วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผู้หญิงขอผู้ชายแต่งงาน



ผู้หญิงขอผู้ชายแต่งงาน

นานมาแล้ว เมื่อครั้งที่ยังทำงานโฆษณา ผมเคยเสนอขายความคิดหนังโฆษณาเรื่องหนึ่ง เป็นฉากง่ายๆ หญิงสาวคนหนึ่งนั่งบนม้านั่งกับชายคนหนึ่งในสวน หญิงสาวยื่นแหวน ขอผู้ชายแต่งงาน

ผมจำชื่อและลักษณะสินค้าตัวนั้นไม่ได้แล้ว จำได้อย่างเดียวว่า ความคิดนั้นถูกยิงตก ไม่มีโอกาสผุดเกิดและไม่ต้องฎีกา ไม่ว่าเหตุผลในการสอบตกจะเป็น “ไม่สมจริง”, “ไม่โรแมนติก”, “ไม่เหมาะกับสินค้า”, “ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย” หรือที่สำคัญที่สุดคือ “ขายสินค้าไม่ได้”

ในโลกที่มีสตรีสามพันล้านคน ตัวละครผู้หญิงคนนั้นน่าจะมีจริงสักหลายคน บางทีอาจจะมีหลายสิบหลายร้อยคน หรือกระทั่งหลายล้านคน แต่ในเมื่อสังคมส่วนใหญ่ในโลกยังโยงเรื่องนี้กับวลี ‘การไม่เป็นกุลสตรี’ จึงยากจะพบเห็นผู้หญิงขอชายแต่งงาน พวกหล่อนอาจเลือกเก็บความรู้สึกเงียบไว้ในใจ และลอยชีวิต (รัก) ไปตามยถากรรม

ความรักความรู้สึกเป็นเรื่องธรรมชาติ
การแสดงออกซึ่งความรู้สึกก็เป็นเรื่องธรรมชาติ
เพราะความรักไม่มีผิดหรือถูก ความรักมิใช่อาชญากรรม ต่อให้รักมหาโจรก็ไม่จัดว่าผิดศีลธรรม
การบอกรักยิ่งเป็นคนละเรื่องกับ ‘การไม่เป็นกุลสตรี’ เพราะความเป็นกุลสตรีมิใช่อยู่ที่ความกล้าเผยความคิดความรู้สึกของตนให้คนอื่นรู้

การแสดงออกซึ่งความรักมีมานานนับล้านปี
ก่อนที่ใครบางคนจะประดิษฐ์ระบบศีลธรรมและกฎหมาย


ดังฉะนี้การใช้คำว่า ‘ศีลธรรม’ ‘วัฒนธรรม’ ‘ประเพณี’ ‘ความเหมาะสม’ เป็นมาตรวัดการแสดงออกก็เช่นการบอกว่า สตรีจะเดินสบายต่อเมื่อสวมรองเท้าเบอร์ 7 อาหารจะอร่อยได้ก็ต่อเมื่อเสิร์ฟบนจานกว้างหกนิ้ว ชีวิตจะมีความสุขเมื่ออาศัยในบ้านกว้าง 6.25 เมตร เป็นต้น

ทว่า ในชีวิตจริง ยังมีอีกหลายๆ เรื่องสำหรับสตรีที่กระทำยากกว่าการบอกรักชาย หรือขอชายแต่งงาน

คิดดูก็น่าแปลก เมื่อศึกษาสรีระและวิวัฒนาการของมนุษย์ เราพบว่าหญิงกับชายไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน แม้แต่อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการสืบสายพันธุ์ก็พัฒนามาจากเซลล์เดียวกัน และเปลี่ยนหน้าตาต่างกันในราวสัปดาห์ที่ 11 ในท้องแม่

ผู้หญิงมีหัวใจ ความรู้สึกเช่นเดียวกับผู้ชาย รู้จักรัก ยิ้ม หัวเราะ เจ็บ เศร้า ร้องไห้ เช่นเดียวกับบุรุษทุกประการ โลกมีผู้หญิงที่แข็งแรงกว่าผู้ชาย ฉลาดกว่าผู้ชาย และสตรีที่เป็นผู้นำ เช่นนั้นทำไมคนส่วนใหญ่จึงมิอาจยอมรับหรือมองว่า


การที่หญิงขอผู้ชายแต่งงานเป็นเรื่องธรรมดา?

ความจริงก็คือ ผู้ชายจำนวนไม่น้อยไม่ยอมแต่งงานกับสตรีที่ได้รับเงินเดือนสูงกว่า มีการศึกษาสูงกว่าตน ไปจนกระทั่งเรื่องที่ดูเล็กน้อย เช่น ผู้หญิงที่ร่างสูงกว่า (แม้มิได้สวมรองเท้าส้นสูง) ผู้ชายบางคนไม่ยินยอมให้แฟนเรียนต่อปริญญาโท เพราะกลัวจะ ‘ด้อย’ กว่าฝ่ายหญิง

ที่น่าเศร้าก็คือ ผ่านเวลาที่อยู่ในเส้นกรอบที่ถูกขีดไว้นานหลายพันปี ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยลืมไปแล้วว่าตนเองมีสิทธิความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับชาย

มองไปในหลายมุมของโลก สตรีจำนวนมากยังอยู่ในเงามืดของบุรุษและกฎเกณฑ์ที่บุรุษตั้งขึ้น ในบางอารยธรรมสตรีมิอาจแม้แต่จะแหวกม่านประเพณีง่ายๆ เช่น การห่มคลุมอาภรณ์ที่ต้องการ มิพักเอ่ยถึงการขอชายแต่งงาน กินเวลาหลายพันปีของประวัติศาสตร์มนุษยชาติกว่าที่สตรีคนแรกจะสามารถออกเสียงเลือกตั้ง จนไม่รู้ว่า วันที่มนุษย์ก้าวไปเหยียบดาวพลูโตนั้น สตรีในโลกสามารถปลดแอกนี้ได้แล้วหรือไม่

มนุษยชาติยังมีระยะทางอีกยาวไกลในการเดินไปสู่ความเสมอภาคอย่างแท้จริงระหว่างมนุษย์ด้วยกัน : ชาย หญิง ชายเทียม หญิงเทียม ไปจนถึงความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น

จนกระทั่งมนุษยชาติสามารถก้าวพ้นกับดักของความเป็นชาย-หญิง สีผิว เชื้อชาติ ศาสนา ฯลฯ จึงอาจกล่าวได้ว่า เรามีอิสรภาพอย่างแท้จริง

แต่ไยต้องรอให้ถึงวันนั้น ในเมื่อเราเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้?

กล้ารักก็กล้าบอก กล้ายอมรับผลที่ตามมา

เมื่อเลือกที่จะเป็นอิสระ ก็ไม่มีกรอบใดๆ ในโลกที่กักเราได้


วินทร์ เลียววาริณ
www.winbookclub.com
17 พฤศจิกายน 2550
ใจหายไปเลย.mp3

โดย Anon.Ekina

 

กลับไปที่ www.oknation.net