วันที่ เสาร์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มองมาเลย์ ตอนศาสนากับชาติพันธ์ุ


วันก่อนตอนที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องการปกครองของมาเลเซียได้เจอเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเป็นกรณีย์ที่มีผู้หญิงคนหนึ่งต้องการที่จะเปลี่ยนศาสนาแต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเปลี่ยนให้ได้เพราะเนื่องมาจากชาติพันธ์ุของเธอ  เธอจึงได้นำเรื่องนี้ไปฟ้องศาล  เรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่มีผู้สนใจทัึ่วโลก เพราะบทบัญัติในรัฐธรรมนูญทำให้ไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้  เรื่องนี้เกิดที่มาเลเซีย  วันนี้ผมเลยจะนำมาเล่าสู่กันฟังเพราะเคสนี้หาได้ยากเพราะมันเป็นสิทธิที่ขัดกับรัฐธรรมนูญของประเทศ

 

อย่างที่เรารู้ๆกันประเทศมาเลเซียเป็นประเทศที่เป็นสังคมพหุศาสนา  โดยมีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติซึ่งมีผู้นับถือประมาณ 60 เปอร์เซ็น ศาสนาพุทธมีผู้นับถือประมาณ 19 เปอร์เซ็น ศาสนาคริสต์มี 10 เปอร์เซ็น ศาสนาฮินดูมี 6 เปอร์เซ็น ที่เหลือเป็นศาสนาอื่นๆ เช่น ขงจื้อ เต๋า และบาไฮ เป็นต้น

 

และประเทศนี้ยังเป็นประเทศพหุชาติพันธ์ุโดยมีชนชาติหลักคือคนมาเลย์ซึ่งมีประมาณ 60 เปอร์เซ็น รองลงมาคือคนจีนซึ่งมีประมาณ 24 เปอร์เซ็น และอินเดียมีประมาณ 8 เปอร์เซ็น ส่วนคนพื้นเมืองเดิมมีประมาณ  7 เปอร์เซ็น ที่เหลือเป็นชาติพันธุ์อื่นๆ

 

ประเด็นที่ผมจะนำเสนอในวันนี้คือภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศมาเลเซียกำหนดไว้ว่าชาวมาเลย์(ชาติพันธุ์) คือชาวมุสลิมที่ถือปฏิบัติและมีวัฒนธรรมตามวิถีแห่งชนมาเลย์  เพราะฉะนั้นจะไม่มีชาวมาเลย์ที่นับถือศาสนาอื่นตามบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้  และแล้วก็มีผู้ท้าทายกฏเกิดขึ้นเธอคนนี้มีนามว่าลีนา  จัง  เอ้ยไม่ใช่ครับเธอคือลีนา จอย

 

ลีนา จอยมีชื่อเดิมว่าอาซาลีน่า จัยลานีเกิดในครอบครัวมาเลย์มุสลิม  เธอเรียกร้องสิทธิในการเปลี่ยนศาสนาจากศาสนาอิสลามไปเป็นศาสนาคริสต์โดยอ้างถึงสิทธิตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 11 ในเรื่องสิทธิในการนับถือศาสนา  หลังจากเธอตัดสินเปลี่ยนศาสนาเธอก็ได้ไปที่กรมทะเบียนราษฏร์แห่งชาตเพื่อขอเปลี่ยนชื่อไปเป็นลีนา จอย และเปลี่ยนศาสนาไปเป็นศาสนาคริสต์ในเดือนกุมภาพันธ์ 1997  คำร้องขอดังกล่าวถูกปฏิเสธต่อมาในเดือนสิงหาคม 1997 เนื่องด้วยศาลชารีอะฮ์ (ศาลศาสนาอิสลาม)ไม่อนุมัติให้เธอเปลี่ยนศาสนาอิสลาม  ต่อมาในปี 1998 ทางกรมทะเบียนราษฏร์ได้อนุมัติให้เธอสามารถเปลี่ยนชื่อได้ แต่ปฏิเสธที่จะเปลี่ยนสถานะภาพทางศาสนาของเธอในบัตรประชาชน

 

หลังจากนั้นลีน่าได้ร้องอุธรต่อคำตัดสินดังกล่าวต่อศาลสูงโดยร้องว่าเรื่องการเปลี่ยนศาสนาของเธอต้องไม่ถูกตัดสินโดยศาลชารีอะฮ์  ต่อมาในปี 2001  ผู้พิภากษา Datuk Faiza Tambay ได้ตัดสินว่าเธอไม่สามารถเปลี่ยนศาสนาได้เพราะภายใต้รัฐธรรมนูญเชื้อชาติมาเลย์คือผู้นับถือศาสนาอิสลาม  ต่อมาจอยก็นำเรื่องดังกล่าวเข้าร้องอุทอนต่อศาล  ในปี 2005  ศาลได้มีมติ 2-1 พิพากษาว่าเห็นชอบกับกรมที่ปฏิเศะคำร้องขอของเธอในการขอเปลี่ยนศาสนา และประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องของศาลชารีอะฮ์ที่จะเป็นผู้ชี้ขาด  แต่จอยก็ยังดำเนินการต่อไปโดยส่งเรื่องดังกล่าวไปยังศาลสหพันธ์ซึ่งเป็นศาลสูงสุดในมาเลเซีย  ศาลสูงสุดได้เริ่มดำเนินการพิจารณาเรื่องดังกล่าวในเดือนกรกฎาคม ปี 2006 ต่อมาในวันที่ 30 พฤษภาคม 2007 ศาลได้มีการยกฟ้องคำอุทรณ์ของจอย  ศาลได้กล่าวว่าศาลชารีอะฮ์เท่านั้นที่มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงศาสนาของเธอในบัตรประชาชน 

เราจะเห็นการขัดกันของข้อบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ผูกศาสนากับชาติพันธ์ติดกันไป และการที่บัญญัติเล่มเดียวกันนี้ได้อนุญาติให้มีการนับถือศาสนาอย่างเสรีทำให้เมื่อวันหนึ่งเกิดคนอย่างลีนาขึ้นมาเรียกร้องสิทธิดังกล่าว  หากรัฐธรรมยังมิได้เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นพวกเขาก็ยังคงไม่ประสปความสำเร็จต่อไป  แต่ในทางปฏิบัติพวกเขาก็มิใช่ผู้นับถือศาสนาอิสลามอีกต่อไป  ในกรณีย์ของลีน่านี้เธอได้เป็นชาวคริสต์โดยสมบูรณ์แม้บัตรประชาชนของเธอได้ระบุไว้ว่าเป็นอิสลามก็ตาม  เรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนที่ทำให้ประเทศมาเลเซียต้องนำไปขบคิดในการแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคตต่อไป

 

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าศาสนาเปลี่ยนได้แต่ชาติพันธ์มันเปลี่ยนไม่ได้มันอยู่ในดีเอ็นเอ

 

 

สนต้นที่เก้า

 

 

 

 

โดย สนต้นที่เก้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net