วันที่ เสาร์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สาบาน สาบาน สาบาน......กันที่วัดพระแก้ว


สาบาน  สาบาน  สาบาน......กันที่วัดพระแก้ว

 

                “วัดพระแก้ว”  หรือ  “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม”  ถือเป็นวัดในพระอารามหลวงอันมีชื่อเสียงโด่งดังในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความสวยความงามในทางสถาปัตยกรรมไทย  จิตรกรรม และประติมากรรม เป็นต้น  จากข้อมูลหนังสือพระบรมมหาราชวัง และวัดพระแก้ว

 หน้า 18(จัดพิมพ์โดยสำนักพระราชวัง)ได้กล่าวเอาไว้ว่าวัดพระแก้ว หรือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เริ่มดำเนินการสร้างในราวปี พ.ศ. 2325  โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นแล้วเสร็จราวปี พ.ศ. 2327 โดยมีปูชนียวัตถุสำคัญในพระอุโบสถ คือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ทำด้วยมณีสีเขียวมรกตเนื้อเดียวทั้งองค์ ซึ่งประมาณค่ามิได้  หน้าตักกว้าง 48.3 ซม. สูงตั้งแต่ฐานถึงยอดพระเศียร 66 ซม. ประดิษฐานอยู่บนบุษบกทองคำ(เรือนยอดขนาดเล็ก) กล่าวกันว่าการสร้างพระแก้วมรกตนี้เป็นฝีมือของช่างไทยพายัพ สร้างตามแบบพระพุทธลังกา

          นอกจากวัดพระแก้วจะมีชื่อเสียงด้านความสวยสดงดงามของศิลปะไทยแล้วยังมีความเชื่อกันอยู่อีกเรื่องหนึ่งที่ว่าวัดพระแก้วเป็นวัดที่สร้างขึ้นในวังและจะไม่มีพระภิกษุประจำพรรษา  เจ้านายชั้นสูงทุกพระองค์จะต้องทรงผนวชที่วัดนี้  จนถือกันอยู่เรื่องหนึ่งที่ว่า  “เจ้านายองค์ใดไม่ได้ทรงผนวชในวัดพระแก้วอาจเป็นคนที่เสียคนไป”  สำหรับเจ้านายที่ทรงผนวชในวัดพระแก้วองค์แรกนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

               วัดพระแก้วในด้านความเชื่อ..........มีความเชื่ออยู่เรื่องหนึ่งที่กล่าวกันว่า “ถ้าจะสบถ-สาบานอะไร ก็ให้ไปทำกันที่วัดพระแก้ว”  เชื่อกันครับว่าวัดพระแก้วนี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หากสาบานอะไรกันไปแล้วย่อมเป็นไปตามนั้น  ยิ่งช่วงนี้เป็นฤดูเลือกตั้งเสียแล้วด้วยเลยมีคณะของผู้สมัครคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนหลายคนหลายกลุ่มเข้าไปกระทำการสบถ-สาบานกันมากอยู่  ซึ่งในเรื่องของการสบถ-สาบานนี้เอง  นายสุทธิพล  ทวีชัยการ  เลขาธิการ กกต. ได้ให้ทรรศนะเอาไว้ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึกหน้า 35 วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550ว่า “ไม่อยากให้มองการปฏิญาณตนครั้งนี้ว่าเป็นเรื่องงมงาย และการที่หัวหน้าพรรคบางพรรคไม่ได้เข้าร่วม ไม่ใช่ว่าบุคคลนั้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้ง กิจกรรมโครงการเลือกตั้งสมานฉันท์ กกต. จะจัดขึ้นอีกหลายกิจกรรมถึงแม้ว่าการซื้อสิทธิ์ขายเสียงรัฐบาลจะประกาศเป็นวาระแห่งชาติแล้ว  แต่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาด้วย”

               สบถ-สาบาน  คืออะไร 

                สถบ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้นิยามไว้ว่า “ก.อ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ลงโทษตนเอง เมื่อไม่เป็นอย่างที่พูด”

                สาบาน  ในปทานุกรมนักเรียน ฉบับปรับปรุงใหม่ ของนายเปลื้อง ณ นคร พ.ศ. 2535 หน้า 313 ได้ให้นิยามไว้ว่า “สาบาน  สบถโดยให้คำมั่น”

           สาบาน  ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542  หน้า 1175 ได้ให้นิยามไว้ว่า “สาบาน  ก.  กล่าวคำปฏิญาณโดยอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพยาน,ประเพณีเดิมจะต้องดื่มน้ำพระพุทธมนต์ น้ำเทพมนต์ หรือสุราผสมเลือดที่ผู้ร่วมกล่าวคำปฏิญาณกรีดให้หยดลงไปด้วย เช่น สาบานเป็นพี่น้องกัน เพื่อนร่วมสาบาน”

          จากทรรศนะของนักวิชาการที่ได้กล่าวมาข้างต้นจึงพอสรุปได้ว่า “สบถ-สาบาน  หมายถึง การให้คำมั่น คำปฏิญาณโดยอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพยาน  ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงโทษตนเอง เมื่อไม่เป็นอย่างที่พูดไว้”

                คำพูด หรือถ้อยคำในการปฏิญาณที่ใช้กันโดยมากและสามารถพบเห็นได้บ่อยในขณะนี้(โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สมัครสมาชิกสภา)  อาทิ  “ข้าพเจ้า......ขอให้คำสัตย์ปฏิญาณว่า  จะจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนารถ  จะตอบแทบบุญคุณของแผ่นดิน  ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง  และจะร่วมกันพัฒนาประชาธิปไตย ให้เกิดความถูกต้อง เป็นธรรม และเป็นไทยตลอดไป” 

           เหตุผลที่ใครๆก็ต้องสาบาน  เจ้าคุณพิพิธฯ  พระนักเทศชื่อดังแห่งวัดสุทัศนเทพวราราม ได้ให้ทรรศนะเอาไว้ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึกหน้า 35 วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550  เกี่ยวกับมูลเหตุแห่งการสบถ-สาบาน ว่า  “น่าที่จะมีมูลเหตุด้วยกัน 4 ประการดังนี้ กล่าวคือ

1.       ตนเองขาดผู้ไว้วางใจ  จึงต้องหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดที่ผู้อื่นนับถือเป็นพยานยืนยัน  มาค้ำประกันความเชื่อถือ

2.       เกิดจากการโกหกซ้ำซาก ขาดความน่าเชื่อถือจึงต้องสาบาน

3.       มุ่งหวังประโยชน์ทุจริตที่ตนเองจะได้รับแต่กลัวเขาจะไม่เชื่อ จึงให้การสาบานเป็นฉากบังหน้า  คิดว่าการสาบานไม่ให้โทษแก่ตนเอง

4.       มีความจริงใจด้วย  มีความดีด้วยเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็มีจริงด้วย  จึงสาบานเพื่อเพิ่มน้ำหนัก  และให้เป็นประจักษ์พยานของคนนั้น

 

                ดังที่พอทราบกันว่า “สบถ-สาบาน”  แล้วย่อมได้ใจผู้ไว้วาง  มีความน่าเชื่อถือ  จึงทำให้เกิด(กิจกรรม)การสบถ-สาบานขึ้นและแพร่หลายออกไปทั่วทุกสารทิศ  “สาบาน” แล้วหากไม่ทำดั่งที่พูดไว้กล่าวไว้ในถ้อยคำของการสาบานจะถูกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำให้มีอันเป็นไปจริงหรือ?.........ผมไม่ทราบ!!!     แต่..........ก็หวังและเชื่อกันว่าการสาบานนั้นคงมีผลกระทบต่อสภาวะจิตใจบ้างไม่มากก็น้อย  สถบ-สาบาน แล้วถ้าทำให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรม บ้านเมืองดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้นก็น่าที่จะกระทำกันถือเป็นเป็นขวัญและกำลังใจ   แต่..........สถบ-สาบานแล้วไม่ทำดั่งที่พูด........น่าคิดนะ!!!    ยังพอจำได้เป็นลางๆว่าเมื่อไม่ถึง 2 ปีที่ผ่านมานี่มีใครหลายคนกระทำการ สบถ-สาบาน กันบนเวที?(ตรงนั้น)   หันหน้ามาทางทิศที่ตั้งของวัดพระแก้ว  จากนั้น.......กระทำการสาบาน.....สาบานต่อพระแก้วมรกต  สาบานต่อวัดพระแก้ว  สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงหรือไม่(อีกไม่ช้าเราคงได้คำตอบ) 

 

 

เอ้อ...........ผมลืมบอกทุกท่านไปอีกอย่างหนึ่งครับ  คือไอ้การสบถ-สาบาน นี่จะกระทำกันได้เฉพาะมนุษย์นะครับ  มนุษย์ที่เป็นสัตว์ประเสริฐ  แบบที่ประเภทว่า “เคาะกะลาแล้ววิ่งมาเป็นฝูงนี่ไม่เกี่ยว” (ฮา)    ช่วงนี้เห็นบ่อยนะครับประเภทเจ้าของเคาะกะลาเรียกแล้ววิ่งมาเป็น “ฝูง”   บางตัวบางฝูง นี่ก็ประมาณว่า “ขอเล่นตัว” เสียหน่อย  ครั้งเขาเคาะกะลาเรียกจะวิ่งไป “ แ....ก เลื....ด”  กับฝูงอื่นนี่  ก็ประมาณยังอายๆ  อย่างว่าไอ้เรามัน “ฝูง” ใหญ่กว่าไปช้าๆก็ยังไม่เสียหายเท่าไหร่   ให้......“ฝูง”  เล็กๆมันวิ่งกันไปก่อนก็ยังได้(ฮา)   ไปช้าช้าไปทีหลัง งานนี้ไม่ว่าสัตว์สี่เท้า หรือเป็นประเภทปลาไหล-งูบองงูเห่าเสียบเข้าได้หมด(อิอิ)  วิ่งเข้าไปกรูกันเข้าไปเป็นธรรมชาติของสัตว์ต่างๆ  งานนี้หากเป็นสารคดีชีวิตสัตว์ก็เข้าขั้น “world explorer” (สำรวจโลก)  แต่.........คนดูหลายคนบอกเริ่ม “เบื่อ”  แล้วกับนิสัยของพวกไอ้ อี ทั้งหลายที่เลี้ยงไว้แถวบ้านข้างๆ  นี่ขนาดเจ้าของ “มัน” ไปทำธุรกิจที่ลอนดอนตั้งเป็นปีมันยังเห่าได้ขนาดนี้  ถ้าเจ้าของมันกลับมาทำธุรกิจในเมืองไทย “มัน” จะเห่ากันดังขนาดไหน?  ทนได้ก็ทน.........ทนไม่ได้ก็ต้องทน(อิอิ)

 

 

 

คุณาพร. 5 มกราคม 2551 เวลา 16.07 น. http://www.siamsouth.com/board2006/index.php?board=5.0

 

 

โดย samara17

 

กลับไปที่ www.oknation.net