วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

~เกาหลีวันที่ 2 : สกีกับหิมะ~


วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2550

ถูกปลุกให้ตื่นตอน 6.30 น.  ทานอาหารเช้าที่โรงแรม

ออกไปเดินเล่นหน้าโรงแรม เห็นรถที่จอดอยู่มีน้ำแข็งเกาะกระจก  บางคนต้องค่อยๆ แคะน้ำแข็งออกก่อนที่จะขับรถออกไป

วันนี้ตื่นเต้นจัง ที่จะได้ลองเล่นสกี  ตอนแรกจะไม่เล่นเพราะไม่กล้าค่ะ เล่นไม่เป็น กลัวล้ม กลัวเจ็บ แล้วยังต้องจ่ายค่าเล่นสกีอีกประมาณ 2 พันบาท  แต่พอไกด์บอกว่า ทริปนี้บริษัทคอมฯ ใจดีค่ะ ออกค่าใช้จ่ายให้หมด  รวมถึงค่าเล่นสกีด้วย  ...แหะๆๆๆ...ฟรีอีกละ....ความกลัวก็เลยถูกกำจัดออกไปอย่างฉับพลัน ... ฉันกลายเป็นผู้หญิงกล้าเสี่ยง กล้าลุย ขึ้นมาทันที

ก่อนอื่นต้องวัดขนาดของเท้า และไปเช่ารองเท้าสกี ... นี่ไงรองเท้าของฉัน ...เบอร์ 270...

แล้วก็ลงสนามสกี .... ล้มลุกคลุกคลานไม่เป็นท่า 

ตอนควบคุมตัวเองไม่ได้  สกีพาลื่นไถลเข้าชนทุกคนที่ขวางอยู่  ฉันตะโกนด้วยความตกใจ 

“หลีกไป ! หลีกไป ! … เบรกไม่ได้ หลีกป๊ายยยยย....”

ลืมไปว่าไม่ได้อยู่เมืองไทย   ใครเค้าจะเข้าใจภาษาที่ฉันตะโกน ..... แต่ผิดคาดแฮะ คนที่นี่เข้าใจภาษาที่ฉันพูด พากันตะเกียกตะกายหลบกันเป็นทาง  บางคนหลบไม่ทันก็ชนกันหงายท้อง  แต่ก็โชคดีนะ ที่ฉันบังเอิญชนแต่หนุ่มๆ  หนุ่มเกาหลีนี่ตัวสูงใหญ่ดีนะ ผิวพรรณดี และก็ล่ำสันแข็งแรงด้วย....อิอิ...

เล่นสกีอยู่ 3 ชั่วโมง  (แต่ได้เล่นจริงๆ ประมาณครึ่งชม. นอกนั้นยืนแข็งทื่อมั่ง นอนล้มกลิ้งมั่งกว่าจะลุกขึ้นมาได้ ต้องหาคนหิ้วปีกฉุดให้ยืนขึ้น)   ไกด์ก็มาตามให้กลับ.... เพื่อเดินทางต่อไป

.

มื้อเที่ยง ได้ชิม “หมูย่างเกาหลี คาลบี้” 

หมูย่างเกาหลีของแท้เป็นอย่างนี้นี่เอง  อร่อยมากๆๆๆๆ....  เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในทริปนี้เลยค่ะ  เนื้อหมูหมักจนได้ที่ นำมาย่างบนเตาถ่านร้อนๆ สุกกำลังดี แล้วตัดเป็นชิ้นๆ พอดีคำ ห่อด้วยใบผักกาดทานเป็นคำคล้ายๆ เมี่ยง

สังเกตได้ว่า คนเกาหลีนิยมใช้ตะเกียบสแตนเลส  และเสริฟข้าวสวยในถ้วยสแตนเลสที่มีฝาปิด  ทำให้ดูสะอาดตา

.

อิ่มแล้วก็เดินทางไปชม “Blue House”  คือบ้านพักของประธานาธิบดี  แค่ขับรถผ่านๆ ค่ะ เค้าห้ามถ่ายรูป   แต่ให้ลงมาถ่ายรูปที่ “อนุสาวรีย์นกฟินิกส์”  ใกล้ๆ กับ Blue House 

ทหารหญิงหน้าตาสวยเชียวแหละ แต่เธอไม่ยอมให้ถ่ายรูป  ก็เลยถ่ายได้แต่ข้างหลัง

.

จากนั้นก็ไปชม “ศูนย์โสม” ที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลเกาหลี  เขาห้ามถ่ายรูปด้านใน ก็เลยมีแค่รูปด้านหน้า 

โสมที่นี่เป็นโสมคุณภาพดี แต่ราคาสูงมากค่ะ  ก็เลยได้แต่ชิม เพราะเค้ามีให้ชิมฟรี ... ไม่ได้ซื้อมา ราคาหลายพันถึงหลักหมื่นแน่ะ

.

4 โมงเย็น Shopping ที่ “ห้าง Doota ตลาดทงแดมุน” 

ห้างนี้คล้ายๆ มาบุญครอง มีของขายมากมาย ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าแฟชั่น ช่วงนี้เป็นฤดูหนาว จึงมีแต่เสื้อผ้าเมืองหนาวค่ะ 

ที่นี่รองเท้าบูทของผู้หญิงมีให้เลือกมากมาย  ฉันอยากได้สักคู่ดูเท่ห์จัง 

เข้าไปเลือกอยู่ร้านหนึ่งค่ะ แต่คนขายดูที่เท้าฉันแล้วบอกว่า “not have big size” … อะไรฟะ ! … เบอร์ 38 ก็ไม่มีเหรอ  ผู้หญิงที่นี่เท้าเล็กจัง  อดเสียตังค์เลยเรา

.

มื้อเย็นเป็น ชาบูชาบู ที่ร้านนึ้ค่ะ

.

คืนนี้พักที่ “โรงแรมรอยัล : Royal Hotel , Seoul”  ย่าน “เมียงดง”  รอบๆ โรงแรมมีตลาดกลางคืน shopping สนุกอีกแล้ว  แต่อากาศหนาวจับใจ เดินดูของไปขี้มูกก็ไหลไปด้วย เย็นจมูกจริงๆ 

เดินจนถึง 4 ทุ่ม ได้หมวกไหมพรมมาอันเดียว ราคาประมาณ 150 บาท  ของที่นี่ราคาค่อนข้างสูงค่ะ ถ้าเทียบกับตลาดนัดบ้านเรา  หรือเพราะฉัน shopping ไม่เก่ง  เห็นอะไรก็ดูแพงไปหมด  แต่สาวๆ ที่นิยมใช้ของมีแบรนด์  (แบบก๊อปแบรนด์เกรด A)  อาจจะชอบก็ได้ค่ะ   พอดีว่าฉันเป็นคนไม่ชอบแต่งตัว ก็เลยไม่รู้จะซื้ออะไร

ผู้หญิงเกาหลีแต่งตัวกันเก่ง และสวยมากๆ ผิวพรรณดี รูปร่างดี  ผู้ชายก็สูงใหญ่  ถ้าผิวพรรณดี อะไรก็ดูดีไปหมด  คนอ้วนที่เกาหลีมีน้อยมาก กลุ่มคนไทยที่ไปซะอีก ที่ดูอ้วนฉุ

คืนนี้นอนหลับอุ่นสบายอีกแล้วค่ะ  แต่ฉันเริ่มออกอาการไม่ค่อยดีนัก รู้สึกปวดหัว เจ็บคอ เหมือนจะเป็นไข้  เสียงก็เริ่มแหบลง แหบลง ... ไม่รู้เพราะว่าเมื่อเช้านี้ตะโกนมากไปหรือเปล่า .... ที่ตะโกนว่า …

“หลีกไป ! หลีกไป ! … เบรกไม่ได้ หลีกป๊ายยยยย....”

.

โปรดติดตามตอนจบ “เกาหลีวันที่ 3 : ของฝากจากเกาหลีที่ไม่ได้ซื้อ”

 

 

 

 

โดย นกบ้านนา

 

กลับไปที่ www.oknation.net