วันที่ ศุกร์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระมหากษัตริย์ของแผ่นดิน





                 นับตั้งแต่วันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ ภายหลังที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตย ประเทศไทยว่างเว้นจากการมีกษัตริย์นานพอสมควร รัฐบาลของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ร่วมปรึกษาหารือเรื่องของกษัตริย์พระองค์ต่อไปที่จะขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า เจ้านายในพระราชวงศ์จักรีพระองค์ใดจะได้เป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป

               อันดับแรกได้กำหนดลำดับชั้นผู้ควรสืบสันตติวงศ์ไว้ ดังนี้

                  (๑) กรณีซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชโอรสหรือพระราชนัดดา

                  (๒) กรณีซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไร้พระราชโอรสและพระราชนัดดา แต่ทรงมีสมเด็จพระอนุชาที่ร่วมพระราชชนนีหรือพระโอรสของสมเด็จพระอนุชา 

                   (๓) กรณีซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไร้พระราชโอรสและพระราชนัดดากับทั้งไร้สมเด็จพระอนุชาร่วมพระราชชนนี แต่ทรงมีสมเด็จพระเชษฐาหรือสมเด็จพระอนุชาต่างพระราชชนนี หรือพระโอรสของสมเด็จพระเชษฐาหรืออนุชานี้

                   (๔) กรณีซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไร้พระราชโอรสและพระราชนัดดากับทั้งไร้สมเด็จพระอนุชาร่วมพระราชชนนีและไร้สมเด็จพระเชษฐาหรือพระอนุชาต่างพระราชชนนี แต่ทรงมีพระเจ้าพี่ยาเธอ หรือพระเจ้าน้องยาเธอ หรือพระโอรสของพระเจ้าพี่ยาเธอหรือพระเจ้าน้องยาเธอ

                  (๕) กรณีซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไร้พระราชโอรสและพระราชนัดดา พระอนุชาร่วมพระราชชนนี และพระอนุชาต่างพระราชชนนี พระเจ้าพี่ยาเธอ น้องยาเธอ แต่ทรงมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอและพระเจ้าบรมวงศ์เธอ หรือพระราชโอรส

               
   
            ที่สุดแล้วคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาประเด็นแรก ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงมีพระเชษฐาร่วมพระราชชนนีที่มีพระราชโอรสทรงพระชนม์ชีพอยู่ คือ

          (๑) พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งเป็นพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ที่ทรงเป็นรัชทายาทในรัชกาลที่ ๖ แต่โดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล ๒๔๖๗ นั้นพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์จะต้องยกเว้นตามมาตรา ๑๑(๔) เพราะพระมารดาเดิมเป็นชาวต่างชาติ ถือว่าเป็นกรณีที่ผู้สืบสันตติวงศ์มีพระมารดาเป็นนางต่างด้าว

          (๒) พระองค์เจ้าวรานนท์ เป็นพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชฯ ที่เป็นพระเชษฐาร่วมพระราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ แต่เนื่องจากพระมารดาของพระองค์เจ้าวรานนท์ฯ เป็นคนธรรมดาสามัญซึ่งเป็นหม่อมชั้นสองของสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้นที่ทรงมีพระชายาเป็นหม่อมเจ้าได้รับพระราชทานเสกสมรสแต่ไม่มีพระโอรส พระเจ้าวรานนท์จึงไม่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา

          (๓) สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตร กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระองค์เสด็จไปประทับในต่างประเทศตามคำขอร้องของคณะราษฎร์ คณะรัฐมนตรีจึงไม่พิจารณาถึงพระองค์ท่านและโอรสของพระองค์ที่มีอยู่หลายพระองค์

          (๔) พระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ และสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลฯ เจ้าฟ้าสองพระองค์นี้ พระมารดาของของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ทรงดำรงอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมราชเทวี ซึ่งทรงศักดิ์สูงกว่าพระมารดาของสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลฯ ซึ่งพระมารดาเป็นพระองค์เจ้าหญิง ส่วนพระโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ มีพระมารดา คือ หม่อมศรีสังวาล(เรียกพระนามขณะนั้น) แต่ก็ได้รับพระราชทานเสกสมรสเป็นสะใภ้หลวงโดยชอบแล้ว และสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ก็ได้ทรงยกย่องให้เป็นพระชายาองค์เดียวของพระองค์ และคำนึงถึงว่าสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ได้ทรงทำคุณประโยชน์แก่ราษฎร และเป็นเจ้านายที่บำเพ็ญพระองค์เป็นนักประชาธิปไตย ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบที่จะอัญเชิญพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ขึ้นครองบัลลังก์เป็นรัชกาลที่

         
  

                 
             เช่นเดียวกันเวลานั้นหากสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นพระโอรส พระองค์จะเป็นผู้ที่สืบสันตติวงศ์ต่อจากรัชกาลที่ ๗ เพราะพระองค์ทรงเป็นเจ้าฟ้าพระองค์แรกที่เกิดจากสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ แต่หากบังเอิญที่พระองค์ทรงเป็นหญิง ผู้ที่ขึ้นครองบัลลังก์เพื่อปกครองไพร่ฟ้าเป็นรัชกาลที่ ๘ จึงเป็นของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล

           พระมหาชนกสิ้นพระชนม์ขณะที่รัชกาลที่ ๘ มีพระชนม์มายุ ๔ ชันษาเท่านั้น พระพี่นางต้องทำหน้าที่ดูแลทั้งพระชนนีและพระนัดดาทั้งสองพระองค์ในฐานะของพระพี่นางที่เป็นทั้งพี่เลี้ยงและพี่สาวคอยดูแลทุกอย่
าง

            
 
                  ก่อนหน้าที่จะได้ขึ้นครองราชย์ รัชกาลที่๘ พระพี่นางเธอ และพระชนนีได้ประทับอยู่ที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และทรงศึกษาอยู่ที่นั่น ยังไม่ได้เสด็จกลับมาที่ประเทศไทยซึ่งขณะนั้นพระองค์ทรงมีอายุ ๙ พระชันษาเท่านั้น ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงพระเยาว์ที่ต้องอยู่ในความดูแลของพระพี่นางและสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนีพระองค์กลับมาประเทศไทยเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๘๘ เพื่อมาทำหน้าที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อมีพระอายุครบ ๒๐ ชันษา ตามคำกราบทูลเชิญของนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น

        กระทั่งรัชกาลที่ ๘ ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินตั้งแต่อายุยังเยาว์วัย และสิ้นพระชนม์ในปี ๒๔๘๙ ภายหลังจากที่พระองค์เสด็จนิวัติกลับพระนครได้ไม่นาน สมเด็จพระชนนีทรงโทมนัสมาก ขณะนั้นพระพี่นางเธอต้องอยู่เป็นกำลังใจและดูแลพระชนนีและพระนัดดาเคียงคู่ตลอดมา กระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลเดช ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเชษฐาธิร
าช

                   

                โดยที่พระองค์ได้ทรงบันทึกความในพระทัยเกี่ยวกับพระเชษฐาธิราช (ร.๘) มีความตอนหนึ่งว่า

                     “อดคิดถึงพี่ไม่ได้เลยแม้แต่ขณะเดียว ฉันเคยคิดว่า ฉันจะไม่ห่างจากพี่ตลอดชีวิต แต่มันเป็ นเคราะห์กรรม ไม่คิดเลยว่าจะเป็นกษัตริย์ คิดแต่จะเป็นน้องของพี่เท่านั้น”

              จากนั้นไม่นานพระองค์ก็ได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีเป็นรัชกาลที่ ๙ โดยมีพระชนนีและพระพี่นางคอยดูแลไม่เคยห่าง กระทั่งวันหนึ่งที่สมเด็จพระชนนีได้ออกปฏิบัติภารกิจเคียงคู่กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามถิ่นทุรกันดาร ที่ยากแค้นตามแหล่งชนบท ภาพที่ประชาชนชาวไทยจะติดตราตรึงใจคือ ภาพที่สมเด็จย่าของชาวไทยไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านด้วยการพาหน่วยแพทย์ในพระองค์ท่านไปช่วยเหลือชาวบ้าน ไม่ว่าหนทางจะลำบากลำบนสักเพียงไหน เราจะเห็นภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จย่า และสมเด็จพระพี่นางอยู่ ณ ที่แห่งนั้น

                
   

                   ราษฎรในถิ่นทุรกันดารจะได้รับธารน้ำใจของพระองค์ท่านเสมอ และหากครั้งใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เสด็จไป เราจะเห็นภาพของสมเด็จพระพี่นางอยู่เคียงข้างกับสมเด็จย่าในการเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมประชาชนตามถิ่นทุรกันดารไม่เคยขาด

            

            กระทั่งสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี หรือสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทยสวรรคต ผู้สานต่อโครงการของสมเด็จย่ายังคงเป็นของสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระองค์ไม่เคยขาดการเดินทางไปพร้อมกับหน่วยแพทย์ของสมเด็จย่า ในการไปตามถิ่นทุรกันดารเพื่อช่วยเหลือประชาชน ทุกครั้งที่พระองค์ท่านเดินทางไปพระองค์จะให้ชาวบ้านร้องเพลงให้ฟัง เมื่อได้ยินเสียงเพลงเหล่านั้นทำให้พระองค์หายเหนื่อย พระองค์ทำหน้าที่พระราชธิดาของสมเด็จย่าและพระพี่นางของพระเจ้าแผ่นดินได้อย่างสมบูรณ์แบบ



              จากนี้ไปข่าวพระราชกรณียกิจข่าวพระราชสำนักที่เคยเห็นตั้งแต่เด็ก ภาพที่เราเคยเห็นประชาชนในถิ่นทุรกันดารมาคอยรับเสด็จพระองค์ท่าน เป็นเพียงความทรงจำของทุกคน พระพี่นางเธอได้ไปสู่สวรรคาลัยเพื่อไปดูแลสมเด็จย่าแล้ว ขอให้เรื่องราวความทรงจำเหล่านี้ติดตราตรึงใจปวงชนชาวไทยตราบนานเท่านาน วันนั้นจากเมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ยังคงเหลือเพียงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชเพียงพระองค์เดียวที่อยู่เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย เป็นมิ่งขวัญและกำลังใจ ให้ประชาชนได้อยู่อย่างร่มเย็น ขอพระองค์ทรงพระเจริญตราบนานเท่านาน



             แม้ว่าดิฉันยังไม่เคยมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ทุกพระองค์อย่างใกล้ชิด แต่ดิฉันก็มีโอกาสได้นั่งเฝ้าจอโทรทัศน์ทุกครั้งที่พระองค์อยู่ในข่าวพระราชวังให้ได้ชมพระบารมี และน้ำตาไหลทุกครั้งที่ได้เห็นพระองค์พลานามัยแข็งแรง ภาพวันที่พระองค์เดินออกมาจากโรงพยาบาลศิริราชวันที่พระองค์ทรงหายจากการประชวรแล้วโบกมือให้กับประชาชนที่รอรับเสด็จ ความรู้สึกของประชาชนทุกคนมีความรู้สึกเดียวกัน “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” นี่แหละคือแรงใจที่ประชาชนส่งถึงพระองค์ท่านอย่างไม่ขาดสาย

                  

          พระองค์ทรงพระประชวรเพียงไหน เมื่อรู้ว่าสมเด็จพระพี่นางทรงประชวรหนัก ภารกิจบ้านเมืองหนักหนาเพียงใด พระองค์เสด็จไปเฝ้าฯพระอาการของพระพี่นางไม่เคยขาด แม้พระองค์จะรู้สึกเศร้าเสียใจต่อการจากไปของพระพี่นางสักเพียงไหน ไม่มีประชาชนคนใดเห็นน้ำตาของพระองค์ พระมหากษัตริย์ของคนไทยพระองค์นี้ “The king Of Land” พระมหากษัติย์ของแผ่นดิน ขอแรงใจของประชาชนชาวไทยให้พระองค์ท่านมีพลานามัยที่สมบูรณ์ อย่าเจ็บ อย่าไข้ ให้เหมือนกับคำที่มีชาวบ้านตะโกนบอกพระองค์ท่านวันที่พระองค์จะเสด็จไปต่างประเทศว่า “พระเจ้าอยู่หัวอย่าทิ้งประชาชน” 


     

           

โดย poyluang

 

กลับไปที่ www.oknation.net