเองเคยยึดถือ และก็เพราะความคลุมเครือกำกวมในความหมายของการเรียกขานตั้งแต่แรก มันก็เลยชวนให้หลายคนรู้สึกอึดอัด ไม่อยากใช้ชื่อนี้เรียกร่วมกัน

เพราะฉะนั้น ผมอยากเสนอว่าในวาระ 30 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา ปีนี้ เรามาช่วยกันเลิกเรียกขานหรือใช้คำว่า “คนเดือนตุลา” กับใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เดือนตุลากันอีก ดีมั้ย? เพื่อให้คนทุกเดือนสามารถร่วมส่วนในความเสียสละ อุทิศตัวให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม และการเมือง ขอเพียงแค่รู้จักถอดคุณค่าอุดมคติของคนหนุ่มสาวเมื่อ 30 ปีที่แล้วซึ่งกล้าเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกเพื่ออะไรบางอย่างที่เชื่อว่าจะทำให้สังคมดีกว่าเดิม เป็นธรรมกว่าเดิม ตราบใดที่เรามีคนกล้าฝันกล้าแสวงหาสังคมที่เป็นธรรมโดยไม่กลัวอำนาจที่ไม่ชอบธรรม ความทรงจำเดือนตุลาทั้ง 14 ตุลาและ 6 ตุลาก็ไม่หายไปไหนหรอก จะพูดจะจำวันสลับปีกันไปบ้างก็ช่างมัน

เพราะไม่อย่างนั้นก็จะมีคนบางคนสวมเสื้อ “คนเดือนตุลา” เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมืองโดยข้ออ้างของเสื้อที่สวมใส่

ใช่ คนประเภทนั้นมีแน่นอน คงมีไม่น้อยด้วย แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ผมคิดว่าถ้าจะวิพากษ์วิจารณ์ “คนเดือนตุลา” และยังยินดีที่จะใช้คำนี้เรียกขานคนกลุ่มหนึ่งอยู่ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา อย่าไปเหมารวมคนทุกคน อย่าวิจารณ์หรือยกย่องแบบยกเข่ง ต้องจำแนกแยกแยะให้ดี เหตุการณ์ 14 ตุลาเกิดขึ้นมาโดยคนที่มีความคิดหลากหลาย ไม่ได้มาจากคนที่มีความคิดเหมือนกันชุดเดียวกัน คนเหล่านี้เข้าร่วมเหตุการณ์ 14 ตุลาเพราะรังเกียจการผูกขาดอำนาจของสามทรราช ถนอม-ประภาส-ณรงค์ คนเหล่านี้มีทั้งที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยม พวกนิยมระบบกษัตริย์ มีทั้งที่เป็นฝ่ายซ้าย และพวกเสรีนิยม แต่คนพวกนี้ร่วมกันสู้กับเผด็จการของสองตระกูลกินเมือง ในที่สุด เมื่อชนะ ต่างคนต่างก็ไปแสวงหาแนวทางวิธีการของตัวเองในการปันส่วนผลประโยชน์และอำนาจทางการเมืองผ่านช่องทางต่างๆ ในสังคมตามที่ตนเองถนัด เพราะฉะนั้น อย่าไปมองว่า “คนเดือนตุลา” เหมือนกันหมด มันไม่ใช่เนื้อเดียวกันตั้งแต่พื้นฐานทางประวัติศาสตร์อยู่แล้ว แต่คนในสังคมไทยนิยมอ่านนิยายหรือดูละครน้ำเน่าไง ก็เลยชอบมองอะไรขาว-ดำ มีพระเอก-ผู้ร้าย มีนางเอก-นางอิจฉา คำที่ถูกเอาไปใช้จนพร่ำเพรื่อไม่รัดกุม ก็เลยทำให้คนซึ่งมีวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบขาว-ดำเข้าใจผิดไปได้ง่ายๆ

ผมมองว่าบทบาทหนึ่งของมูลนิธิ 14 ตุลาคือการถอดเอาคุณค่าความหมายของเหตุการณ์เดือนตุลามาให้คนรุ่นหลังได้ใช้เป็นแนวทาง หรืออย่างน้อยได้นำเสนอผ่านกิจกรรมต่างๆ ให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้เห็นว่าครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ สังคมไทยเคยมีคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขาซึ่งมีจิตใจเสียสละเพื่อสังคม ผมอยากเห็นรูปธรรมการเสนอแนวทางที่แตกต่างจากทางเลือกที่มีอยู่ในปัจจุบันให้กับเยาวชน ไม่ใช่แค่พูดในวงเสวนาอภิปราย แต่เป็นรูปธรรมที่บอกให้เขารู้ว่าไม่ได้มีแต่คุณค่าทางวัตถุ เงินทอง ชื่อเสียงเป็นเกณฑ์ชี้วัดความสำเร็จของชีวิตเท่านั้นนะ ยังมีทางอื่นอีก และทางอื่นที่ว่านั้นเคยมีคนบุกเบิกถากถางทางเอาไว้ให้แล้ว บางคนล้มหายตายไปในประวัติศาสตร์ แต่ยังมีอีกมากที่น้อมตัวเองทำงานไม่ได้หยุดโดยไม่เคยป่าวประกาศตัวเอง ไม่ต้องแอบอิงความฝันใหญ่โต แต่ก็เป็นความฝันที่ไม่ใช่การบรรลุซึ่งประโยชน์ของตัวเอง หากแต่เป็นความฝันเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

คุณค่าของเหตุการณ์เดือนตุลาไม่ได้อยู่ที่การจดจำได้ว่าเหตุการณ์วันนั้นป็นอย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไรเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องราวของคนที่มีความฝันแตกต่างกันไป ไม่ใช่เฉพาะคนที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บเท่านั้น แต่ทุกๆ คนที่มีส่วนในการเคลื่อนไหวซึ่งประกอบกันขึ้นมามาจากส่วนเล็กส่วนน้อยของประวัติศาสตร์ช่วงนั้นด้วย ผมคิดว่าถ้าเราถอดเรื่องราวอย่างนี้มานำเสนอให้ดีๆ มันจะเป็นแนวทางหรือแบบอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นปัจจุบันได้อย่างมีพลังทีเดียว

พื้นฐานความคิดอย่างนี้หรือเปล่าที่ทำให้เกิดโครงการการตามหาคนเล็กๆ ของเดือนตุลา

ถูกต้อง การตามหาคนเล็กๆ ในเหตุการณ์ 14 ตุลาเป็นเนื้อหาที่สะท้อนจุดมุ่งหมายของการสร้างของพิพิธภัณฑ์ 14 ตุลาที่ชัดเจนที่สุด และพิพิธภัณฑ์ 14 ตุลาก็คือความคิดรวบยอดที่เป็นรูปธรรมที่สุดของสิ่งที่ผมพยายามจะอธิบาย

ที่มาของความคิดเรื่องการตามหาคนเล็กคนน้อยของเหตุการณ์ 14 ตุลามาจากความคิดที่อยากจะเปลี่ยนแปลงอนุสรณ์สถานฯ ในขณะนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ 14 ตุลา เพื่อหน้าที่ให้เต็มที่สมกับความยากลำบากที่กว่าจะได้มาต้องใช้เวลาเรียกร้องและการก่อสร้างถึง 28 ปี เพราะเราเห็นแล้วว่าลำพังอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาที่สี่แยกคอกวัวทุกวันนี้ เป็นแค่สถานที่จัดประชุมและใช้ประกอบพิธีรำลึก ถ้าหากเราต้องการสร้างอะไรสักอย่างให้คนรำลึกถึง ผมว่าไปสร้างที่อื่นก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องรอถึง 28 ปี แต่นี่สู้อุตส่าห์ลงแรงกันมาเกือบทั้งชีวิตเพื่อให้มีอนุสรณ์สถาน จะให้มีเพียงแค่สถูปวีรชนเป็นสัญลักษณ์เพื่อให้คนเข้ามาระลึกถึงเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องทำให้สถานที่นี้มีส่วนในการสร้างพื้นที่ความทรงจำ เกิดแรงผลักดัน แรงบันดาลใจเพื่อไปทำอะไรต่อ เป็นแนวทางที่เราจะโยนเข้าไปในหมู่ของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน เพื่อที่พวกเขาที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันจะสามารถสานต่อสิ่งที่เป็นอุดมคติหรือคุณค่าความหมายของเหตุการณ์เดือนตุลาต่อไปในอนาคตได้

ทีนี้การที่พวกเขาจะรับสารตรงนั้นได้ มันไม่ใช่แค่การเดินเข้าไปแล้วยกมือไหว้สถูปที่ตั้งอยู่อย่างเดียว ต้องมีอะไรมากกว่านั้น เราเลยนึกถึง Discovery Museum หรือพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ขึ้นมา ประกายความคิดของพิพิธภัณฑ์ 14 ตุลาในลักษณะนี้ เกิดขึ้นมาโดยคณะอนุกรรมการชุดหนึ่ง ซึ่งมีคุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ บ.ก.นิตยสารสารคดี เป็นหนึ่งในอนุกรรมการ และได้ยกตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ที่แทสมาเนีย ออสเตรเลีย ว่ามันพูดถึงกำเนิดและการสร้างชาติของประเทศออสเตรเลีย โดยการบอกเล่าผ่านเรื่องราวของบรรดานักโทษที่ขนมาจากอังกฤษ คนออสเตรเลียรุ่นแรกที่ไม่ใช่ชาวพื้นเมืองอะบอริจินส์นี่เป็นนักโทษเกือบทั้งนั้นนะครับ เขาก็ไปสืบค้นเรื่องราวชาวบ้านหรือนักโทษแต่ละคนว่ามาถึงที่นี่แล้วทำมาหากินอะไร เติบโตก้าวหน้าควบคู่กับชาติออสเตรเลียอย่างไร คนมาชมพิพิธภัณฑ์จะมีส่วนร่วมโดยถูกกำหนดตั้งแต่เข้าพิพิธภัณฑ์ว่าเขาต้องตามรอยของคนชื่ออะไร เป็นคนที่มีตัวตนจริง อาจไม่ได้เป็นแม่ทัพ ไม่ได้เป็นขุนพลที่ไหน เป็นคนธรรมดานี่แหละ ช่างทำร้องเท้า คนตีเหล็ก ชาวนา แต่คนเหล่านี้คือคนสร้างชาติ เพราะการสร้างชาติไม่ได้เกิดขึ้นเพราะแม่ทัพหรือขุนนางไม่กี่คน แต่มาจากคนเล็กคนน้อยที่เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพราะฉะนั้น ทุกคนจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของประเทศออสเตรเลียผ่านบุคคลจริงๆ ซึ่งเป็นคนที่แสนจะธรรมดา เราเลยเกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าต้องการให้ 14 ตุลาไม่ตายไปจากสังคม ต้องทำให้ 14 ตุลาอยู่ในความทรงจำที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ เรื่องของคนธรรมดาคนเล็กคนน้อยจึงเป็นคำตอบอันหนึ่ง คำถามต่อมาคือ เราจะไปหาคนธรรมดาเหล่านี้ที่ไหนในเมื่อประวัติศาสตร์ 14 ตุลาที่เราพูดถึงเกี่ยวพันกับคนที่ถูกเอ่ยชื่อถึงนับไปนับมาแล้วไม่เกิน 30 คน ทั้งๆ ที่เวลาดูภาพเหตุการณ์ 14 ตุลา เราเห็นคนเต็มถนนราชดำเนินไปหมด แต่เราไม่เคยนึกสงสัยว่าคนเหล่านั้นเป็นใคร วิธีหาคำตอบที่ง่ายที่สุด แต่ทำจริงๆ แล้วยากสุดๆ คือเริ่มหาคนเหล่านั้นจากภาพถ่ายที่เราเห็นคุ้นตามาตลอด 30 ปี แต่ไม่เคยสนใจไถ่ถามว่าคนๆ นั้นคือใคร

เราจึงเริ่มลงมือโดยการใช้ภาพถ่ายเป็นหลัก ทำงานเหมือนนักสืบ เริ่มจากคนใกล้ตัวคือกรรมการมูลนิธิ ว่าใครรู้จักคนไหนในภาพบ้าง แล้วก็หาทางติดต่อ นัดคุย แล้วเอารูปที่เราสนใจไปให้เขาดูต่อ เพื่อขยายวงออกไป เหมือนกับใยแมงมุม บางทีคนหนึ่งเห็นภาพแล้วจำอีกคนหนึ่งได้ แต่อาจจำอีกคนหนึ่งไม่ได้ ก็ค่อยๆ สืบไป แต่ปัจจัยที่ทำให้เราหาคนได้มากและเร็วกว่าการตามหาด้วยตัวเองคือการใช้สื่อ ก็ต้องขอบคุณมติชนสุดสัปดาห์ ไทยรัฐ ไอทีวี ที่ให้พื้นที่ในการนำภาพที่เราต้องการไปลง ปรากฏว่ามีคนติดต่อเข้ามาในช่วงที่ภาพถูกเผยแพร่ออกไปมากทีเดียว ความลำบากขั้นต่อมาหลังจากได้สัมภาษณ์บุคคลในภาพก็คือ เราต้องมีวิธีสร้างความมั่นใจด้วยว่าคนนั้นเป็นคนในภาพจริงๆ เวลาสัมภาษณ์ก็ต้องฟังหูไว้หู ไม่ลืมที่จะไถ่ถามคนอื่นในข้อมูลชุดเดียวกัน เพื่อความแน่ใจ

โครงการยังไม่เสร็จ ทำไมตัดสินใจเดินออกมา

ผมถูกกล่าวหาอย่างเลื่อนลอยและเป็นเท็จ ผมรังกียจที่สุดกับพฤติกรรมชูกระดาษเปล่ากล่าวหาคน ผมคิดว่ามันง่ายแต่ต่ำทราม การซุบซิบนินทาแล้วลือกันไปผสมโรงจากเรื่องนั้นไปเรื่องนี้เพราะมีอคติและความไม่ชอบเป็นการส่วนตัวเพื่อทำลายคนที่ตนไม่ชอบ ไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่ผมจะทำงานต่อได้

เกิดอะไรขึ้นที่นั่น อธิบายได้ไหม

การทำงานเอ็นจีโอคงมีมาตรฐานบางอย่างที่อธิบายยากนะครับ ผมเป็นคนใจร้อนแต่ก็ไม่ใช่คนเลือดร้อนเหมือนสมัยเรียนอยู่ปีหนึ่ง ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว เพราะฉะนั้นการตัดสินใจออกจากงานที่ผมพูดได้เต็มปากว่าเป็นงานที่ผมมีทัศนคติดีมากๆ และสามารถทำต่อไปได้เป็นสิบปี มันมาจากสภาพที่เราไม่สามารถทนทำต่อไปได้อีก มันไม่สนุกแล้ว มันกลายเป็นเรากำลังเสี่ยงกับการเอาชื่อเสียงของพี่น้องไปแขวนไว้บนเส้นลวด ไม่ได้หมายความว่าตระกูลผมสูงส่งมาแต่ไหนนะ ก็แค่ลูกเจ๊กขายก๋วยเตี๋ยว แต่พี่น้องผมก็สร้างคุณงามความดีไว้ไม่น้อยให้แผ่นดินนี้ ผมถือว่าจะต้องพิทักษ์รักษาเกียรติและความดีเหล่านี้ไว้ด้วย

ผมไม่ชอบเห็นใครมาจับความฝันคนอื่นไว้เป็นตัวประกัน แต่เอ็นจีโอผู้ใหญ่บางคนชอบทำอย่างนั้น อ้างเหตุสารพัดหว่านล้อมให้ทำงานให้ อ้างเอาความฝันของเราที่ยังทำโน่นนี่ไม่สำเร็จเสร็จสิ้นมาโน้มน้าวให้ทำงานต่อไป อ้างถึงประโยชน์ส่วนรวม อ้างถึงประชาชน แต่ยามที่เราลำบากกลับไม่ปกป้อง เผลอๆ บางคนผสมโรงกระทืบซ้ำ

เรื่องที่ผมรู้สึกว่ารุนแรงที่สุดคือการตัดสินใจเซ็นเซอร์หนังสือปาฐกถา 14 ตุลา 48 คือเป็นการเซ็นเซอร์ตัวเอง พิมพ์เสร็จแล้วแต่ไม่มีการจำหน่ายจ่ายแจกในวันงาน สำหรับผู้ใหญ่บางท่านในมูลนิธิอาจคิดว่านี่เป็นเรื่องไม่ร้ายแรง เพราะมีการคุยกันด้วยวาจาแล้วก่อนที่จะถึงวันงาน ผมยอมรับว่าผู้ใหญ่หลายท่านได้ใช้วิจารณญาณความรอบคอบอย่างมากในการที่จะไม่ทำให้เกิดความบาดหมาง และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา แต่ในเชิงหลักการ ผมเป็นคนพูดให้เด็กๆ ฟังมาตลอด 4 ปีว่า คุณค่าอันหนึ่งของเหตุการณ์ 14 ตุลาที่เยาวชนคนรุ่นหลังควรนำไปปรับใช้ คือความกล้าหาญที่จะต่อสู้กับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้น ถ้าผมยอมรับการเซ็นเซอร์ตัวเองเพราะเกรงว่ามูลนิธิและพวกเราจะถูกรังแกโดยอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ก็เท่ากับผมทรยศต่อคุณค่าและความหมายของ 14 ตุลาที่ผมเองเป็นคนพร่ำพูดให้เด็กๆและเยาวชนฟัง

การเซ็นเซอร์ตัวเองไม่ใช่สปิริตของ 14 ตุลา ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่สปิริตขององค์กรอย่างมูลนิธิ 14 ตุลาด้วย ถ้า 14 ตุลาจะอยู่ในความทรงจำของสังคมไทย เราต้องรักษาสปิริตของความกล้าที่จะเผชิญกับอำนาจที่ไม่เป็นธรรมทุกรูปแบบ ไม่ว่าอำนาจนั้นจะมาทางตรงหรือทางอ้อม อำนาจกับเสรีภาพเป็นความสัมพันธ์ที่ผกผันกัน ถ้าคุณยอมให้มีอำนาจมาก เสรีภาพย่อมน้อยลง ดังนั้นถ้าเราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่จะพูดจะเขียนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราก็ต้องกล้าเผยแพร่ออกไป 14 ตุลายิ่งใหญ่เพราะอย่างนี้มิใช่หรือ แต่เรากลับดูแคลนสิ่งที่เป็นสปิริตของ 14 ตุลา ประเด็นนี้ผมรู้สึกว่าสำคัญและเป็นเรื่องใหญ่มาก

ถ้าอย่างนั้น อะไรคือสิ่งที่คุณอยากทำมากที่สุด

ผมลาออกจากมูลนิธิแล้ว ก็ถือว่าทุกอย่างสิ้นสุด แต่ถ้าถามคำถามนี้ผมตอบได้เลยว่าอยากทำพิพิธภัณฑ์ 14 ตุลาให้สำเร็จ และถ้าเป็นได้ก็อยากทำพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลาด้วย นี่เป็นความฝันของผมนะ ถ้ามีโอกาสอีกผมจะทำ แต่ผมจะไม่ทำเพราะมีใครจับเอาความฝันผมไว้เป็นตัวประกัน แล้วมาอ้างเหตุผลที่ต้องทำด้วยคำใหญ่ๆ โตๆ

เราเริ่มคุยกันมาตั้งแต่ความทรงจำ 7 ขวบ วันนี้คุณเป็นผู้ชายอายุ 40 ปี เมื่อมองย้อนกลับไป เห็นอะไรในช่วงชีวิตที่ผ่านมาของตัวเองบ้าง

มองเห็นความผิดพลาดมากมาย เพราะผมใช้ความผิดพลาดเป็นครู ทุกวันนี้ผมยังฝันร้ายอยู่เรื่อยๆ เป็นฝันร้ายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดพลาดของตัวเองในอดีต เพราะฉะนั้น ถ้ามีใครพูดว่าสิ่งที่เป็นอดีตผ่านไปแล้วให้ลืมไป ผมบอกได้เลยว่าลืมไม่ได้ มันยาก มนุษย์เรา ถ้ายังรู้จักผิดชอบชั่วดี สิ่งใดที่ทำลงไปมันจะอยู่ในใจตลอด

แต่ผมไม่ถึงขนาดจมอยู่กับความผิดพลาดนั้นตลอดไป ความผิดพลาดเหล่านั้นแก้ไม่ได้ ทำไปแล้ว ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนคงไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิดพลาดมาก่อน แต่มนุษย์มีความสามารถในการให้อภัยตัวเองได้มากน้อยต่างกันไป ถ้าใครให้อภัยได้มาก คุณอาจไม่ฝันร้าย ใครที่ยังไม่ให้อภัยตัวเอง คุณอาจฝันร้ายมากหน่อย ฝันร้ายทุกคืน ส่วนผมเป็นประเภทนานๆ ที แสดงว่าให้อภัยตัวเองได้บ้าง

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงชอบย้อนกลับไปมองอดีต เพราะอดีตสอนเรา สอนให้เราอย่าเชื่อในปัจจุบันและอย่าวางใจอนาคตจนเกินไป หลายครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เราเคยทำมันมาแล้ว ถ้าเคยทำแล้วไม่พลาด คุณใช้อดีตเป็นแนวทางได้ แต่ถ้ามันเคยพลาด ก็อย่าทำ ยกเว้นแต่สรุปบทเรียนได้ รู้ว่าที่พลาดไปมาจากอะไร ต้องแก้ไขยังไง คุณก็ทำไปตามประสบการณ์ที่สรุปบทเรียนได้ การใช้ชีวิตก็แค่นี้เอง เพียงแต่ตอนดำเนินชีวิตจริงมันยาก เพราะหลายครั้งเราตัดสินใจไปโดยที่ตามไม่ทันจิตใจตัวเอง จิตใจมันไปเร็วกว่า สติสัมปชัญญะและความรู้เท่าทันจึงเป็นเครื่องมือสำคัญของชีวิต


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนกันยายน 2549

โดย รวินทร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net