วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คนสยามในมาเลเซีย


คนสยามในมาเลเซีย

 

ผมเองมีเพื่อนๆที่เป็นชาวสยามมาเลย์หลายท่าน ทุกท่านล้วนมีนิสัยดีกันทั้งนั้นครับ  ถึงแม้จะคุยภาษาเดียวกัน(ใต้) แต่ท่านเล่นคำโบราณจนผมแอบอมยิ้มอยู่เสมอ  วันนี้ก็เลยขอนำเรื่องราวที่น่าสนใจของคนสยามในมาเลเซียมาเล่าให้เพื่อนผองชาวบลอกได้อ่านประดับความรู้กันนะครับ

 

เรื่องราวความเป็นมาของชาวสยามในอาณาจักรมาลายูซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศเพื่อนบ้านของเรานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร  มีที่มาที่ไปอย่างไร และเขาอยู่กันอย่างไรนั้น ขอเชิญทุกท่านอ่านกันตามอัธยาศัยครับ

 

ว่ากันว่าชาวสยามในมาเลเซียเป็นคนเชื้อสายเดียวกับคนในประเทศไทย  ่ซึ่งได้อพยพมาตั้งแต่ครั้งอาณาจักรศรีวิชัย (Srivijaya)  และจากบันทึกตำราของคุณธำรงศักดิ์  อายุวัฒนะ (ฉบับปรับปรุงปีค.ศ. 2004)  ได้กล่าวไว้ว่ามีชาวพุทธเชื้อสายสยามอพยพเข้าไปอยู่ในดินแดนมลายูเมื่อประมาณ 300-500 ปีมาก่อนแล้ว  ซึ่งตรงกับช่วงที่สยามยาตราทัพเข้าไปยึดเมืองปาหัง  โดยที่ผู้ที่ติดตามพร้อมกับกองทัพสยามได้เข้าไปอยู่อย่างกระจัดกระจายไปทั่ว  ท่านได้บันทึกไว้ว่าชาวพุทธเชื้อสายสยามอพยพเข้าไปในรัฐกลันตันหรือทางตะวันออกตอนเหนือของคาบสมุทธมลายูประมาณ 300 ปีแล้ว  และอพยพเข้าไปอยู่ในรัฐเคดาห์หรือไทรบุรีซึ่งตั้งอยู่ตะวันตกตอนเหนือของคาบสมุทธมลายูเมื่อประมาณ  500  ปีมาก่อนแล้ว

 

จากประวัติศาสตร์พบว่าเมือง ไทรบุรีเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีมาช้านานแล้ว  (หาอ่านเพิ่มเติมได้ใน wikipedia) ดังมีปรากฏหลักฐานว่าเป็นหนึ่งในเมืองสิบสองนักษัตร เมืองไทรบุรีใช้ตรานักษัตรงูใหญ่ ต่อมาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยาตั้งเมืองชัยนครขึ้นใหม่ เมื่อไทยยกไปตี เมืองมะละการะหว่าง พ.ศ. 1998-2003 จึงขนานนามเมืองนี้ว่าเมืองไชยบุรี และมีราษฎรทางหัวเมืองเหนืออพยพมาอยู่กันมาก จึงออกเสียงแบบสำเนียงเหนือเป็นไซบุรี ต่อมาปี พ.ศ. 2067 เมืองไชยบุรีได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอาเจะห์ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ประชากรจึงได้หันไปนับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังมีคนที่นับถือศาสนาพุทธจำนวนมากเช่นเดียวกัน ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ราว พ.ศ. 2173 จึงได้เมืองไชยบุรีกลับมาตามเดิม ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็ยังเขียนชื่อเป็นไซบุรีอยู่ ต่อมาภายหลังจึงเขียนเป็น ไทรบุรี

 

ต่อมารัฐไทรบุรีได้ทำการแบ่งการปกครองออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ เมืองสตูล ปะลิส ไทรบุรีหรือรัฐเกดะห์ในปัจจุบัน และกุบังปาสู

ในสมัยยุคล่าอาณานิคม ไทยถูกบังคับให้เซ็นสนธิสัญญายกไทรบุรี ปะลิส กลันตัน ตรังกานู เประตอนบนให้อังกฤษ ในวันที่ 10 มีนาคม 2451

 

ยังมีชาวสยามที่อาศัยอยู่ในเมืองตุมปัด ในรัฐกลันตันเนื่องจากการแบ่งเขตดินแดนกับอังกฤษ ในการยึดครองมลายู โดยใช้แม่น้ำโก-ลกเป็นเขตแดน โดยใช้สิ่งแสดงว่ามีชาวไทยอพยพอาศัยมาช้านานแล้วคือ วัดชลธาราสิงเหซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอตากใบ จังหวัดนาราธิวาส นอกจากนี้ยังมีชาวสยามกระจัดกระจาดอยู่ที่อื่นๆอีก แต่ที่เป็นกลุ่มเป็นก้อนก็จะอยู่ในรัฐและเมืองที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

 

ถึงแม้ว่าจะอยู่ในมาเลเซียมาช้านานคนสยามเหล่านี้ก็ยังคงธำรงรักษาประเพณีวัฒนธรรม และภาษาของตนเองไว้ได้ตราบจนถึงทุกวันนี้  และเขายังเรียกตัวเองว่าเซียมหรือสยาม ภาษาไทยไทรบุรีกับปะลิสคล้ายกับภาษาไทยถิ่นใต้ของจังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราช ส่วนของกลันตันจะคล้ายกับของภาษาไทยถิ่นใต้แถบตากใบ 

คาดว่าชาวสยามในมาเลย์เซียมีอยู่ประมาณ 50,000 คน

 

ชาวสยามในมาเลเซียมีการรวมตัวกันเป็นสมาคมเพื่อเรียกร้องสิทธิต่างที่พึงจะได้รับจากทางการ (หาอ่านเพิ่มเติมได้จาก The Politics of ERthnic Representation: Malay-Muslim in Southern Thailand and Thai Buddhists in Northern Malaysia by Dr. Suria Saniwa) ในปี 1960s (พ.ศ. 2503) เริ่มมีสมาคมสยามเคดาห์-เปอร์ลิสที่เพื่อคงไว้ซึ่งภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยในมาเลเซีย  มีการเปิดโรงเรียนสอนภาษาไทยและมีการสอนให้รักชาติไทย  รักศาสนาพุทธเทิดทูลพระมหากษัตริย์ไทยองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยาเดช  มีการยกธงชาติไทยควบคู่กับธงชาติมาเลเซีย

 

ในช่วงนี้ขอนำเสนอข้อเรียกร้องที่เป็นประเด็นสำคัญๆที่สมาคมไทยกลันตันและสมาคาสยามมาเลเซียเสนอมายังรัฐบาลก็คือ

  1. การขอมีสิทธิเป็นภูมิบุตรา

  2. การขอมีพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดให้เป็นที่สักการะบูชาของชาวพุทธจากทั่วโลก

  3. การขอแก้ไขให้มีการระบุชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยในแบบฟอร์มการขอเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐ 

  4. การขอประกาศวัฒนธรรมไทยเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแห่งชาติและขอประกาศวันสงกรานต์เป็นวันหยุดราชการ

  5. การขอมีสิทธิในกองทุนช่วยเหลือด้านการศึกษาและด้านการประกอบทางธุรกิจ

  6. ตลอดจนการขอมีสิทธิเป็นสมาชิกของพรรค UMNO

 

จากข้อเรียกร้องดังกล่าวรัฐบาลได้ตอบสนองดังต่อไปนี้

  1. ถึงแม้ชาวสยามจะไม่ได้สถานภาพเป็นภูมิบุตร  แต่สิทธิต่างๆ  ในด้านการเมืองเศรษฐกิจและสังคม  จะเหมือนกับภูมิบุตรที่เป็นชาวมลายูทุกประการ  ปัจจุบันนี้  ชาวพุทธเชื้อสายไทยจึงมีสถานภาพพิเศษซึ่งถือว่าเป็นสถานภาพที่สูงกว่าชาวจีนและชาวอินเดียในมาเลเซีย

  2. ปัจจุบันนี้ประเทศมามาเลเซียมีพระพุทธรูปทรงนั่งที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากพระพุทธรูปทรงนั่งของประเทศญี่ปุ่น  ซึ่งพระพุทธรูปทรงนั่งในประเทศมาเลเซียจะประดิษฐานอยู่ที่วัดมัชชิมาราม  หมู่บ้าน Tereboh  อำเภอ Tumpat รัฐ Kelantan  ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศมาเลเซียจากฝั่งอำเภอตากใบ  จังหวัดนราธิวาส  ก็จะพบเห็น  พระพุทธรูปดังกล่าวทางด้านซ้ายมือห่างจาก Pengkalan Kubor ริมฝั่งแม่น้ำตรงกันข้ามอำเภอตากใบประมาณ 5-8 กิโลเมตร

  3. รัฐจัดการให้มีการแก้ไขให้มีการระบุกลุ่มชาติพันธ์สยามในแบบฤอร์มการเข้ามหาวิทยาลัย (หากไม่มีการระบุกลุ่มชาติพันธุ์ที่ชัดเจน  จะทำให้ลูกหลานชาวพุทธเชื้อสายไทยหมดสิทธิในการเข้าศึกษาต่อในสถาบันของรัฐ  เพราะการเข้าสถาบันการศึกษาของรัฐในมาเลเซียนั้นมีการจัดการเข้าศึกษาตามระบบ  PR ซึ่งเป็นอัตราส่วนตามจำนวนกลุ่มชาติพันธุ์)

  4. รัฐบาลมาเลเซียจึงประกาศให้วัฒนธรรมการละเล่นกลองยาว  การฟ้อนรำไทย  และประเพณีวันสงกรานต์เป็นวัฒนธรรมแห่งชาติ

  5. รัฐจัดให้มีกองทุนต่างๆแก่ชาวพุทธเชื้อสายสยามเท่ากับชาวมาเลเซียทุกประการ

  6. นับตั้งแต่มีการต่อสู้การเรียกร้องสิทธิทางการเมือง  มี คุณเจริญ  อินทร์ชาติ  คุณซิวชุน  เอมอัมไพซึ่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติล้วนแต่เป็นสมาชิกของพรรค UMNO ทั้งสิ้น

 

จะเห็นว่ารัฐบาลมาเลเซียไม่เพิกเฉยต่อการเป็นชนกลุ่มน้อยชาวสยามที่อยู่ในแระเทศของตน  นับตั้งแต่การให้มีการจัดตั้งองค์กรกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อที่จะได้ปกป้องสิทธิของพวกเขาเอง  และรัฐบาลยังได้สัญยากับชาวสยามมาเลย์ว่าจะสงวนสิทธิในตำแหน่งสภานิติบัญญัติไว้สำหรับชาวสยามหนึ่งที่นั่งต่อประชากร 60,000 คน  และชาวสยามมาเลย์คนแรกที่ได้รับตำแหน่งดังกล่าวในปี 2002 คือ นายเจริญ  อิทรชาติ

ทุกวันนี้ชาวสยามมาเลย์ได้ดำเนินวิธีชีวิติตามวิธีแห่งตนท่ามกลางวัฒนธรรมที่หลากหลายในมาเลเซียและจากการต่อสู้เรียกร้องตามวิถีครรลองแห่งประชาธิปไตยด้วยความสันติ รวมถึงการเปิดโอกาศที่เป็นธรรมและยุติธรรมและไม่ทอดทิ้งของรัฐบาลยังทำให้พวกเขายังเป็นชาวสยามในมาเลเซียที่ดำเนินวิถีแห่งชาวสยามต่อไป

 

หวังว่าคงมีประโยชน์นะครับ

 

สนต้นที่เก้า

โดย สนต้นที่เก้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net