วันที่ เสาร์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

... แม่ศรีเรือน ...


เรื่องที่ ๑๙๙ ของผมในวันนี้  ผมขอมอบให้กับคู่ชีวิตของผมโดยเฉพาะ  หลังจากที่ผมเคยเขียนถึงเธอมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันพุธที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๐ ในชื่อเรื่อง  “คำนี้ผมมิเคยจะเอ่ยกับใคร ...”  ซึ่งนับว่าเป็นภาคแรกที่ได้กล่าวถึงเหตุผลว่าทำไมผมถึงขอเธอแต่งงาน ตั้งหลักปักฐานเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ร่วมกันกับเธอตราบเท่าทุกวันนี้

ภาคที่สอง  ขอตัดตอนมายังห้วงเวลาที่เราได้มีแก้วตาดวงใจเป็นทายาทสืบสกุลแล้ว ๒ คน

เมื่อเรามีลูกคนที่สอง (น้องเอม) เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว  ผมตัดสินใจอย่างอันแน่วแน่ให้เธอลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงดูลูกเป็นการเฉพาะ

เหตุผลไม่มีอะไรมากไปกว่า เราต้องการให้ลูกของเราทั้งสองได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างดีที่สุด  จากคนที่รักและเข้าใจเขามากที่สุดในโลก  นั่นก็คือแม่ของเขาเอง

การเปิดตำราเลี้ยงดูลูกมาเพียงลำพังเพียงคนเดียวโดยไม่มีผู้ช่วยหรือพี่เลี้ยง  จนถึงวัย ๒ ขวบ และ ๖ ขวบ ในปัจจุบัน มิใช่เรื่องง่ายเลย

แม้ค่าตอบแทนที่เธอเคยได้รับจากตำแหน่งผู้จัดการโครงการในบริษัทเอกชน จะเย้ายวนใจมิใช่น้อย  แต่มันไม่สำคัญเท่ากับการได้เห็นลูกน้อยทั้งสอง ค่อย ๆ เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในสังคม

เราเห็นพ้องกันว่า  ต่อให้เราทั้งสองช่วยกันทำมาหากิน เก็บเงินเก็บทองได้มากมายสักเท่าใด  แต่หากลูกเราทั้งสองมิได้เป็นคนดี เพราะไม่มีเวลาเอาใจใส่ อบรมดูแลเขาอย่างเพียงพอ  ทรัพย์สินที่หามาได้ทั้งหมดนั้นจะไม่มีค่าอันใดอีกเลย

รายได้ทางเดียวจากมนุษย์เงินเดือนอย่างผม แม้จะไม่มากมายอะไร  แต่หากรู้จักใช้จ่าย ดำรงชีวิตอย่างพออยู่ พอกิน ไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ เราก็สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขตามอัตภาพ

แต่ ๒ ปี ที่เธอได้เลือกเส้นทางชีวิตเป็นแม่บ้านเต็มตัว

เธอมิได้ทำหน้าที่เพียงแค่ออกมาเลี้ยงลูกเท่านั้น  เธอทำงานบ้านทุกอย่าง

บ้านที่เราซื้อหากันด้วยน้ำพักน้ำแรงล้วน ๆ แม้มันจะไม่ใหญ่โตอะไร  การดูแลทำความสะอาดให้อยู่สภาพที่น่าอยู่ก็เป็นงานที่ต้องใช้เวลาและแรงงานอยู่ไม่น้อย

เสื้อผ้าของเราทั้งสามคนพ่อ-ลูก เธอเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี ทั้งซักและรีด

อาหารการกินที่เธอพยายามสรรหามาให้สมาชิกแต่ละคนในบ้านได้กินอย่างถูกปากถูกใจ และมีประโยชน์  มันไม่ใช่เรื่องง่าย

นอกเหนือจาก ๓ งานหลัก ที่เธอรับผิดชอบแต่ผู้เดียวแล้ว  เรื่องการเอาใจใส่ญาติพี่น้องของเราทั้งสองฝ่ายตามสมควร  และการทำหน้าที่หลังบ้าน  เธอก็มิได้ขาดตกบกพร่องอันใดเลย

ผมรู้ดีว่าเธอเหน็ดเหนื่อยยิ่งนักจากการทำหน้าที่นี้

มือที่เคยจับปากกา และกดคีย์บอร์ดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์มาสิบกว่าปี  ต้องกลับมาแข็งกระด้างเพราะทำแต่งานบ้าน

เสื้อผ้าชุดสวยที่เธอเคยเลือกใส่ทุกวันยามไปทำงานข้างนอก ไม่ได้ถูกนำมาสวมใส่อีกเลย

เหงื่อที่ไหลซึมกายเกือบตลอดทั้งวันยามเมื่อทำงานบ้าน  เป็นสภาพที่ไม่เคยเกิดกับเธอเมื่อครั้งทำงานบริษัท

เธอแทบจะตัดขาดตัวเองจากเพื่อนฝูง ผู้ร่วมงาน ในวัยที่ใกล้เคียงกันทั้งคนไทยและต่างชาติ  แต่ได้หันมารู้จัก คบหาสมาคมกับคุณป้า คุณยาย ของบ้านข้าง ๆ ในหมู่บ้านที่อยู่โยงเฝ้าเลี้ยงหลาน

เธอนับเป็นผู้เสียสละอย่างแท้จริงสำหรับผมและครอบครัวเล็ก ๆ หลังนี้

ทำให้ผมสามารถออกไปทำงานนอกบ้านได้อย่างเต็มที่ โดยมิต้องห่วงหน้าพะวงหลังอยู่กับเรื่องบ้านหรือลูก  รวมทั้ง เธอทำให้บ้านเป็นสถานที่ที่น่ารัก อบอุ่น และน่าอยู่กว่าที่แห่งใดทั้งหมดในโลก

สถานะของเธอในเวลานี้  มีคุณค่าและยิ่งใหญ่กว่าเมื่อครั้งที่เราแรกรู้จักกันหรือเมื่อครั้งแรกเริ่มใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน  อย่างเทียบกันไม่ได้

เพลงแม่ศรีเรือน  ที่แต่งโดยครูไพบูลย์ บุตรขัน และขับร้องโดยคุณชาญ เพ็ญแข  เป็นเพลงที่ผมเคยฟังและประทับใจตั้งแต่เด็ก  โดยได้เคยฝันไว้ว่าหากผมจะมีภริยาสักคน  อยากได้ผู้หญิงที่มีคุณสมบัติดังในเพลงนี้ นั้น

กล่าวได้ว่า ณ เวลานี้  คำพรรณาในบทเพลง ยังน้อยเกินไปที่จะมอบให้กับเธอผู้เป็นภริยาของผม

เพราะเธอผู้เป็นคู่ชีวิตของผม  มิได้แค่ทำหน้าที่ภริยา ปรนนิบัติดูแลผมผู้เป็นสามี ดังบทเพลง  หากเธอได้เลี้ยงดู อบรมดูแลลูกน้อยอีก ๒ คน  ทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุดและดีที่สุดอย่างหนึ่งของเพศหญิง คือ การเป็น แม่ เฉกเช่นผู้หญิงทั้งหลายอีกครึ่งโลกที่ช่วยจรรโลกใบนี้ไว้ให้งดงามและน่าอยู่ตลอดกาล

นับว่าเป็นบุญของผมอีกเช่นกันที่มีคู่ชีวิตที่เป็นยิ่งกว่าแม่ศรีเรือน ...

แม่ศรีเรือน

คำร้อง/ทำนอง : ครูไพบูลย์ บุตรขัน
ร้อง :  ชาญ เพ็ญแข

แม่ศรีเอย  แม่ศรีเรือน
น้องเป็นทั้งเพื่อนและเมียที่รักบูชา
ยามผัวกลับจากงาน  คืนสู่บ้านเคหา  
เหย้าเรือนงามตา  เหนื่อยมาหายคลายอาทร

แม่ศรีเอย  แม่ศรีนวล
น้องดีครบถ้วน  สิ่งครวญผู้หญิงสังวรณ์
ปรนนิบัติผัวดี  โดยไม่มีแง่งอน
เรื่องกินหลับนอน  ไม่เคยเดือดร้อนอะไร

..สมเป็นยอดหญิงมิ่งมิตรเมียดี
เทิดทูนเป็นศรี  แห่งกัลยาณีได้
ร้อยชู้หรือจะสู้เมียรักร่วมใจ
แม่ศรีทรามวัย  พี่รักจิตใจเธอจริง

แม่ศรีเอย  แม่ศรีใจ
สินทรัพย์นับได้  เก็บออมเผื่อไว้ดียิ่ง
ยามเมื่อยากอับจน  ทนร่วมอยู่แอบอิง
ไม่เคยทอดทิ้ง  กอดคอร่วมทุกข์กันไป

 

โดย patijjachon

 

กลับไปที่ www.oknation.net