วันที่ อังคาร มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนในกลไกอาเซียน


สถานการณ์ปัจจุบันและการดำเนินงานด้านความร่วมมือ

ในระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ต่อประเด็นสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย[1]

*******************

 

ภาพรวมของมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย

 

1. ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ในปี 2489 (ค.ศ. 1946) ประเทศต่างๆ ได้ตระหนักว่าการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญที่จะก่อให้เกิดสันติภาพและความเจริญก้าวหน้าขึ้นในโลก ดังนั้นจึงได้ร่วมกันจัดตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้น เพื่อเป็นองค์การโลกที่จะทำหน้าที่คุ้มครอง(Protect) สร้างความเคารพ (Respect) และทำให้สัมฤทธิ์ผล (Fulfill) ของการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของมวลมนุษยชนชาติเกิดขึ้นอย่างแท้จริงโดยที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งแรก เมื่อ ปี 2489 (ค.ศ. 1946) ได้ขอให้คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนที่จัดตั้งขึ้นพิจารณาร่างปฏิญญาเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เรียกว่า ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชา-ชาติได้มีมติรับรองปฏิญญาดังกล่าวในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2491

 

2. ต่อมาสหประชาชาติได้กำหนดหลักการหรือมาตรฐานทั่วไปด้านสิทธิมนุษยชน เป็นกติกาทางกฎหมายที่สร้างพันธกรณีแก่รัฐที่เป็นภาคีที่จะคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามที่ระบุและการจำกัดสิทธิที่สามารถจะกระทำได้ ซึ่งในปัจจุบัน(ข้อมูลเดือนธันวาคม 2550) สหประชาชาติได้รับรองกติกาทางกฎหมายที่ผูกพันกับรัฐภาคีที่จะต้องคุ้มครอง สร้างความเคารพ และทำให้สัมฤทธิ์ผลของการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีดังกล่าว ทั้งสิ้น 9 ฉบับ ได้แก่(1) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติในทุกรูปแบบ(ICERD) (2) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) (3) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) (4) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) (5) อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการทารุณกรรรม ตลอดจนการปฏิบัติหรือการลงโทษที่ลดทอนคุณค่าความเป็นเป็นมนุษย์ (CAT) (6) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC)  (7) อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติ และสมาชิกในครอบครัวของแรงงานข้ามชาติ (ICRMW) (8) อนุสัญญาว่าด้วยการปกป้องบุคคลจากการถูกกระทำให้สูญหาย (ยังไม่มีผลบังคับใช้) และ (9) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของบุคคลผู้พิการ(ยังไม่มีผลบังคับใช้)

 

3. รัฐภาคีที่มีพันธกรณีดังกล่าวข้างต้น จะต้องจัดทำกระบวนการ และหามาตรการที่เหมาะสมโดยหลักนิติธรรม ต่อบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจรัฐ และไม่เลือกปฏิบัติโดยเหตุแห่งความแตกต่างทั้งมวล อีกทั้งยังต้องเพิ่มมาตรการเสริม (Affirmative actions) ที่จะประกันหรือส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิต่างๆ สำหรับกลุ่มคนที่มีความอ่อนด้อย หรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิดังกล่าว หรืออยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิได้ง่าย

 

4. สำหรับประเทศไทยนั้น ได้ลงนามเป็นภาคีของกติกาข้างต้นจำนวน 6 ฉบับ ได้แก่ ICCPR, ICESCR, CEDAW, CRC, ICERD และ CAT โดยสาระสำคัญแห่งสิทธิมนุษยชนในพันธกรณีดังกล่าวนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศได้มีการกำหนดไว้แล้ว และแม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่กล่าวกันว่า มีเนื้อหาสาระแห่งสิทธิมนุษยชนค่อนข้างจะสมบูรณ์ ได้ถูกยกเลิกในปี 2549 และได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 แทน แต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็มี บทบัญญัติที่ครอบคลุมสาระสำคัญแห่งสิทธิมนุษยชนที่ระบุไว้ในกติกาที่กล่าวข้างต้น  ดังนั้นการกระทำที่ส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิเสรีภาพนอกจากจะขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดภายในประเทศ แล้วยังขัดต่อกติการะหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนด้วย[2]

 

5. ทั้งนี้ในแง่ของความผูกพันทางกฎหมาย และการบังคับใช้  ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีของกติกาดังกล่าว มีข้อผูกพันที่จะต้องจัดทำหรือแก้ไขกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานตามพันธกรณีเหล่านั้น  ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน มาตรา 82 และมาตราอื่นๆ ก็ระบุให้สามารถนำมาตรฐานของกติการะหว่างประเทศต่างๆ ที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีมาใช้บังคับได้ทันที โดยมิต้องรอการจัดทำหรือปรับเปลี่ยนกฎหมายภายในประเทศแต่อย่างใด แต่ในข้อเท็จจริง ระบบกฎหมายของประเทศไทยยังมีลักษณะทวินิยม(Dualism) ซึ่งยังมีการตั้งเงื่อนไขให้จัดทำหรือปรับเปลี่ยนกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับพันธกรณีต่างๆ (collaborated laws)เสียก่อน  แต่ที่ผ่านมาก็มีคดีความบางคดีที่ศาลยุติธรรมได้ตีความลักษณะการปฏิบัติโดยนำมาตรฐานพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนมาใช้ ซึ่งอาจจะใช้เป็นแหล่งอ้างอิงได้ แต่ก็ยังมีสัดส่วนของจำนวนคดีอยู่น้อยมาก

ประสบการณ์ การวิเคราะห์ ข้อท้าทาย:

การดำเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (National Human Rights Institutions - NIs)

 

6.แนวคิดเรื่องสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในเวทีระหว่างประเทศตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ว่าเป็นสถาบันที่รัฐจัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นกลไกสำคัญที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายในประเทศซึ่งจำเป็นต้องมีสถานะที่มั่นคงและสามารถดำเนินงานได้อย่างเป็นอิสระ โดยสหประชาชาติได้มีมติรับรองหลักการปารีส (Principles relating to the Status of National Human Rights Institutions – Paris Principles) เมื่อ ค.ศ.1993 ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานขั้นต่ำระหว่างประเทศในการวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับสถานะ อำนาจหน้าที่ องค์ประกอบ และวิธีการดำเนินงานของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่แต่ละประเทศอาจมีรูปแบบและชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป อาทิ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(National Human Rights Commission) หรือผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา(Ombudsman) เป็นต้น

 

7.สำหรับประเทศไทยได้มีสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และยังคงมีอยู่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 จำนวน 2 สถาบัน คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ได้มีพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ระบุอำนาจหน้าที่ไว้ในด้านการคุ้มครองและส่งเสริมการเคารพและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ รวมทั้งการตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรืออันไม่เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี พร้อมทั้งเสนอความเห็นในกรณีที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

 

8. นอกจากบทบาทในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายในประเทศแล้ว ปัจจุบันสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีบทบาทอย่างกว้างขวางในเวทีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เช่นการมีบทบาทในการประชุมด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญต่างๆ ร่วมกับรัฐบาล และองค์การเอกชน รวมถึงการมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ มีการยอมรับถึง   ความสำคัญโดยบรรจุบทบาทไว้ในอนุสัญญาหรือพิธีสารที่รับรองขึ้นใหม่ และเมื่อประเทศต่างๆ ได้จัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้น ก็ได้มีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายร่วมกันสนับสนุนระหว่างกันเพื่อให้การทำงานมีความเข้มแข็งมากขึ้น รวมทั้งการผลักดันประเด็นสำคัญต่างๆ ในเวทีการประชุมระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน

 

9. ในการสร้างความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กสม. ได้มีส่วนร่วมในกรอบความร่วมมือและการประสานงานในระดับระหว่างประเทศ คือ องค์การสหประชาชาติระดับภูมิภาค และระดับอนุภูมิภาค ตลอดจนสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์กรความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่เอื้อให้เกิดความร่วมมือในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทั้งในระดับอนุภูมิภาค ระดับภูมิภาค และระดับระหว่างประเทศ ได้มีการพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์กับคณะบุคคลและองค์การระหว่างประเทศ และได้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศที่สำคัญรวมถึงการร่วมผลักดันให้เกิดกลไกความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค

 

10. กสม. ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 ซึ่งในช่วง 3 ปีแรกของการดำรงตำแหน่ง กสม.ได้จัดพิมพ์และเผยแพร่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนรวม 5 ฉบับ ได้แก่ CRC, CEDAW, ICCPR, ICESCR และ ICERD นอกจากนั้น ยังจัดพิมพ์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการตีความพันธกรณีต่างๆ อาทิ ความเห็นทั่วไป(general recommendations) มติที่ประชุมและระเบียบต่าง ๆ (Resolution and Regulation) และได้ประมวลความรู้ นำการประยุกต์ใช้เทคนิคต่างๆ จากการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในหลายๆ ครั้ง มาสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่บุคลากรด้านสิทธิมนุษยชน และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้านสิทธิมนุษยชน โดย กสม.ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางและผู้อำนวยกระบวนการให้ความรู้เกี่ยวกับกลไกว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ทั้งที่เป็นกลไกในประเทศและระหว่างประเทศ[3] อีกทั้งยังได้ศึกษาประเด็นที่ขัดแย้งกันระหว่างกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และกฎหมายภายในประเทศ ซึ่งต่อมาได้นำไปใช้เป็นเนื้อหาการเรียนรู้ร่วมกับสาธารณะ พร้อมทั้งเสนอความเห็นบางประการต่อหน่วยงานด้านนิติบัญญัติ การเมือง และด้านบริหาร [4]

 

11. กสม. ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยสมัครเป็นสมาชิกสามัญขององค์การความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific Forum of National Human Rights Institutions – APF)[5] ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2546 ซึ่งจะมีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้แทน กสม. ผู้แทนรัฐบาล และองค์การเอกชนที่เกี่ยวข้องเป็นประจำทุกปี ในประเด็นต่างๆ ที่สมาชิกมีข้อตกลงร่วมกัน  นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรภายในหน่วยงานในลักษณะต่างๆ อาทิ การอบรมการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนสำหรับเจ้าหน้าที่ เพื่อเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้เชี่ยวชาญ APF การพัฒนาและศึกษาเรียนรู้เชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการพลัดถิ่นภายในประเทศ (Internal Displacement) การฝึกอบรมผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้เข้าใจถึงแนวคิดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน เป็นต้น

 

12. กสม. ยังได้ให้ความสำคัญกับการกระชับความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ได้แก่ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย โดย กสม. เป็นเจ้าภาพในการหารือระหว่างกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2547 ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการดำเนินงาน และหารือแนวทางในการสร้างความร่วมมือในเรื่องที่สนใจร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เป็นเรื่องข้ามชาติที่ประชุมจึงได้ตกลงที่จะร่วมมือกันใน 5 ประเด็นปัญหาหลัก ได้แก่ การค้ามนุษย์ การก่อการร้าย แรงงานข้ามชาติ และแรงงานย้ายถิ่น สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และสิทธิมนุษยชนศึกษา ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2550 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทั้ง 4 ประเทศได้ลงนามความตกลงร่วมกัน (Memorandum of Understanding) ในการกระชับความสัมพันธ์และจะดำเนินการที่เป็นรูปธรรมร่วมกันในเรื่องดังที่กล่าวมาต่อไป

 

13. อย่างไรก็ดี ความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งอาเซียนยังอยู่ในขั้นตอนของการกำหนดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนร่วมกัน ประกอบกับรัฐบาลอาเซียนได้รับรองกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ซึ่งได้มีการระบุเรื่องสิทธิมนุษยชนไว้หลายตอน รวมถึงการจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียน (ASEAN Human Rights Body) ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอาเซียนอาจพิจารณาเพื่อปรับแนวทางความร่วมมือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น

 

14. ในปี 2547 รัฐบาลไทยได้จัดส่งรายงานประจำตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)ฉบับแรก ซึ่งถือว่าล่าช้าไปกว่า 6 ปีนับตั้งแต่กติกาฯ มีผลบังคับใช้ต่อประเทศไทยในปี 2540 ซึ่งรายงานฉบับดังกล่าว ตลอดจนรายงานการตรวจสอบสถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองจากองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มีข้อมูลระบุถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการประกาศสงครามต่อต้านยาเสพติด และ  เหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างความกังวลเป็นอย่างมากต่อประชาคมโลก อีกทั้งกรณีการหายตัวของนายสมชาย นีละไพจิต ทนายความชาวไทยมุสลิม เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2547 ได้นำมาสู่ความพยายามในการแก้ไขปัญหาโดยผ่านพันธกรณีระหว่างประเทศในหลายๆ ฉบับ สำหรับ กสม. ได้พยายามเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ จากกระบวนการติดตามตรวจสอบ และได้นำเสนอต่อกลไกและประชาคมภายในประเทศเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อกรณีดังกล่าว แต่เมื่อกระบวนการภายในประเทศไม่เป็นผล ก็ได้มีใช้ช่องทางการร้องเรียนส่วนบุคคล (Individual complaint and communication) ไปยังองค์การสหประชาชาติ ซึ่งผู้แทนพิเศษของสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ ด้านสถานการณ์ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน นางฮินา  จิลานิ(Mrs. Hina Jilani) ได้เดินทางมาตรวจสอบกรณีดังกล่าวโดยตรง และได้สนทนากับรัฐบาลถึงการดำเนินงานที่สอดคล้องตามพันธกรณี พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับช่องว่างทางการปฏิบัติและทางกฎหมายที่ตรวจพบ[6] ครั้งนั้น กสม. ได้มีบทบาทเกี่ยวข้องในฐานะเป็นผู้ประสานงานการยื่นอุทธรณ์กรณีเร่งด่วน (urgent appeal coordinator) อันเป็นบทบาทที่เชื่อมระหว่างระบบการคุ้มครอง (ด้านสิทธิมนุษยชน) ระหว่างประเทศและภายในประเทศ ดังนั้น สิทธิในการได้รับการแก้ปัญหา/เยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพ(effective remedy) ตามข้อ 2 แห่ง ICCPR จึงได้นำมาใช้อย่างจริงจังแก่ผู้ได้รับผลกระทบทุกคน[7]

 

15. กอปรกับในปี 2547 ผู้แทนชาวไทย 10 คน จากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ กสม. ภาคประชาสังคม และสื่อ ได้เข้าประชุมในการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรียกว่า “การเสริมสร้างความเข้มแข็งในการปฏิบัติตามความเห็นภายใต้พันธกรณีว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ผ่านมาตรการคุ้มครองภายในประเทศ” จัดโดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติเพื่อสิทธิมนุษยชน(OHCHR) และ  สภายุโรป ซึ่งต่อมา กสม.ในฐานะเป็นผู้ประสานงาน และผู้เอื้ออำนวยการกระบวนการร่วมก็ได้ริเริ่ม “เครือข่ายประขาคมไทยเพื่อการปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชน” (Thai Civic Action Network หรือ Thai- CAN) ซึ่งเป็นนวัตกรรมการติดตามและสร้างความเข้มแข็งในการปฏิบัติตามพันธกรณีว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยปฏิบัติงานร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำรายงานเพิ่มเติม เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำพันธกรณีนั้นๆ (ในขณะนั้นคือ กติกา ICCPR) และได้นำเสนอรายงานฉบับดังกล่าวในการประชุมตรวจสอบ (examining session) ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง(ICCPR) ครั้งที่ 84 โดยในการพิจารณารายงานของประเทศไทยในปี 2548[8]  มีข้อสังเกต คือ ความเห็นของคณะกรรมการประจำ ICCPR บางประเด็นสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของ กสม.ซึ่งในการประชุมดังกล่าว ผู้แทนของ กสม. คือ คุณหญิงอัมพร  มีศุข ได้มีข้อเสนอแนะบางประการต่อคณะกรรมการฯ ขณะที่ผู้แทนจาก Thai – CAN ผู้ได้รับผลกระทบและกลุ่มที่ถูกละเมิด อาทิ นางอังคณา นีละไพจิต ภรรยาของนายสมชาย นีละไพจิต และนายวิวัฒน์  ตามี่ ผู้แทนชนเผ่าในประเทศไทย ได้นำเสนอข้อกังวลบางประการต่อที่ประชุมเช่นกัน ซึ่งผู้แทนสื่อมวลชนก็ได้รายงานประเด็นสำคัญๆ จากการประชุม ให้สังคมไทยได้รับทราบอย่างกว้างขวางผ่านสื่อต่างๆ ด้วย[9]

 

16. หลังจากนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งกติกา ICCPR ได้มีข้อเสนอให้รัฐบาลตรวจสอบเรื่องดังกล่าวข้างต้นอย่างเต็มที่และเป็นธรรม อีกทั้งขอให้การชดเชยอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพแก่ผู้ได้รับผลกระทบ และแต่งตั้งคณะทำงานที่เป็นอิสระเพื่อตรวจสอบข้อร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐด้วย[10] นอกจากนั้น คณะกรรมการฯ ยังแนะนำให้รัฐบาลใช้ความอุตสาหะพยายามปฏิบัติตามข้อแนะนำของ กสม. อย่างเต็มที่และจริงจัง อีกทั้งยังต้องจัดสรรทรัพยากรที่เพียงพอแก่ กสม. เพื่อให้สามารถปฏิบัติพันธกิจที่สอดคล้องตามหลักการปารีสซึ่งหลังจากนั้นสองสัปดาห์ รัฐบาลได้ทบทวนแผนแม่บทว่าด้วยสิทธิมนุษยชนใหม่ และตระหนักถึงความสำคัญของ กสม. และองค์กรอิสระหลายองค์กร  อีกทั้งได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงและการสมานฉันท์ (Fact-finding and reconciliation committees) เพื่อหาดุลยภาพระหว่างประเด็นข้อขัดแย้ง และหาข้อยุติที่เหมาะสมอีกครั้ง ระหว่างช่วงติดตามการดำเนินงานตามกติกา ICCPR กสม. ได้แปล และจัดพิมพ์สรุปข้อสังเกตของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน   แห่งกติกา ICCPR เป็นภาษาไทย และจัดกระบวนการเรียนรู้สาธารณะ อีกทั้งยังเสนอข้อแนะนำแก่ผู้มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องด้วย

 

17. ในแง่นิติบัญญัติ กสม. ได้ร่วมกับหลายๆ หน่วยงานริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติงานตามพันธกรณีว่าด้วยสิทธิมนุษยชนภายใต้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่เป็นอยู่มีความพยายามเชื่อมโยงหลักการชี้แนะ (Guiding Principles) ในระดับสากลบางประการโดยเฉพาะในประเด็นสิทธิชุมชน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ  อาทิ โครงการเกี่ยวกับชุมชนบนพื้นที่สูงและคนจนเมือง ซึ่งนำไปสู่กระบวนการเสริมสร้างความสามารถแก่ชุมชน(Capacity Building) การยกระดับกิจกรรมขับเคลื่อนโดยประชาชน (People – driven upgrading activities) และการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเต็มที่  กสม. มีข้อเสนอต่อร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน และร่างพระราชบัญญัติสิทธิในที่อยู่อาศัย (Bill of Housing Rights) ซึ่งได้มีการหยิบยกขึ้นพิจารณาอีกครั้งในกระบวนการนิติบัญญัติ ขณะที่กระบวนการแก้ปัญหาเกี่ยวกับที่ดินและที่อยู่อาศัย กสม. เน้นการดำเนินการตามแผนชุมชนระยะยาวตลอดชีวิต(Life-long community plan)ควบคู่ไปกับการติดตามตรวจสอบกรณีร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับพันธกรณีว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ได้แก่ ICCPR, ICESCR และ ICERD ได้นำมาบังคับใช้อย่างจริงจังภายใต้กระบวนการดังกล่าว ผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการกระบวนทัศน์และฐานคิดใหม่ในการพัฒนาชุมชนของกลุ่มชนบนพื้นที่สูง: แนวทางว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และ โครงการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน-นวัตกรรมด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์: บนฐานคิดว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[11]

 

18. กระบวนการทั้งหมดที่ กสม. ได้ดำเนินการไป  ได้ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้านสิทธิมนุษยชนกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะและบุคคลทั่วไปมาโดยตลอด  ซึ่งที่ผ่านมา กสม. ได้เชื่อมโยงภาคส่วนศักยภาพต่างๆ ทั้งผู้บังคับใช้กฎหมาย นักการศึกษา ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม และผู้ได้รับผลกระทบ เข้ามาร่วมเรียนรู้แบบพลวัตร(Groups Dynamic) พัฒนาเป็นแนวทาง    เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนศึกษาสำหรับการปฏิบัติงานจริง ซึ่งนำมาใช้ออกแบบโครงการมากมาย   ด้านสิทธิมนุษยชนศึกษา และความรู้ ทักษะ และความสามารถบางประการที่มีอยู่ ได้นำมาผนวกไว้ในมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน อาทิ โครงการการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพกระบวนการ    ยุติธรรมในสังคมไทย[12] และการศึกษาเปรียบเทียบผ่านกระบวนการส่งเสริมสิทธิในชีวิตและสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตน (Self-determination) สำหรับผู้พลัดถิ่นภายในประเทศในพื้นที่เสี่ยงภายใต้นโยบายรัฐบาลไทย (พ.ศ. 2548 – 2549)[13]

 

19. ในแง่ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) และอนุสัญญาว่าด้วยการไม่เลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) เครือข่ายองค์การพัฒนาเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัด    กระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนการติดตามตรวจสอบมาโดยตลอด ทั้งนี้ กสม. เองก็จัดแปลและ   เผยแพร่รายงานสรุปข้อสังเกตของคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่มีต่อรายงานประจำของประเทศไทย พ.ศ. 2549 ซึ่งได้เผยแพร่ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

 

20. นอกจากนั้น ยังมีคณะทำงานร่วมที่ตั้งขึ้นชื่อว่า กลุ่ม “มาเจสติก” (the MAJESTIC group) เป็นคณะปฏิบัติงานแนวราบของผู้มีแนวคิดคล้ายๆ กัน ซึ่งมาจากทั้งผู้แทนองค์การพัฒนาเอกชน และ กสม.  ทำหน้าที่ทบทวนกฎหมายของประเทศไทยที่ขัดแย้งกับอนุสัญญา CRC และอนุสัญญา CEDAW โดยได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “สถานการณ์ด้านสิทธิของกลุ่มเด็กไร้สัญชาติในประเทศไทย และแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อรัฐบาลเพื่อยกเลิกข้อสงวนในอนุสัญญา CRC ข้อที่ 7 ว่าด้วยการจดทะเบียนการเกิดและการปฏิบัติตามสิทธิของเด็กตามกฎหมายของประเทศ ผลที่ได้จากการวิจัยได้มีการนำเสนอในวันเด็กแห่งชาติ เมื่อเดือนมกราคม 2550 ที่ผ่านมา

 

21. ในประเด็นด้านการค้ามนุษย์ และแรงงานข้ามชาติ ที่ผ่านมา กสม. ก็ได้ปฏิบัติงานร่วมกับคณะอนุกรรมการว่าด้วยการปราบปรามการค้าเด็กและผู้หญิงในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Combating Trafficking in Children and Women in the Maekong Sub- region) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงแห่งมนุษย์ ตลอดจนปฏิบัติงานร่วมกับองค์การด้านการย้ายถิ่นระหว่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศเพื่อผู้อพยพ (International Organization for Migration-IOM) และกระทรวงแรงงาน โดยจัดทำโครงการ “การส่งเสริมความตระหนักต่อสิทธิและสวัสดิการของผู้อพยพ สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ นายจ้าง ผู้อพยพ และสมาชิกในชุมชนที่ผู้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ ในประเทศไทย” ตั้งแต่ปี 2548  โดยมีการปรับใช้มาตรฐานบางประการของอนุสัญญา ICMW นำมาใช้ร่วมกับความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในประเทศไทย และได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการหลายครั้งเพื่อสร้างความตระหนักในความอยู่ดีกินดีของผู้อพยพ ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเน้นที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างทัศนคติและการปฏิบัติงานเชิงสร้างสรรค์ต่อประเด็นผู้อพยพ โดยเฉพาะการให้ความคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานที่สอดคล้องกับกฎหมายของประเทศไทยและมาตรฐานระหว่างประเทศในระยะยาว  โดยผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น คือ การทบทวนบันทึกข้อตกลงเพื่อความเข้าใจร่วมกัน(MOU) ระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา หลายฉบับ เพื่อให้สอดคล้องตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง กลไกความร่วมมือ ตลอดจนความพยายามปฏิบัติงานตามประกาศเจตนารมณ์ร่วมของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจากทั่วโลก ที่เมืองซานตา ครูซ เมื่อปี 2549 (2006 Santa Crutz Declaration) โดยส่งเสริมให้เกิดการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ และการกระตุ้นให้รัฐบาลพิจารณาปรับใช้มาตรฐานตามอนุสัญญา ICMW (ซึ่งประเทศไทยยังไม่เข้าร่วมเป็นภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้) ปัจจุบัน กสม. กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกรณีม้งลาวอพยพที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่พักพิงชั่วคราว บ้านห้วยน้ำขาว ต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

 

22. จากการวิเคราะห์ประสบการณ์ของ กสม. ข้างต้น กลไกความร่วมมือทางสังคมเป็นพลังร่วมที่สร้างมูลค่าเพิ่มในการปฏิบัติตามพันธกรณีว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กสม. จึงร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ในพื้นที่ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั่วทุกภูมิภาคเกี่ยวกับกติกา ICESCR และค้นหากิจกรรมนำร่องที่ใช้ในพื้นที่ต่างๆ 10 กิจกรรม ในปี 2548 และจัดตั้งเป็น“เครือข่ายสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม”ขึ้น เพื่อดำเนินกระบวนการเรียนรู้ในลักษณะต่างๆ ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ในขณะที่ Thai- CAN ก็ยังคงปฏิบัติงานอยู่ โดยเชื่อมโยงแผนการปฏิบัติงานจริงของรัฐบาล โดยปัจจุบัน Thai-CAN กำลังจัดทำรายงานการปฏิบัติงานตาม ICERD และ ICESCR ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม  ลักษณะการเชื่อมร้อยแบบต่างๆ เช่นนี้ ทำให้เกิดกลุ่มเรียนรู้ใหม่ๆ จากกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ในวงกว้าง โดยมีกิจกรรมในลักษณะการกำหนดเจตจำนงของตนเอง(self determination) ซึ่งอยู่บนแนวทางสิทธิมนุษยชน(Rights-based approach) ตัวอย่างเครือข่ายเหล่านี้ เช่น คณะทำงานเพื่อริเริ่มการเรียนรู้ด้านสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่า(Thai-HRIDHC) เครือข่ายผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs Network)   เครือข่ายกระบวนการยุติธรรมทางคุณธรรม (Ethical Justice Process Network) เป็นต้น  และจากการประมวลประสบการณ์ของ กสม. ทั้งหมดแล้ว พบว่า ประเด็นท้าทายต่อการปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย คือ การสร้างจินตภาพของสิทธิชุมชน การสร้างความเป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในสถานการณ์ต่างๆ และการพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งนี้ กสม. ยังเน้นย้ำถึงการสร้างพลังร่วม การต่อยอด และความยั่งยืน ของกลไกความร่วมมือ ซึ่ง กสม. ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานให้แก่กลไกดังกล่าว ทั้งการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชนร่วมกัน ตลอดจนการแก้ไขหรือร่างนโยบาย กฎระเบียบบางประการให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศต่อไป

 

ข้อสังเกตและการดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชน

เสนอต่อการประชุมประจำปีรัฐสภาภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 16

(Asia-Pacific Parliamentary Forum – APPF)

 

23. ประเด็นเกี่ยวกับ APF เสนอให้หยิบยกขึ้นหารือในการประชุมประจำปีรัฐสภาประจำปี รัฐสภาภาคพื้นเอเชีย และแปซิฟิก (APPF) ครั้งที่ 16 คือ  (1) การเสนอให้ APPF ให้ความสำคัญกับกรอบความร่วมมือของ APF ด้านสิทธิมนุษยชน เช่น การสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกได้พิจารณาเข้าร่วมการประชุมประจำปีของ APF เพื่อแลกเปลี่ยน ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญของภูมิภาค หรือการเข้าร่วมในกิจกรรมอื่นๆ ของ APF และอาจแจ้งผลการประชุมให้ฝ่ายเลขานุการของ APF (ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของออสเตรเลีย) ได้รับทราบกิจกรรมของ APPF และแสวงหาแนวทางในการสร้างความร่วมมือระหว่างกันต่อไป และ (2) เสนอให้สมาชิก APPF ได้ผลักดันให้ประเทศของตนที่ยังไม่มีการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้พิจารณาให้มีการจัดตั้งขึ้น และประเทศที่มีความสนใจอาจขอความสนับสนุนด้านวิชาการ (technical assistance) เกี่ยวกับรูปแบบและประสบการณ์ในการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้

 

24. ประเด็นเกี่ยวกับการจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียนที่เสนอให้หยิบยกขึ้นหารือในการประชุม APPF ครั้งที่ 16 คือ (1) ความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอาเซียนมีลักษณะเป็นเรื่องข้ามชาติเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหากสมาชิก APPFโดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในภูมิภาคอาเซียน เห็นความสำคัญหรือได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว ก็อาจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายการทำงานร่วมกันได้ โดยแข้งไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของทั้ง 4 ประเทศ และ (2) สมาชิก APPF อาจพิจารณาเรื่องการจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียนโดยร่วมผลักดันให้มีอำนาจหน้าที่ (Term of Reference) ของกลไกดังกล่าวสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ และมีความครอบคลุมอย่างกว้างขวาง เช่น การให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลเรื่องการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค หรือการรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ถูกละเมิด

 

25. ในส่วนของปัญหาเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของประเทศไทยที่เป็นความห่วงใยของประชาคมโลก ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา เป็นความซับซ้อนของปัญหาในหลายมิติ อาทิ ความมั่นคง สังคมจิตวิทยา เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง การเมืองระหว่างประเทศ การดำเนินมาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่ดินแดน ประชาชน และการป้องกันประเทศจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซับซ้อน เปราะบาง  และมีความเชื่อมโยงกับความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  โดยมีการสั่งสมของเหตุการณ์เกี่ยวกับความอยุติธรรมของภาครัฐความหวาดระแวงของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่รัฐ  ความมีอคติของเจ้าหน้าที่รัฐต่อประชาชนแนวความคิดของกลุ่มอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน  ตลอดจนการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มผู้ไม่หวังดี  โดยเงื่อนไขดังกล่าวเป็นแรงผลักดันให้เกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และยังไม่สามารถหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ทำให้สถานการณ์เบาบางลงได้ในปัจจุบัน

 

26. โดยสรุปตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 ถึงเดือนกันยายน 2550 มีจำนวนทั้งสิ้น 7,587 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 6,878 คน โดยแบ่งเป็นผู้เสียชีวิต 2,631 คน ได้รับบาดเจ็บ 4,247 คน[14] โดยมีสภาพปัญหาและเงื่อนไขที่ยังคงทำให้เกิดความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหาที่เห็นควรให้หารือแนวทางแก้ไขร่วมกันในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค กล่าวคือ

 

27. (1) กรณีบุคคลถือสองสัญชาติ โดยเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์  พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย รวมทั้งประชากรของทั้งประเทศไทยและประเทศมาเลเซียมีความใกล้ชิดกันมากประกอบกับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีผู้ที่ถือสองสัญชาติ คือทั้งสัญชาติไทย และสัญชาติมาเลเซีย ประมาณเกือบแสนคน  หากกลุ่มคนดังกล่าวกระทำการที่ผิดกฎหมาย ก็เป็นเรื่องยากที่จะสืบสวน สอบสวน ติดตามดำเนินคดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้  ถ้ามีการใช้ประโยชน์จากการถือสองสัญชาติในทางที่มิชอบ นอกจากจะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศแล้วยังเกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย

 

28. (2)  กรณีการอพยพย้ายถิ่นที่อยู่ สถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดว่าเกิดจากการกระทำของกลุ่มใด  แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นทางสังคมจิตวิทยาได้สร้างความหวาดกลัว หวาดผวา ทำให้คนในพื้นที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้เหมือนเดิม รวมทั้งไม่มีความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน  ซึ่งในช่วงปี 2547 ถึง ก่อนมีการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2550ภาครัฐได้พยายามแก้ไขปัญหาทุกวิถีทางแต่ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงและให้ความปลอดภัยในเรื่องดังกล่าวแก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง  ในช่วงเวลาดังกล่าวได้มีการอพยพย้ายถิ่นที่อยู่ในหลายพื้นที่ของจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส  ซึ่งในบางกรณีได้อพยพไปขอหลบภัยจากสถานการณ์ความรุนแรงที่ประเทศมาเลเซีย

 

29. นอกจากนี้ หลังจากที่มีการรัฐประหาร ฝ่ายทหารได้ใช้แผนพิทักษ์แดนใต้ด้วยการปิดล้อม ตรวจค้น และควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ทำให้สถานการณ์ความรุนแรงเบาลงอย่างเห็นได้ชัดแต่การดำเนินการดังกล่าวก็มีข้อขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน ดังกรณีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไปเข้าโครงการฝึกอาชีพโดยผู้ต้องสงสัยบางส่วนไม่สมัครใจ  ถึงแม้ต่อมาได้มีการยกเลิกโครงการดังกล่าวก็ตาม  แต่ผู้ที่ถูกส่งไปเข้าโครงการฝึกอาชีพ  รวมทั้งคนในพื้นที่  ต่างก็เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในลักษณะนี้อีก

 

30. จากกรณีดังกล่าวจึงอาจนำไปสู่การอพยพย้ายถิ่นที่อยู่ไปที่อื่นภายในประเทศ  และประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย  ทั้งในลักษณะของการไปทำงาน  การขอหลบภัย  ขออาศัยพักพิงกับญาติ  หรือใช้เป็นที่หลบซ่อนจากการกระทำความผิด

 

31. กสม. มีข้อเสนอต่อสมาชิกของ APPF เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวข้างต้น คือ (1) ขอให้ร่วมกันประณามการใช้ความรุนแรงดังกล่าว  และให้หยุดการทำร้ายผู้บริสุทธิ์  รวมทั้งกดดันให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเปิดเผยตัวออกมาสู่การเจรจาหาข้อยุติ (2) ขอให้ร่วมมือและประสานงานกันทั้งในด้านข้อมูล ตรวจสอบ และการเฝ้าระวังผู้ก่ออาชญากรรมด้านความมั่นคงที่อาจหลบซ่อนอยู่ในประเทศสมาชิก โดยให้ความร่วมมือในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศที่ต้องการดำเนินคดีกับบุคคลผู้นั้นตามกฎหมาย และ (3) ขอให้ร่วมกันเข้มงวดกวดขันจุดผ่านแดนตามแนวชายแดน เพื่อมิให้เป็นที่หลบซ่อนจากการกระทำความผิดของบุคคล

 

32. ในส่วนประเด็นเกี่ยวกับการเสริมสร้างศักยภาพ และการพัฒนาการความร่วมมือด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยให้เป็นจริง นั้น ตามกิจกรรมและการวิเคราะห์ที่อธิบายไว้ข้างต้นเกี่ยวกับข้อท้าทายในปัจจุบันของ กสม. ในฐานะเป็นสมาชิกขององค์การต่างๆ ในภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิค กสม.มีข้อเสนอต่อ APPF และผู้แทนรัฐบาลไทย  คือ การเพิ่มประสิทธิผลของกระบวนการและสถาบันที่ตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบของรัฐบาลภายใต้พันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคี  โดยมีข้อสังเกตที่พึงระลึกถึงในทุกกระบวนการคือ การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อปฏิบัติงานกับสมาชิกที่หลากหลาย และการจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่รับผิดชอบตามพันธกรณี และกับกลไกพิเศษต่าง ๆ (Special mechanism) อาทิ องค์การสหประชาชาติ ตลอดจนหน่วยงานพิเศษของ        องค์การฯ ที่รับผิดชอบงานหรือประเด็นใดโดยเฉพาะ เป็นระยะ

 

33. โดยหลักการแล้ว กสม. และสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในประเทศสมาชิกของ APPFที่เกี่ยวข้อง ควรได้รับการสนับสนุนมากขึ้นในการสร้างและพัฒนาความสามารถในประเทศให้สอดคล้องกับพันธกรณีทั้งที่ได้ให้สัตยาบันแล้วและยังไม่ได้ให้สัตยาบัน อาทิ การมีกลไกที่ปรึกษาร่วมระดับประเทศและระดับภูมิภาค (Pool of national and regional consultants)เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับกระบวนการ นโยบาย และการปรับปรุงกฎหมาย  ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยควรให้ความสำคัญอย่างมากต่อกระบวนการจัดทำกฎหมายและกระบวนการด้านนิติบัญญัติ  ควรมีการจัดทำกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนในวงกว้างแก่ผู้บังคับใช้กฎหมาย และผู้มีบทบาททางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นจะต้องมีการจัดทำ สื่อหรือเครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเผยแพร่เรื่องนี้ไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องควบคู่ไปด้วย

 

34. จากสังเกตเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามพันธกรณีฉบับต่างๆ  กสม. เห็นว่า APPF และรัฐไทย (รวมถึงรัฐสภา) จะต้องพิจารณานำข้อสังเกตนั้นๆ มาหารือกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง และยังต้องจัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคประชาสังคม เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้เรื่องนั้นๆด้วย  เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสมและทั่วถึง  ทั้งเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการติดตามกระบวนออกกฎหมายและการบังคับใช้  ว่าจะเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม  อันจะเป็นส่วนช่วยให้เกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนให้เป็นจริงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค

 

---------------------------------------------------

 



[1] รายงานนี้จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอต่อการประชุมประจำปีรัฐสภาภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 16 (the 16th Annual Meeting of the Asia-Pacific Parliamentary Forum – APPF) ระหว่างวันที่ 20 – 24 มกราคม 2551 ณ นครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ โดย นายชนินทร์  เกตุปราชญ์ สำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน  นายเอกชัย  ปิ่นแก้ว สำนักส่งเสริมและประสานงานเครือข่าย และกลุ่มงานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ สำนักบริหารกลาง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ e-mail: epinkaew@hotmail.com

[2] เอกชัย  ปิ่นแก้ว, ห้องเรียนสิทธิมนุษยชนออนไลน์ <http://www.oknation.net/blog/ekachaipinkaew> (1 มกราคม 2551)

[3] คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, รายงานประจำปี พ.ศ. 2544-2546 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, พ.ศ.2547)

[4]คณะอนุกรรมการด้านกระบวนการยุติธรรม แห่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, การศึกษาเกี่ยวกับข้อขัดแย้งทางกฎหมาย ระหว่างกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และกฎหมายภายในประเทศ (กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, พ.ศ. 2547.

[5]องค์การความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APF) ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2539 เป็นองค์การความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปัจจุบันมีสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคที่เป็นสมาชิกสามัญ 14 แห่ง[5] ได้แก่ อัฟการิสถาน ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย มองโกเลีย เนปาล นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ศรีลังกา ไทย และติมอร์ เลสเต้ และสมาชิกสำรองจากสถาบัน 3 แห่ง ได้แก่ ปาเลสไตน์ กาตาร์ และมัลดีฟ โดยวัตถุประสงค์แล้ว APF มุ่งหวังสร้างความร่วมมือและความเข้มแข็งระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วยกันผ่านการประชุมประจำปี การอบรม สัมมนา ดูงาน หรือแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ รวมทั้งการพิจารณาประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญของภูมิภาค โดยการมีคณะผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย (Advisory Council of Jurists-ACJ) ที่ให้ความเห็นด้านกฎหมายระหว่างประเทศและบทบาทของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดท่าทีร่วมกันในเวทีการประชุมระหว่างประเทศที่สำคัญ ตลอดจนการช่วยเหลือประเทศในภูมิภาคที่ต้องการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขึ้น

[6] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น <www.nationmultimedia.com> ดังนี้ (1) สหประชาชาติพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสงครามต่อต้านยาเสพติดของรัฐบาล, 19 เมษายน พ.ศ. 2546 และ (2) ประเทศไทยใน dock วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 และดูจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ <www.bangkokpost.net>  ดังนี้ (1) การเปิดโปงเรื่องสิทธิมนุษยชน วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 (2) กระบวนการรายงานตามพันธกรณี วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 (3) เสวนาว่าด้วยสิทธิ วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 (4) การสูญเสียงานนักบวชซึ่งเชื่อมโยงกับทนายสมชายฯ  วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 (5) ‘โศกนาฎกรรม’ ของครอบครัว วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 (6) การประกาศภาวะฉุกเฉิน ‘แหกกฎ’ วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 (7) อังคณาบอกเล่าถึงความขมขื่นที่ครอบครัวได้รับ วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 (8) การปล่อยข่าวรายงานว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเพื่อการล้างแค้น วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 (9) ถางทางไปสู่หลักนิติธรรม วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 (10) แหล่งสุดท้ายแห่งความยุติธรรม วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2548  และ (11) หายไป (หายตัวไป) แต่ไม่มีวันลืม วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2548

[7] ด้วยความช่วยเหลือจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเซียน (Asian Human Rights Commission- AHRC) และหน่วยงานที่ปรึกษาบางแห่ง

[8] กรณีการปฏิบัติตามกติกา ICCPR ของประเทศไทย (1) รายงานฉบับที่จัดส่ง :การพิจารณารายงานที่ส่งโดยรัฐภาคีภายใต้ข้อ 40 แห่งกติกานี้ – รายงานเบื้องต้น (Initial Report):ประเทศไทย – 02/08/2548 CCPR/C?THA/2547/ <http://daccessdds.un.org> (10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549) (2) รายงานฉบับที่ได้รับการพิจารณา – บันทึกสรุปความก้าวหน้า (proceedings):สรุปบันทึกการประชุมครั้งที่ 2294:ประเทศไทย- 25/07/2548 CCPR/C/SR 2294 (บันทึกสรุป) <wwww.unhchr.ch> (10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549) และ (3) สรุปข้อสังเกต/ความเห็นของพันธกรณี: การพิจารณารายงานที่ส่งโดยรัฐภาคีภายใต้ข้อ 40 แห่งกติกาฯ สรุปข้อสังเกตของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน : ประเทศไทย – 08/07/2548 CCPR/CO/84/THA <www.unhchr.ch> (11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550)

[9] กสม. ประเทศไทย ประเมินการปฏิบัติตามของประเทศไทยต่อข้อผูกพันภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และที่สัมพันธ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร, (กรุงเทพฯซ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประเทศไทย, พ.ศ. 2548)

[10] คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, การพิจารณารายงานที่ส่งโดยรัฐภาคีภายใต้ข้อ 40 แห่งกติกา ICCPR-กรณีประเทศไทย, (CCPR/CO/84/THA), 8 กรกฎาคม 2548

[11] โครงการดังกล่าวนำเสนอโดย กสม. และหน่วยงานการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งแคนาดา (Canadian International Development Agency –CIDA) ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2546 – เดือนธันวาคม พ.ศ. 2547

[12] อ้างถึงแล้ว

[13] โครงการนี้ดำเนินการโดย กสม. และ APF/ โครงการบรุ๊คกิงส์-เบอร์น เกี่ยวกับผู้พลัดถิ่นในประเทศระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2548 – พฤศจิกายน พ.ศ. 2549

[14] คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กันยายน 2550

โดย epinkaew@hotmail.com

 

กลับไปที่ www.oknation.net