วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“โลกของอวัยวะ 3”


 

 

                “หัวใจเธอเป็นอะไรไปหรือ  ทำไมถึงได้ดูเศร้าสร้อยเช่นนั้นเล่า”   ดวงตาเอ่ยถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้  เมื่อเห็นหัวใจเต้นอย่างอ่อนล้าไร้ความสุข

                “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน  อยู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนกับว่าการเต้นของฉันมันไร้ความหมาย  และไม่รู้ว่าจะเต้นต่อไปเพื่ออะไร”  หัวใจพูดอย่างหดหู่

                “เลิกรู้สึกได้แล้ว  ฉันว่าเธอจมปลักกับความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้มากเกินไปนะหัวใจ”  ดวงตาพยายามให้สติ  เพราะไม่เคยเห็นด้วยกับความอ่อนไหวของ “หัวใจ”  ที่มักจะตัดสินทุกอย่างด้วยความรู้สึกแทนที่จะมองจากความเป็นจริง

          “มันไร้สาระเกินไปนะ ที่เธอมัวแต่มานั่งทดท้อโดยไร้เหตุผลเช่นนี้”  ดวงตายังคงตำหนิ “หัวใจ” ต่อไป  “เธอต้องอยู่กับความเป็นจริงสิหัวใจ  มองดูสิ เจ้าของร่างกายของเราตอนนี้มีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมสรรพ  แล้วมีสิ่งใดที่จะทำให้หัวใจอย่างเธอไร้ความสุขอีกเล่า”

                “ฉันไม่รู้ ... ฉันไม่รู้ ... ฉันรู้แต่ว่าความเป็นจริงของชีวิตในขณะนี้แม้จะงดงาม แต่ฉันยังไร้ความสุข”  หัวใจร่ำร้อง  แต่ก็ไม่สามารถอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้ตนเองไร้ความสุขได้  นั่นยิ่งทำให้ “ดวงตา” มอง “หัวใจ” อย่างเย้ยหยัน

                “เพราะมีอวัยวะอ่อนแออย่างเธอน่ะสิ  ร่างกายถึงได้อ่อนแอตามไปด้วย  เลิกอยู่กับความรู้สึกแล้วหันหน้ามาหาความจริงได้แล้ว”  ดวงตาตวาดออกไปโดยไม่รักษาความรู้สึกของ “หัวใจ”

                “ทะเลาะกันอีกแล้ว”  ก้น ทะลุกลางปล้องขึ้นมาอย่างอดรนทนไม่ได้  ไม่เข้าใจว่าทำไมดวงตาจะต้องมาหาเหตุผลกับความรู้สึกที่บางครั้งไม่สามารถให้คำตอบได้ด้วยเหตุผลใด ๆ

                “เจ้าอย่ามายุ่ง”  ดวงตาหันไปตวาด ก้น  ทำให้มันหยุดคำพูดที่กำลังจะเอ่ยเอื้อน  “เออ อยากถกเถียงกันก็เถียงกันไป นั่งดีกว่า”  ก้นคิดอย่างเกรียจคร้าน

                “ถ้าเจ้าไม่ฟังความเห็นของก้น  เจ้าพอจะฟังความคิดของเราได้ไหม ดวงตา”  สมองเอ่ยถาม  และเมื่อดวงตานิ่งเงียบ  สมองก็ถือว่าเป็นการตอบรับ

                “ดวงตาเจ้ามองไปที่ร่างของชายผู้นั้นสิ  เจ้าคิดว่าเป็นอย่างไร”  ดวงตาเพ่งมองไปยังร่างของชายที่มีอายุเข้าวัยกลางคน แต่งกายภูมิฐาน  และบอกสมองอย่างไม่ลังเลว่า  “ฉันคิดว่าเขาเป็นผู้ชายที่มีความสุขไม่หยอกหรอก  ความเป็นอยู่ของเขาก็คงจะอยู่ในขั้นแถวหน้า  ชนิดที่เรียกได้ว่าอยากได้อะไรก็ไม่ผิดหวัง  ดูจากเสื้อผ้าอาภรณ์ของเขาสิ  ออกจะโก้หรูขนาดนั้น”

                “แล้วเจ้าล่ะหัวใจ เจ้ารู้สึกอย่างไรกับผู้ชายคนนี้”  หัวใจเพ่งความรู้สึกไปยังชายคนนั้น และตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อยเช่นเดิมว่า

                “เขาเป็นผู้ชายที่ไร้ความสุข  ดูดวงตาเขาสิปราศจากซึ่งแววตาแห่งความสดใส  มันมีแต่ริ้วรอยของความกังวล  ฉันไม่รู้ว่าชีวิตอันเพรียบพร้อมคือที่มาของความกังวลจนนำมาซึ่งการไร้ความสุขหรือไม่” 

                “ถ้าอย่างนั้นเราไปดูกันไหมว่าระหว่างความรู้สึกกับความเป็นจริงที่ได้เห็นอะไรจะถูกต้องกว่ากัน”  สมองเสนอและไม่มีอวัยวะส่วนใดปฏิเสธ  พวกมันจึงพาร่างกายติดตามชายผู้นั้นไปอย่างเงียบ ๆ และพบว่าชายผู้นั้นเพรียบพร้อมไปด้วยทรัพย์สินและสิ่งอำนวยความสะดวกนานาชนิดจริง ตามที่ดวงตาประเมินเอาไว้  แต่เขาก็ไร้ความสุขเฉกเช่นที่หัวใจรู้สึก

                “เมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าคิดว่าระหว่างความเป็นจริงกับความรู้สึกอะไรสำคัญกว่ากันหรือ”  สมองถามดวงตาและหัวใจ  แต่อวัยวะทั้งสองก็มิอาจสรรหาคำตอบดี ๆ มาอธิบายกับสมองได้  เพราะได้สำนึกว่าทั้งความเป็นจริงและความรู้สึกล้วนแต่สำคัญด้วยกันทั้งคู่

                “ถ้าความเป็นจริงคือสิ่งที่ต้องยอมรับ  ความรู้สึกก็เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้น  เพราะหากไม่มีความรู้สึกเธอจะรู้จักและสัมผัสกับความสุขได้อย่างไร”  สมองบอกอย่างสุขุมพลางถามต่อไปว่า  “ความเป็นจริงกับความรู้สึก เธอคิดว่าจะขาดสิ่งไหนดีเล่า”  หากดวงตาและหัวใจยังไร้คำตอบให้กับสมองเช่นเดิม

                “ถ้าเธอไม่มีความเป็นจริงก็จะไม่มีปัจจุบันที่เผชิญอยู่  ถ้าเธอไม่มีความรู้สึกแม้ชีวิตจะดำรงอยู่ แต่ก็ไม่อาจสัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือทุกข์  ในวันที่ความเป็นจริงเลวร้าย  ถ้าปราศจากความรู้สึกก็มิอาจรับรู้ได้  เช่นเดียวกับในวันที่ความเป็นจริงงดงาม  แต่เมื่อไร้ความรู้สึก  ความสุขก็ไม่สามารถอบอวลอยู่ในหัวใจได้เช่นกัน  ดังนั้นสำหรับฉันความเป็นจริงกับความรู้สึกจะต้องสัมพันธ์กันเสมอ”

                “แต่ฉันยังคิดว่าความรู้สึกเป็นตัวถ่วงนะ  ดูสภาพของหัวใจสิ มัวแต่รู้สึกแล้วก็อ่อนล้าเช่นนี้”  ดวงตายังไม่ยอมจำนน

                “ที่เธอพูดก็ถูกดวงตา  และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมความเป็นจริงต้องมาสัมพันธ์กับความรู้สึก  คือเมื่อใดก็ตามที่ความรู้สึกมีอิทธิพลจนก่อให้เกิดอารมณ์ที่ทำให้ตัวเองตกต่ำลง  เธอต้องใช้ความเป็นจริงในชีวิตด้านดีมาปลอบประโลมเพื่อให้ความรู้สึกเหล่านั้นบรรเทาเบาบางลง  เช่นเดียวกับที่ในบางครั้งความเป็นจริงที่สายตาเห็นอาจไม่สามารถอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างได้  และเมื่อนั้นเธอก็ต้องใช้ความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้มาช่วยประเมินแทน”

          “ไม่ผิดหรอกหัวใจที่ในบางวันเธอจะรู้สึกเศร้าสร้อยทั้งที่อยู่ภายใต้ความเป็นจริงที่งดงาม  เพราะความรู้สึกไม่อาจอธิบายได้ด้วยเหตุผล  ที่สำคัญคือเธอต้องดูแลอย่าให้ความรู้สึกนั้นบั่นทอนเธอ”  สมองบอกหัวใจอย่างอ่อนโยน

                หัวใจยิ้มและกลับมาเต้นเป็นปกติอีกครั้ง  เมื่อได้รับคำปลอบโยนที่ปราศจากการตำหนิ  นั่นทำให้ “ดวงตา” ได้คิดว่า  “ความจริงแล้วเราไม่ควรดูแคลนอารมณ์อ่อนไหวของใคร  แต่ควรช่วยดูแลความอ่อนไหวนั้นอย่างเข้าใจ  แม้มันจะเป็นความอ่อนไหวที่ไร้ซึ่งเหตุผลก็ตาม  เพราะทุกคนล้วนแต่มีความอ่อนไหวซ่อนอยู่  เมื่อใดก็ตามที่มันปรากฏกายออกมา  สิ่งที่จะทำให้มันพัดผ่านไปได้คือการรับฟังด้วยความเข้าใจไม่ใช่การคาดคั้นเค้นหาเหตุผลหรือคำตอบ  แล้วเมื่อนั้นความอ่อนไหวก็จะจากไปปล่อยให้ความเข้มแข็งกลับเข้ามาทำหน้าที่ของมันอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นไม่ควรอย่างยิ่งที่เราจะปล่อยให้คนที่เรารักต้องเผชิญกับความอ่อนไหวด้วยความอ่อนแอตามลำพัง  เพราะเมื่อหันกลับไปอาจไม่เหลือหัวใจดวงใดให้ปลอบประโลมได้อีก”

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

โดย มาตาวายุกานต์

 

กลับไปที่ www.oknation.net