วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรามา มีความสุขกันเถอะ


วันนี้ดูข่าว ฝรั่งเค้าบอกว่า ความสุขหาได้อย่างไร เค้าบอกว่า ทำในสิ่งที่ตนเองรัก ชอบ และมีเพื่อนเยอะๆ อันนี้ก็เป็นที่ฝรั่งเค้าคิด

วันนี้ก็มาแนวธรรมะอีกแล้ว ^^ แต่เมื่อได้ลองเขียนบทความนี้แล้วก็ เอาน่ะ ลองๆ อ่าน สนุกๆละกัน หุหุ

เมื่อได้รู้ความคิดเห็นของพระ เค้าก็บอกว่าสามารถแยกออกได้ดังนี้ครับ

กามสุข เช่น ทานอาหารอร่อย ดูของสวยๆ งามๆ ฟังเสียงไพเราะ เช่นดนตรี ดมกลิ่นหอม สัมผัสที่นุ่มนวล อันนี้เป็นอะไรที่คนเราต้องการขั้นพื้นฐาน ตัวผมเองและใครๆ ก็อยากมีทางด้านนี้ ผมก็ชอบดูของสวยๆ งามๆ ดูหนัง ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ เล่นเกมส์ ฟังเพลงเพราะๆ ใช้น้ำหอม ทาน ลาบ ส้มตำ ยำแซ่บ เป็นต้น ^^ ลองทดลองกฎ วิทยาศาสตร์ หรือศาสตร์ทางด้านนี้น่ะครับ คือ อยู่ว่างๆ ลองมาทำการทดลองเชิงวิทยาศาสตร์กันน่ะครับ คือดังนี้ ลองซื้ออาหารอะไรที่เราคิดว่าอร่อยที่สุดมารับประทาน (ลิ้น) ในห้องแอร์ (กาย) ในระหว่างนั้น เปิดเพลงที่คิดว่าเพราะที่สุดหลายๆ เพลงสลับกันไป (หู) และใช้สายตาดูภาพสวยๆ เป็นภาพแฟน คนรัก วีดีโอ หรืออะไรที่คิดว่าสวยที่สุด (ตา) หรือคุยกับแฟน และฉีดน้ำหอมสเปรย์ไปให้ทั่วห้อง (จมูก)  หรือถ้ามีผู้ช่วย ก็ให้มาช่วยนวดตัว หรือเอาผ้าเย็นๆ มาเช็ดตัว (กาย) แล้วทำกิจกรรมดังกล่าวไปเรื่อยๆ ใช้ประสาทสัมผัสของเราสัมผัสรับรู้สิ่งต่างๆ ที่เรารับเข้ามา แล้วดูความรู้สึกว่าตัวเอง รู้สึกยังไงหรือครับ ก็จะต้องรู้สึกว่ามันดีใจ มีความสุขยังไงบอกไม่ถูก ถ้าอยากมีความสุขก็ลองทดลองแบบนี้บ่อยๆ รับรอง สร้างความสุขได้แน่ คราวนี้ ก็ลองเปรียบเทียบ พิจารณา คนที่เราคิดว่า เป็น ผู้หญิงสวยๆ หรือสาวๆ ที่ชอบผู้ชายหล่อๆ จะมีสิ่งเหล่านี้ ที่ประสาทสัมผัสของเรารับเข้าไป แล้วจะมีความสุข ทำให้เราชอบอยู่ใกล้ๆ คนที่เราปรารถนา เป็นไงครับแล้วก็จะติดใช่มั้ย เช่นผู้ชายจะชอบผู้หญิงสวยๆ คือรูปสวย สายตาไปสัมผัส พูดจาไพเราะ หูได้ยิน และ นักวิทยาศาสตร์พบว่า ผู้หญิงสาวจะมีกลิ่นตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งชายหนุ่มเมื่ออยู่ใกล้ๆ ในระยะ 2-3 เมตร อาจจะไม่ได้กลิ่นนั้น แต่ประสาทสัมผัสรู้สึกว่า เมื่ออยู่ใกล้ๆ หญิงสาวคนนี้แล้วชอบ แต่อะไรแบบนี้ มันเป็นแค่ภาพลวงตา คือมันไม่จีรังยั่งยืน อีกสิบปี ก็รูปอาจจะ อ้วน ไม่สวยเหมือนเดิมแล้วก็ได้ น้ำเสียงเปลี่ยนไป อาจจะฟังไม่เข้าหูเลยก็ได้ และทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เสื่อมไปตามกาลเวลา เพราะฉะนั้นก็อย่าหลงติดกับภาพมายาที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ส่วนสาวๆ สวยๆ หรือหนุ่มหล่อๆ ก็อาจจะมองกระจกแล้ว ก็หลงตัวเอง แต่อย่าลืมว่า อีกไม่กี่ปีภาพมันก็เปลี่ยนแปลง เพราะสังขารไม่เที่ยง

แต่ความสุขทางด้านนี้ ควรอยู่ในระดับหนึ่งเท่านั้น (ตามงบประมาณ) น่ะครับ ถ้าแสวงหามากเกินไป จะทำให้เกิดความเสื่อมน่ะครับ เพราะหมกมุ่น ต้องการสิ่งเสพทางด้านนี้มากเกินไป มันก็จะมากขึ้น เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เช่นใช้เงินไปเที่ยวหรือทานในร้านอาหารแพงๆ มาก เงินก็จะหมด ^^ ใช้เวลาและทรัพย์เพื่อแสวงหาความสุขทางด้านนี้มากเกินไป อีกทั้งไม่อยากทำงาน สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ จะใช้เวลาอยู่กับสิ่งเหล่านี้มากเกินไป และคิดว่ามันเป็นวิธีเดียวที่สามารถสร้างความสุขได้ แต่ยังมีความสุขด้านอื่นๆ ที่เราสามารถพัฒนาได้ครับ ผมไม่ได้หมายความว่าทางด้านนี้ไม่ดี มันดีมาก และเป็นวิธีที่ผมใช้มากที่สุด แต่ต้องควบคุมว่า จะไม่ใช้เวลาและทรัพย์เพื่อแสวงหาสิ่งเหล่านี้มากเกินไป เพราะมันจะมากขึ้นๆ เรื่อย จนไม่จำกัด เช่นเมื่อมีรายได้มากขึ้น ก็ซื้อหาสิ่งของแพง เที่ยว เล่น กิน ดื่ม ต่างๆ จนควบคุมไม่อยู่ ซึ่งผลก็คือ จะใช้เวลาทรัพย์จนหมด จนในระยะยาว มันไม่ได้สร้างสรรค์ สร้างความเจริญรุ่งเรืองในกับชีวิต ผมจะตั้งงบประมาณทางด้านนี้ในแต่ละเดือน ว่าไม่ให้เกินนี้

คราวนี้ก็ลองนึกถึงตัวเพื่อนๆ เองน่ะครับ คงจะเคยชวนแฟน ไปเที่ยวห้าง ดูหนัง ทานอาหารอร่อยๆ ที่ร้านดีๆ เท่ห์ๆ และก็ฟังเพลงเพราะที่ทางร้านเปิดไปด้วย เป็นยังไงล่ะ ครับ มีความสุขมากๆ เลยใช่มั้ยล่ะครับ อันนี้ก็ประมาณว่าใช้ประสาทสัมผัสของเรา ตา จมูก ลิ้น หู กาย รับสิ่งที่พระท่านว่ามันเป็นกามสุข คือ รูป รส กลิ่น เสียงนั้นเอง ซึ่งมาจากภายนอก ทั้งสิ้น

ส่วนของสุขทางด้านอื่นๆ อีกที่ คนที่เป็นเด็กๆ เพื่อนๆ หรือ หลายๆ ท่าน อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ ว่ามันจะสามารถสร้างความสุขได้อย่างไร อันนี้ก็ต้องใช้เวลาในการพัฒนาไปเรื่อยๆ ลองหัดทำบ่อยๆ ก็จะสร้างความเคยชินเอง สร้างได้ และจะเป็นประโยชน์มากกว่าโทษเหมือนความสุขแบบแรก

การให้ทาน อันนี้เด็กๆ ยังไม่ค่อยเข้าใจ ส่วนใหญ่ก็จะอยากได้ จะเอากัน ถึงจะมีความสุข คิดว่ายิ่งได้มากก็จะมีสุขมาก เพราะว่าถ้าเราให้ ก็เสียนี่ มันจะมีความสุขได้ไง ทำไมต้องไปให้อะไรคนอื่นด้วยล่ะ เค้าก็ไม่เคยเห็นจะให้อะไรเรา แต่คนที่สามารถพัฒนาทางด้านนี้ได้ก็จะสามารถสร้างความสุขได้ แทนที่ในแต่ละวันมานั่งคิดว่า เมื่อไหร่จะมีคนมาทำดี พูดดีกับเรา ให้โน้นให้นี่กับเรา ก็ลองคิดว่าเราจะให้อะไรกับบุคคลรอบข้าง ครอบครัว คนรอบข้าง และสังคมได้บ้าง ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นของขวัญเงินทองเสมอไป (ตั้งงบประมาณให้เหมาะสมแต่ละท่าน)  อย่างอื่นได้ เช่น คำแนะนำ ปลอบใจ การช่วยเหลือ เกิ้อกูลกัน เมตตา กรุณา ความยินดีกับผู้อื่นเมื่อเขามีสุข มุทิตา มิตรภาพ รอยยิ้ม น้ำใจเล็กน้อย ที่สามารถหยิบยื่นให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน วาจาที่ไพเราะ การอวยพร การให้เกียรติ และแสดงความสุภาพกับผู้อื่น อีกทั้งให้อะไร ที่แสดงถึง และมีแต่ความรัก และ ความปลอดภัย ให้กับผู้อื่น  และอื่นๆ อีกมากมาย ท้ายสุด บุญกุศลที่ท่านได้สร้างไว้ มันจะย้อมกลับมาเข้าตัวท่านเอง ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักและนิยมของมหาชน ครับ และก็จะมีความสุขเอง

การใช้ประสาทสัมผัสเรียนรู้ ก็แทนที่จะใช้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แสวงหากามสุข ก็มาพัฒนาประสาทสัมผัส มาใช้ทางด้านเรียนรู้กันน่ะครับ เพราะว่า เรียนรู้มาก ยิ่งได้มาก สามารถพัฒนาตัวเองได้มาก ทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง คนที่ฉลาดจะชอบเรียนรู้สิ่งต่างๆ

การใช้ประสาทสัมผัสสร้างสรรสิ่งต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น การทำงานอดิเรก อาชีพ หรือสิ่งที่ตัวเองรัก และสนใจทำ มันก็จะเหมือนไม่ได้ทำงาน เช่นศิลปินวาดรูป นักร้องแต่งเพลง สถาปนิกวาดภาพอาคาร แพทย์รักษาชีวิตคน นอกจากเค้าจะมีความสุขในสิ่งที่เค้าได้ทำ เค้าก็ไม่รู้สึกว่าเค้าทำงาน มันจะสร้างผลงาน รายได้ ชื่อเสียง ความดี และอื่นๆ ที่เค้าได้สร้างสรรค์ให้สังคม

ก็จะขอยกตัวอย่างการสร้างความสุขด้านนี้น่ะ ครับ เอาเป็นว่า บิลเกต บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อันนี้ไม่มีใคร ไม่รู้จัก ท่านจะหมดมุ่นอยู่เกี่ยวกับการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มาตั้งแต่เด็กๆ จนมาตั้งบริษัทตัวเองตั้งแต่อายุยี่สิบกว่า หรือเรียนปีหนึ่งอยู่ที่ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ชื่อว่า บริษัทไมโครซอฟ ท่านก็สนใจทุ่มเทสร้าง Windows เป็นสิบๆ ปี ท่านจะมีความสุขอยู่แต่กับงานที่ทำ ไม่ไปหาสิ่งเสพอื่น ไม่เกเร ออกนอกลู่นอกทาง จนมาประสบความสำเร็จตอนอายุเพียง 30 ปีกว่าๆ เท่านั้น อันนี้ก็เป็นตัวอย่างการสร้างสรรค์ จนทำให้ผลลัพธ์ในทางที่ดีแก่ตัวท่านมหาเศรษฐีท่านนี้ เองอย่างคาดไม่ถึง

สมาธิ เมื่อฝึกบ่อยๆ จนเกิดความสงบขึ้นในจิตใจแล้ว ก็จะสามารถสร้างได้ อันนี้พระบางรูปที่เรียนรู้ และฝึกปฏิบัตจนสำเร็จ จนขนาดเกิดญาณต่างๆ ขึ้น จะทำได้ โดยปรุงแต่งจิตให้มีสุข แบบนี้ที่พระอรหันต์และพระพุทธเจ้าสามารถสร้างสุขนี้ได้ ซึ่งเกิดจากภายในจิตใจ ท้ายสุดที่เค้าเรียกว่า นิพพาน คือสภาวะที่เป็นสุขที่เกิดขึ้นภายใน ซึ่งเป็นสภาวะสุขสูงสุด เป็นความสุขขั้นสูงสุดของพระพุทธศาสนา จะมีความรู้สึกว่ามีความสุขมากๆ อยู่ตลอดเวลา แม้ไม่ได้นั่งสมาธิก็ตาม ความสุขที่เค้าเรียกว่านิพพาน นี้ มันเป็นระดับที่สุดยอด สูงมากกว่าแบบ กามสุข ไม่รู้ตั้งกี่เท่า เทียบกันไม่ติด ความสุขแบบนี้ไม่ใช่มาจากภายนอก อันนี้ผมเองและคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจว่ามันเป็นยังไง ก็คิดว่าน่าจะหาเวลาว่างๆ ทำดีกว่า (ตอนอายุมากๆ) แต่คนส่วนใหญ่จะแสวงหาความสุขจากภายนอก เช่น กามสุข การมี บ้านดีๆ รถเก๋งสวยๆ แฟนหน้าและนิสัยดีๆ ฟังเพลงเพราะ ท่องเที่ยว บริโภคนิยมกันเต็มที่ การมีทรัพย์มากๆ เพื่อแสวงหาสิ่งดังกล่าว แต่ผมคิดว่าแค่ ทำงานในสิ่งที่เรารัก สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ในกับตัวเรา มันก็อยู่ได้ทั้งวันแล้ว และรู้สึกสนุก เพลินๆ มันได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ออกมา (ได้เงินด้วย) ดีกว่า ไปนั่งสมาธิ เสียเวลาออก

การรักษาศีล เราจะได้มีหลักยึด ในการดำเนินชีวิต รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก อันนี้จะทำให้เกิดความสุข ความปลื้มปิติในจิตใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะได้ประกอบสิ่งที่ดีงาม สร้าง บุญ คุณงามความดี อีกทั้งเป็นเครื่อง ยับยั้งชั่งใจ ป้องกัน ภัยต่างๆ และ ตัวเรานำไปสู่ความเสื่อมโดยที่ไม่รู้ตัว เช่นเราอยากจะแกล้งเพื่อนคิดว่า น่าสนุกดี อันนี้เป็นศึลข้อหนึ่ง มันก็จะบาป เมื่อเราโกรธจะไปโวยวายหรือต่อว่าใคร หรือคิดจะหลอกเพื่อนเล่น อันนี้เป็นศึลข้อสอง ก็อย่าพูดจาหยาบคาย ล้อเลียน หรือพูดปด และมีอีกหลายๆข้อเป็นเครื่องตักตืน คิดก่อนว่าเราจะทำอะไรลงไป 

ผู้ที่รักษาศีลจะรู้สึกมีความสุข สงบ ภายในจิตใจ ลึกมากๆ เพราะได้ทำความดี ทุกวัน เป็นปีๆ ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จิตใจผู้นั้นจะมีความสุขมากๆ มันเป็นเหมือนผ้าขาว นอนหลับฝันดี ไม่เครียด ไม่วิตกกังวล ไม่กลัวใคร ไม่กลัวอะไร ไม่เป็นโรคจิต โรคประสาท จะทำให้สวยให้หล่อได้ และเมื่อมีศีลแล้ว ก็จะมีสมาธิ และปัญญาจะตามมา ทำการงานอะไร ก็จะประสบความสำเร็จ ผู้คนนิยม ศรัทธา ก็ขอให้รักษามันไว้เหมือนหินผา ที่แข็งแกร่งเลย คือไม่เสื่อมไปตาม น้ำ ฝน และกาลเวลา

ยกตัวอย่าง การสร้างความสุขในชีวิตประจำวัน น่ะครับ โดยใช้ความสุขหลายๆ ด้านมาประกอบกัน เช่น เปิดเพลงที่ชอบในขณะที่ทำงานที่รักไปด้วย แล้วก็ทักทายปราศรัยกับผู้ร่วมงาน พยายามสร้างมิตรภาพกับบุคคลรอบตัวท่าน โดยหลักทานรอบตัวเรา โดยอาจจะ เชิญ หรือ พูดคุยด้วยกับ เพื่อน คนดี บุคคลที่ชื่นชอบไปรับประทานตอนเย็นวันศุกร์หรือวันเลิกงาน หรือ หากิจกรรมสร้างสรรค์เข้ากลุ่มกับ คนที่มีสนใจเดียวกับเรา หลีกเลี่ยงสิ่งหรืออะไรที่เรารู้สึกไม่ดี และใช้เวลาเรียนรู้และรับในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เราสนใจ ดูรายการดีๆ มีสาระ อ่านหนังสือ ดีๆ หารายได้พิเศษ สำหรับคนที่อยากมีทรัพย์มากๆ  ตลอดจนประพฤติตนเป็นคนดี ว่างๆ หากิจกรรมที่สามารถสร้างสุขกับเราได้ เช่นท่องเที่ยว ทำในสิ่งเรารักและสนใจ ไปดูกิจกรรม การละเล่น หนัง ตามกาล เท่านี้ก็สร้างความสุขได้

และท้ายสุด เลือกบุคคลตัวอย่างว่าท่านอยากจะเป็นเหมือนใครในอนาคต และสร้างตัวเองให้ได้ใกล้เคียงกับบุคคลนั้น เช่น อยากเป็นศิลปิน อยากเป็นคนรวย อยากเป็นครู อยากเป็นนักวิชาการ และอื่นๆ ตลอดจน คบเพื่อนดีๆ น่ะครับ หรือรายล้อมตัวท่านด้วย คนดี คนเก่ง เพราะ ท้ายที่สุด ท่านจะเป็นเหมือนคนที่ท่านคบหาด้วยโดยที่ไม่รู้ตัว จะตัดสินได้อย่างไรว่าเค้าเป็นคนเก่ง ก็ใช้ความรู้สึกและความชอบของเราตัดสิน ใครคือบุคคลที่เรา อยากเป็น เคารพนับถือ ยกย่อง เพราะคนเก่งในแต่ละด้าน ก็ต่างๆ กันไป คนนี้อาจจะเก่งทางด้านนี้ แต่อีกด้านไม่เก่ง ก็ได้

ก็ขอให้เพื่อนๆ มีความสุขกันมากๆ น่ะครับ 

 

โดย Anon.Ekina

 

กลับไปที่ www.oknation.net