วันที่ ศุกร์ ธันวาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กล้าพูด กล้าทำ ไม่พอ...ต้องกล้าฟังคนอื่นด้วย


 

 

วันก่อนได้มีอากาสอ่านหนังสือ “My Life as a Coach” ของ “ซิคเว่ เบรคเก้”  ซีอีโอชื่อดังของดีแทค  ที่ท่านผู้อ่านคงคุ้นหน้าคุ้นตาตามหน้าจอทีวี   เพราะพี่แกลงทุนสวมบทเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับบริการโทรศัพท์มือถือเองจนเป็นที่รู้จักกันทั้งบ้านทั้งเมืองทั้งแบรนด์และตัวแกเอง

 

ผมติดใจอยู่บทหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ที่พูดถึงความจำเป็นของผู้นำองค์กรในการเปิดกว้างรับฟังความเห็นที่แตกต่าง

 

ซิคเว่อ้างถึงวลีอำมตะของ “วินส์ตัน เชอร์ชิลล์”  อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษของอังกฤษ ที่ว่าผู้นำ “ต้องมีความกล้าที่จะลุกขึ้นพูด  และในเวลาเดียวกันต้องมีความกล้าที่จะนั่งลงฟังคนอื่นพูดด้วย”

 

ถ้าจะให้ขยายความหมายก็คือ คนที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้ ไม่ใช่แค่กล้าพูด กล้าทำแต่เพียงอย่างเดียว

 

แต่ต้องกล้าฟัง และกล้าแก้ไขด้วย

 

อ่านแล้วอดนึกถึงนักการเมืองบ้านเราไม่ได้   ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่ต่างคนต่างพากันอวดความรู้ความสามารถและวิสัยทัศน์ให้ชาวบ้านฟัง ก็ยิ่งทำให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า

 

ถ้าเกิดได้เป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมืองขึ้นมาจริง ๆ นักการเมืองเหล่านี้จะฟังเสียงชาวบ้านหรือเสียงที่ตัวเองไม่อยากได้ยินและพร้อมจะแก้ในข้อผิดพลาดหรือเปล่า

 

ตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้ว   ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรนั่นเองแหละ

 

คุณทักษิณเป็นคนเก่ง มีความคิดกว้างไกล   แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าไม่มีความอดทนที่จะฟังเสียงชี้แนะที่อาจไม่รื่นหู

 

คือเป็นคนที่กล้าคิด กล้าทำ  แต่ไม่กล้าฟัง

 

คุณทักษิณอาจจะแสดงทีท่าฟังคำแนะนำจากคนอื่นในช่วงก่อนที่จะเป็นใหญ่  เพราะจำเป็นต้องมีภาพว่าพร้อมจะเป็นผู้นำที่เปิดกว้างรับข้อเสนอแนะ แม้แต่จากคนที่อาจจะมีจุดยืนที่แตกต่างกัน

 

แต่พลันที่เริ่มมั่นใจว่าตัวเองได้อำนาจมาเต็มมือ แถมชาวบ้านชื่นชอบกันทั้งบ้านทั้งเมือง  ความเห็นหรือข้อเสนอแนะที่ไม่ตรงกับที่ตัวเองคิด ก็เริ่มกลายเป็นเสียงน่ารำคาญ

 

ผู้นำคนอื่นๆ ในภูมิภาคนี้หลายคนก็ดูเหมือนจะมีปัญหาเหมือนกัน  อย่างเช่นนางกลอเรีย โอโรโย่  ประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์  ซึ่งหลังจากที่ขึ้นมาสู่ตำแหน่งใหม่ก็แสดงความใจกว้างเชิญนักธุรกิจ นักวิชาการและสื่อมวลชน มาระดมความคิดหาทางแก้ปัญหาของประเทศชาติด้วยกัน

 

แต่พอชักจะรู้สึกว่าสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องฟังเสียงใคร เธอก็หันหลังให้กับคนเหล่านี้ทันที    ใครออกมาวิพากษ์วิจารณ์ก็ถูกสวนกลับทันที หาว่าไม่เป็นพวกขี้อิจฉาก็เป็นพวกหาเรื่องจ้องล้มเธอ       แม้แต่คนใกล้ชิดหรือรัฐมนตรีที่ช่วยเกื้อหนุนนางโอโรโย่มาตลอด ก็ค่อยถูกถีบส่งทีละคนสองคนเพราะบังอาจพูดในเรื่องที่ประธานาธิบดีไม่อยากได้ยิน

 

นั่นคือสาเหตุที่ทำให้โอโรโย่ต้องเผชิญกับวิบากกรรมอย่างต่อเนื่องจนทำท่าจะไปแหล่มิไปแหล่เหมือนคุณทักษิณ

 

การไม่กล้าฟังความเห็นของคนอื่นดูเหมือนจะเป็นคุณสมบัติของนักการเมืองที่เป็นใหญ่เกือบทุกคน

 

การที่คุณสมัคร สุนทรเวช หัวหน้า “นอมินี” ของพรรคพลังประชาชน ปฏิเสธจะออกทีวีดีเบทกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะโดยอ้างว่าไม่อยากให้กลายเป็นเวทีทะเลาะกันนั้นก็เป็นตัวอย่างของ “ความขี้ขลาด” ในการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง (อย่าลืมว่าคุณทักษิณเองก็เคยปฏิเสธเวทีแบบนี้ด้วยเหตุเดียวกัน) 

 

เพราะเป้าหมายของการดีเบทหรือการร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนที่มีจุดยืนต่างกันไม่ใช่อยู่ที่ให้ต่างคนต่างมาพูดอย่างเดียว

 

แต่เป็นเวทีสำหรับการรับฟังความเห็นของคนอื่นด้วย

 

ความกล้าและความอดทนในการฟังคนอื่นจะทำให้เราเห็นจุดบกพร่องของตัวเราเอง   

 

ลองคิดดูสิครับว่า ถ้าคุณทักษิณมีความอดทนบ้างในการฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์และคำชี้แนะที่อาจฟังแล้วไม่เข้าหู แต่สะท้อนปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นจริง และหาทางแก้ไข  ทุกวันนี้คุณทักษิณอาจไม่ต้องระหกระเหเร่ร่อนไปถึงลอนดอนก็เป็นได้

 

ก็ได้แต่หวังว่าผู้นำในอนาคตของบ้านเราจะเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตบ้าง

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

โดย เทพชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net