วันที่ พุธ ธันวาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เพราะข้า...หมู่ภมรจึงขับขาน ๒


ในสังคมไทยสมัยก่อนก็ให้ความสำคัญกับการเขียนการอ่านมากเหมือนกัน  ตอนที่ผู้เขียนยังเป็นเด็กเคยเห็นเวลาเด็กเกิดใหม่ผู้เฒ่าผู้แก่จะเอาสมุด  ดินสอ หรือหนังสือมาสอดไว้ใต้เบาะข้าง ๆ ศีรษะเด็ก  เพราะมีความเชื่อว่า  เด็กจะได้เติบโตเป็นคนเฉลียวฉลาด รักการเรียนรู้  แต่ปัจจุบันนี้ ความเชื่อและพิธีกรรมนี้ก็ห่างหายไป ไม่ค่อยพบเห็นแล้ว  

"เพราะข้า...หมู่ภมรจึงขับขาน๑"  พูดถึงเรื่องค่ายรักการอ่าน : โครงการสานฝันให้เด็ก ๆ  ส่วน"เพราะข้า...หมู่ภมรจึงขับขาน ๒" นี้จะขอพูดถึงวาทะคนดังเกี่ยวกับการอ่าน ซึ่งคนดังที่นำวาทะมาเสนอ ณ ที่นี้ มีทั้งที่เป็นนักเขียน  นักคิด และนักการเมืองค่ะ

เรามาดูว่า คนดัง ๆ เขาให้ทรรศนะเกี่ยวกับการอ่าน  หนังสือ หรือผู้อ่านไว้ว่าอย่างไร  

“คนเราอ่านหนังสือก็เพื่อตั้งคำถาม"

"...ผมคิดว่าเราควรจะต้องอ่านเฉพาะหนังสือที่กัดและทิ่มแทงเรา  หากหนังสือที่เราอ่านไม่สามารถเขย่าให้เราตื่นเหมือนถูกทุบที่กระโหลกละก็จะมัวไปเสียเวลาอ่านตั้งแต่แรกทำไม  เพื่อที่จะทำให้เรามีความสุขแบบที่คุณว่าน่ะหรือ  โอ พระเจ้า  พวกเราคงจะเป็นสุขได้แน่นอนหากไม่มีหนังสือเลย  หนังสือที่ทำให้เรามีความสุขมีแค่หยิบมือเดียวเท่านั้นคือ  หนังสือที่เราเขียนด้วยตัวเอง  สิ่งที่เราต้องการคือหนังสือที่โบยเราเหมือนความโชคร้ายที่แสนเจ็บปวดสุดทานทน  เหมือนการตายของใครบางคนที่เรารักมากเสียยิ่งกว่าตัวเราเอง  หนังสือที่ทำให้รู้สึกราวกับเราถูกเนรเทศให้ไปอยู่ในป่า ห่างไกลจากความเป็นอยู่ของมนุษย์มนา  เหมือนการฆ่าตัวตาย  หนังสือเล่มหนึ่งจะต้องเป็นเหมือนขวานที่จามลงไปในทะเลน้ำแข็งภายในตัวเรา  นั่นแหละคือสิ่งที่ผมเชื่อ...”

ฟรันซ์  คาฟกา

“หนังสือเล่มหนึ่งจะยังไม่เป็นหนังสือถ้าไม่มีผู้อ่าน เหมือนกับสมุดโน้ตดนตรีจะกลายเป็นดนตรีได้ก็ต่อเมื่อมีผู้มาเล่นโน้ตนั้น  เมื่อมีตัวบท (หนังสือ) ก็หมายความว่าจะมีการอ่าน  “การอ่านอยู่ในตัวบท แต่ไม่ได้ถูกเขียนไว้  การอ่านคืออนาคตของตัวบท"

อุมแบร์โต  เอโก

“...เขา (ผู้อ่าน) มิได้เป็นเพียงผู้ถอดรหัสความหมาย  แต่เป็นผู้เพิ่มความหมาย  เขาไม่ได้ตีความแต่กำลังร่วมผลิต  เขาเก็บสะสมถ้อยคำในภาษา (ของผู้แต่ง) ปล่อยให้ถ้อยคำผ่านตัวเขากลับไปกลับมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  เขาเป็นเส้นทางเดินของถ้อยคำ”

โลลองด์  บาร์ธส์

“การจดจำข้อความ  การนำหนังสือเล่มหนึ่งที่เคยอ่านเข้าไปไว้ในจิตใจ  การกระทำเหล่านี้นี่เองทำให้นักอ่านกลายเป็นหนังสือเล่มที่เขาและคนอื่น ๆ สามารถอ่านได้” 

(โลกในมือนักอ่าน)

“การอ่านข้อเขียนมีอย่างน้อย ๒ แบบ  “เพื่อให้เราได้รับความหมายหนึ่งจากตัวอักษรของข้อเขียน  และอีกแบบหนึ่งคือ จากที่ตัวอักษรเหล่านั้นสื่อความหมาย  แบบแรกเรียกว่า ตามตัวอักษร  ส่วนแบบหลังเรียกว่า  การตีความหรือสิ่งลึกลับ” 

ดังเต้

“คนที่ชอบอ่านนิทานหรือถูกนิทานกล่อมมาตั้งแต่วัยเด็กนั้น จะจัดระเบียบชีวิตได้ดี และมีแนวโน้มที่จะคาดการณ์ได้แม่นยำกว่าผู้ที่ต้องถูกบังคับให้อ่านนิทาน ...การรู้จักชีวิตตั้งแต่เล็กก็คือ การมีมุมมองรับรู้ต่อชีวิตจริงแล้ว”

(โลกในมือนักอ่าน)

“เมื่อใดก็ตามที่ท่านอ่านหนังสือและเจอะเจอประโยคที่แสนวิเศษซึ่งปลุกเร้าหรือทำให้จิตวิญญาณของท่านสดชื่น  จงอย่าเพียงแค่เชื่อในอำนาจสติปัญญาของตน  แต่จงบังคับให้ตัวท่านเองเรียนรู้ด้วยหัวใจและทำให้มันคุ้นเคยกับท่านโดยการเพ่งพิจารณามัน  เพื่อว่าเมื่อใดก็ตามที่เกิดมีเหตุการณ์ร้ายแรง ซึ่งปลุกความวิตกกังวล  ท่านจะรักษาอาการได้ทันท่วงที  เนื่องจากมันจดไว้ในจิตใจของท่านแล้ว  เมื่อท่านเจอะเจอข้อความใดที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ก็จงจับมันให้มั่น  เหมือนดั่งว่ามีกาวจับนกอยู่ในความทรงจำของท่าน  มิฉะนั้นมันอาจจะโบยบินหนีไป” 

ออกัสติน

แต่ละวาทะของคนดังก็ล้วนมุ่งประเด็นของประโยชน์การอ่าน  การเขียน และหนังสือ ทุกอย่างควรประสานกลมกลืนกัน  นักอ่านก็ควรมีวิสัยของนักอ่าน คือ มีพฤติกรรม หนอนหนอน (หนอนหนังสือ) หนังสือก็ควรมีคุณลักษณะที่สามารถกระตุ้นจิตวิญญาณของผู้อ่านได้ ดั่งคาฟกาว่า (ยกมาอีกทีเพราะชอบมั่ก ๆ)

 

“สิ่งที่เราต้องการคือหนังสือที่โบยเราเหมือนความโชคร้ายที่แสนเจ็บปวดสุดทานทน  เหมือนการตายของใครบางคนที่เรารักมากเสียยิ่งกว่าตัวเราเอง  หนังสือที่ทำให้รู้สึกราวกับเราถูกเนรเทศให้ไปอยู่ในป่า ห่างไกลจากความเป็นอยู่ของมนุษย์มนา  เหมือนการฆ่าตัวตาย  หนังสือเล่มหนึ่งจะต้องเป็นเหมือนขวานที่จามลงไปในทะเลน้ำแข็งภายในตัวเรา  นั่นแหละคือสิ่งที่ผมเชื่อ...”   

ในนามของนักอ่านก็หวังว่าจะได้อ่านหนังสือที่มีคุณลักษณะแบบนี้บ้างนะคะ   

 มีกลอนจากคนยังไม่ดังฝากให้เด็ก ๆ ค่ะ อ่านให้เป็นกลอนละกัน

 

อ่านอ่านอ่าน  อ่านอ่าน และอ่านอ่าน

อย่าพลุกพล่านอ่านไปให้เต็มสมอง

เล่นเล่นเล่น  เล่นเล่น  เล่นคะนอง

อย่าลำพองวัยวันฉันยังเยาว์.

พนมมุกดา

ขอบคุณภาพสวย ๆ จากอินเทอร์เน็ตค่ะ

ภาพที่ ๑,๒ จากบน นำมาจาก bloggang.com :สัญจร ดาวส่องทาง ของพี่ปอน (พิบูลย์ศักดิ์  ละครพล) ขอขอบคุณค่ะ

 

 

 

โดย poranee

 

กลับไปที่ www.oknation.net