วันที่ จันทร์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แปลกดีนะ.....ฉันได้พบเธออีก วันนี้ฝนไม่ตกมา




-3 ธันวาคม 2550-

ได้รับอีเมล์ฉบับหนึ่งเข้ามาในกล่องรับจดหมายมีข้อความดังนี้

แหม่มเองค่ะ

 
มีน้องส่ง
link มาให้ดู ดีใจมากที่รู้ว่าคุณคือคนที่เราเจอวันนั้น
เข้าไปดูใน link ยิ่งขำ  คุณเลือกที่เรียนตามเราเลยเหรอ
ถ้าเราเรียนมหาลัยทุ่งหนองไหล คุณต้องโทษเราไปตลอดชีวิตแน่ ๆ 55555
ยังไงก็ขอบคุณมาก ซาบซึ้งใจมาก เท่านี้พอแล้วกับการเป็นนักร้องมาตลอดชีวิต
ยังไงตอบกลับมานะคะ  เราเป็นเพื่อนกันแล้ว
ว่าง ๆ จะได้คุยกันสบาย ๆ แบบเพื่อน ๆ
เรายังไม่รู้ชื่อคุณเลย  รู้แต่ คีรอย คืออะไร ทำไมต้องคีรอย
 
สวัสดีอีกที
 
แหม่ม

-21 ธันวาคม 2550-

บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน)
ตึกสอง เวลา 14.00 -15.00 น. โดยประมาณ

นิยามตัวเองให้ฟังหน่อยครับว่า แหม่ม-พัชริดา วัฒนา เป็นคนแบบไหน

ถ้าคนไม่รู้จักก็จะเห็นเป็นแบบภาพในมิวสิควิดีโอปัจจุบันนะคะ แต่ถ้าคนที่รู้จัก อาทิเช่น พี่ปุ้ม หรือ พี่แอม หรือคนที่รู้จักจริง ๆ ก็จะบอกว่าเป็นแหม่มมุทะลุ จะเป็นแบบว่าถ้าในบรรดาสามคนจะเป็นคนที่คิดอะไรจะพูดเหมือนอย่างที่คิดมากที่สุด พูดดูดี ๆ ก็คือ ปากกับใจตรงกัน ถ้าจะดูแย่ ๆ ก็คือ โพล่ง คือคิดอะไรก็จะพูดไปอย่างงั้น เป็นคนแบบขวานผ่าซาก แบบนั้น จริง ๆ และก็เป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ

ทราบจากแฟนเพลงว่าเป็น สาว สาว สาว ที่เทคแคร์และไนซ์กับแฟนเพลงมากที่สุด

เหรอ (เสียงสูง) รู้สึกว่ามันเหลือกันไม่เยอะแล้วไงคะ คนที่รักกันจริง ๆ ที่เหลืออยู่จนถึงปัจจุบันนี่เพราะฉะนั้นต้องถือว่าสำคัญ ไม่ได้รู้สึกว่าต้องทรีต์เขาพิเศษนะ ถ้าจำได้ อย่างคนไหนที่จำได้ก็จะทักทายเป็นธรรมชาติ ถ้าถือว่ารู้จักกันแล้วก็ทักคนแบบนี้ทุกคน ซึ่งจริง ๆ แต่ถ้าถามว่าในบรรดาสามคนจะเป็นคนที่ดุที่สุด ดุแฟนเพลงที่สุด โดยเฉพาะสมัยก่อน ประเภทแบบว่าบุกไปบ้าน ไม่นัดล่วงหน้า จะดุไม่นัดล่วงหน้า ทีหลังอย่ามา มาแล้วไม่ยอมกลับนั่งยาว เฮ้ย
! กลับบ้านได้แล้ว คือจะเป็นคนดุจริง ๆ แต่ในความดุคือแค่ว่าต้องมีการคุยกัน นัดหมายกัน แต่ถ้ามาเจอกันจริง ๆ เป็นคนไม่เคยลืมแฟนเพลง คนไหน เป็นใคร อะไรยังงี้ จะจำได้หมด

ชีวิตนักเรียนประจำ 14 ปีส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเราอย่างไร

มันส่งผลให้เป็นคนดูแลตัวเองได้นะ ในบรรดาคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวทั้งหมดนี่ พอโต ๆ ขึ้นเรารู้สึกว่าเราโชคดีที่เราอยู่ในที่ ๆ สอนให้เราดูแลตัวเอง สอนให้คิดเอง ให้ทำเอง ช่วยตัวเองได้ เพราะฉะนั้นเวลาไปทำงานกับคนอื่น จะรู้เลยว่า เฮ้ย ! เราบึกบึน เรากินง่าย อยู่ง่าย ทนได้ทุกสภาวะ เป็นควายเหล็กน่ะค่ะ แบบว่าไม่ค่อยเรื่องมาก เพราะการอยู่โรงเรียนประจำนั่นคือคนเยอะก็จริงแต่ละคนต้องดูแลตัวเอง ต้องเคารพกฎระเบียบ มันสอนทุกอย่างน่ะค่ะ การกิน การอยู่ โรงเรียนสอนมาค่อนข้างให้เราอยู่ในสังคมได้ง่าย

งานประจำในปัจจุบันที่อาร์เอสมีตารางเวลาเป็นอย่างไร

รูทีน วันจันทร์ พุธ พฤหัส จะเข้าออฟฟิซ จะมาสอนร้องเพลง ก็จะเหมือนครูสอนร้องเพลงทั่วไป ก็จะมีตาราง มีนักเรียนว่าเราจะสอนใครเวลาไหน โดยแต่ละเดือนก็จะมีทางทีมงานเขาจัดให้ว่าเดือนนี้ต้องสอนใคร อะไร ยังไง และมันก็ต้องมีการวัดผลตามปกติเหมือนเราทำงานเป็นคุณครูคนหนึ่ง ศิลปินคนนี้ควรจะเรียนไปกี่เดือนกี่ปี แต่ถ้านอกเหนือจากวัน จันทร์ พุธ พฤหัส ก็คือวันอังคารกับศุกร์ ก็จะเป็นวันที่แสตนด์บาย สำหรับที่จะแล้วแต่ว่าบริษัทมีอะไร ถ้าไม่มีงานอะไรในส่วนของการประชุม ก็ว่าง

หลักสูตรที่ใช้การสอนเราพัฒนาขึ้นมาเองหรือว่าใช้ know-how ของใคร

คือเริ่มจากสมัยแรกมีแค่แหม่มกับครูโจ้ที่เคยเป็นวงแบ็คอัพให้ สาว สาว สาว เคยอยู่วงอะไรหว่า (นึก...) สตรอเบอร์รี่ ตอนนั้นมี แหม่ม ครูโจ้ แล้วก็มีครูอีกคนหนึ่งคือครูบี๋ เรามีกันแค่สามคน เพราะฉะนั้นโนว์ฮาวก็มาจากตัวเราค่อย ๆ เรียนผิดเรียนถูก ค่อย ๆ สร้างขึ้นมา เริ่มจากว่าการเรียนร้องเพลงสำหรับศิลปินต้องเรียนอะไรบ้าง ต้องเซ็ตชั่วโมงยังไง เริ่มจากการที่เราเคยเป็นนักเรียนร้องเพลงมาในโรงเรียนวัฒนา กับการที่เราเป็น สาว สาว สาว จริง ๆ แล้วพวกที่เรียนทฤษฎีได้ใช้แค่ไหน และเวลาที่มาเป็นนักร้องจริง ๆ มีอะไรบ้าง ก็นำตรงนี้มาแอพพลาย พอฝ่ายใหญ่ขึ้น ๆ ตอนหลังก็มีระบบ มีการจัดการ วางหลักสูตรที่ชัดเจนว่า จะมีเบสิคกี่เดือน จะมีขั้นแอดวานซ์อย่างไร จะมีการแยกเฉพาะ เช่น นักร้องแต่ละประเภท ป๊อปควรจะเรียนกับใคร อาร์แอนด์บีควรจะเป็นแบบไหน ควรจะมีครูพิเศษข้างนอกบ้างไหมที่เฉพาะทางจริง ๆ อย่างฮิ๊พฮอฟ อะไรอย่างนี้ ควรจะมีเรียนเต้นกี่ชั่วโมง เรียนแอ็คติ้ง เรียนพูด แล้วก็มีการวัดผลเช่นเรียนไปแล้วทุกสามเดือนมีการอัดเสียง ถ่ายภาพสด ๆ ให้ดู ก็เป็นระบบชัดเจนมากขึ้น เหมือนเราเป็นคนก่อนร่างสร้างมา แล้วทุกวันนี้ก็มีน้อง ๆ เข้ามาทำงาน ทุกคนเขาก็เก่ง ๆ ก็มีครูเดียร์วง
Acappella Seven ที่เพิ่งเข้ามาใหม่จบพายัพมาโดยตรง เราก็พยายามเริ่มจากคนเก่าแล้วก็ค่อย ๆ แอ๊ดคนใหม่เข้ามา

อยู่กับอาร์เอสมาเข้าปีที่ 14 แล้ว ปัจจัยอะไรที่ทำให้อยู่กับองค์กรนี้มาจนถึงปัจจุบัน

สมัยแรกที่มาอยู่ที่อาร์เอสทุกคนถาม มาได้ยังไง รู้จักใคร เพราะว่าจริง ๆ แล้วแวดวงตัวเรานอกจากรถไฟดนตรีแล้ว ก็รู้จักคนแกรมมี่ ก็บอกว่า ไม่รู้จักใครเลย รู้จักคนแรกคือเฮียฮ้อเพราะว่ามาสัมภาษณ์เขาทำวิทยานิพนธ์ เราเป็นคนชอบเสี่ยง ชอบทดลอง ถ้าให้เดินไปอยู่แกรมมี่ ณ วันนั้น ก็มีความรู้สึกว่า หนึ่งคือคิดว่าแกรมมี่เปิดประตูรับนะ แต่เราก็ไม่อยาก เหมือนเราเป็นเด็ก ก็ไม่อยากเดินตามพี่แอมเข้าไปเพื่อให้พี่แอมลำบากเอาเราไปฝาก น้า อา ต้องมารับเราด้วยความเกรงใจ ก็อยากวัดตัวเองก็เลยมาคุยกับเฮียฮ้อ จุดหนึ่งที่ทำให้รู้สึกดีกับบริษัทก็คือว่า เฮียฮ้อก็ไม่เคยรู้จักเราเหมือนกัน แต่เขาก็กล้าเสี่ยงกับเรา เพราะฉะนั้นสรุปก็คือคนสองคนที่กล้าเสี่ยงซึ่งกันและกัน โดยพื้นฐานคือให้ความเคารพกัน ก็เลยมาเจอกันในจุดเริ่มแรก ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้นี่นะคะ เฮียฮ้อก็ยังให้เกียรติเราเหมือนเดิม เขาไม่ได้ให้เราเป็นศิลปินดีเด่นของบริษัท หรือไม่ได้ให้เป็นพนักงานตำแหน่งสูงมากมาย แต่เขาซัพพอร์ทเราในทุกทางที่เราทำได้ เช่น ทำงานได้มาทำเป็นพนักงานประจำมั๊ย อย่าเป็นนักร้องอย่างเดียวเลย ให้โอกาสได้พิสูจน์ตัวเอง ซึ่งนักร้องที่เข้ามาในรุ่น ๆ เดียวกันก็มีตั้งหลายคนแต่เฮียฮ้อเลือกที่จะให้ทำงานออฟฟิซ ก็รู้สึกว่าเขาคงเห็นอะไรบางอย่างเขาถึงไว้ใจเรา ก็มองว่าการที่มีคนระดับเจ้าของบริษัทมองลงมาตรงเราแล้วเห็นแล้วให้โอกาสนี่สำคัญนะคะ มันก็เป็นรอแยลตี้อย่างหนึ่งที่เรามีให้นาย จากนั้นก็คือคนในองค์กรอาร์เอสเองมันเป็นพี่เป็นน้อง อาจจะดูแบบว่า ไม่ไฮโซ ไม่หรูหรา บ้าน ๆ นะ แต่ข้างในมันคือพี่น้อง ชอบวัฒนธรรมแบบนี้ วัฒนธรรมที่ไม่ใส่หน้ากากหากัน ไม่ต้องอะไรมากมาย แต่แน่นอนมันก็ทำงานนะคะ ธุรกิจมันก็มีบ้างที่แบบบางครั้งงานของอาร์เอสมันอาจจะไม่ใช่งานที่เราชื่นชมมากนักในหลาย ๆ ตัว เพราะไม่ใช่ฟีลด์เรา ไม่ใช่ทาง ทำไมเพลงเด็กอย่างงี้ ทำไมมันประหลาด เจาะตลาดเด็กจังเลย แต่มันก็เป็นการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ที่ทำให้เราต้องเปิดตัวเองหลายทาง เช่นถ้าเอาในทางที่เราเสพ โอเคเราอาจจะเสพงานประเภทหนึ่ง แต่ในทางที่เราต้องเข้าใจธุรกิจขององค์กรเราก็ยอมรับว่าเขาชัดเจน และเข้ามาในทางนี้เราก็ได้สองทาง และเราก็รู้สึกว่าเรารักนาย รักคนในองค์กร

 

งานอดิเรก


อ่านหนังสือ อ่านหมดน่ะค่ะ นิตยสาร หนังสือแปล แฮรี่ พ็อตเตอร์ ไปจนถึงอะไรพวกนั้น อ่านหมด อ่านแล้วก็เก็บ

ถ้าต้องไปติดเกาะแล้วให้เลือกนำซีดีติดตัวไปฟังได้ 5 แผ่นจะเลือกงานชุดไหน

เลือกตายได้มั๊ยะ (หัวเราะ..) แน่ ๆ เลยอัลบั้มแรกเป็นอัลบั้มที่ต้องเอาไปฟังเพราะเป็นอัลบั้มของเราเอง ก็อยากจะเก็บอัลบั้มชุด
Because I Love You เพราะเราชอบ ชอบชุดนั้นมาก เป็นเพลงฝรั่งที่พวกเราอยากร้อง เราเลือกกันเองแบบไม่ได้คิดถึงตลาด ไม่ได้คิดถึงอะไรเลย ชอบมาก ฟังกี่ทีก็ยังรู้สึกว่า เจ๋งโว้ย เราเลือก เอาไปฟังเพื่อคิดถึงพวกเรากันเอง อัลบั้มที่สองก็จะเลือกอัลบั้มของ อาจารย์ดนู ฮันตระกูล ชุด เมื่อดอกซากุระบาน เป็นเพลงบรรเลงและก็มีเสียงร้องของคุณสุภัทรา อินทรภักดี เพราะเป็นเพลงฟังแล้วมันจรรโลง คือว่ารากของเรามาจากการร้องประสานเสียง เพลงแนวนี้เป็นเพลงที่พวกเราชอบร้องกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ เวลานั่งรถก็ไม่เคยเปิดเพลงที่แบบเพลงป๊อปเพลงฮิตไม่ฟังจะฟังแต่พวกนี้ วนซ้ำวนซากอยู่ได้มันเย็น ๆ ดี คุณสุภัทราร้องเพราะมาก รายละเอียดของมัน คือชอบเปียโนที่เล่น ไวโอลินที่เล่น กีตาร์ที่เล่น มีดนตรีไม่กี่ชิ้นแต่มันเก๋ อาจารย์ดนูถ้าอยู่เมืองนอกป่านนี้เป็นอัจฉริยะบุคคลไปแล้ว ก็ศรัทธาอาจาร์ดนูนะคะ ชุดที่สามต้องบอกว่าเป็นแฟนเพลงเขาก็คือวงตาวัน 12 ราศี เป็นอัลบั้มที่ชอบมาก วงตาวันเป็นวงที่รู้จักมานานตั้งแต่แมคอินทอช ชอบเสียงร้องของพี่ปุ้ม (พงษ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) มันแกรนด์ดี เป็นวงร็อคของไทยที่ชื่นชม 12 ราศีเป็นอัลบั้มสุดยอดในดวงใจ ชุดหุ่นกระบอกก็ชอบแต่โดยรวมคิดว่า 12 ราศีมันครบ อีกสองชุดเป็นเพลงฝรั่งคือของ Beth Neilson Chapman จะแต่งเพลง เขียนเพลงเอง ร้องเพลงเอง ที่ร้องเพลง Emily เป็นอัลบั้มที่มีรูป Beth Neilson Chapman ก้มหน้าลงไปซบเปียโน ชอบที่สุด อีกชุดหนึ่งถ้าให้เลือกระหว่าง The Carpenters กับ Air Supply เลือก The Carpenters ทั้งสองวงต้องบอกว่าเป็นเพลงที่ชอบเพราะเอาไว้ร้อง เหมือนฝึกร้อง ฝึกการประสานเสียง ฝึกการฟัง จะประมาณนั้น ไม่ได้อิมแพ็คท์ใจเราขนาดที่เรียกว่าเป็นอัลบั้มอยู่ในดวงใจ แต่เป็นสองอัลบั้มที่เราชื่นชมว่านี่คือนักร้องต้นแบบที่เราเอามาใช้สำหรับการฝึกตัวเอง

มีหนังในดวงใจมั๊ยครับ

มี๊... ขอช่างน้ำหนักก่อน เป็นคนชอบหนังโรแมนติคคอเมดี้นะ ดูแล้วสบายใจดี ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะชอบ Somewhere in Time เป็นหนังโรแมนติคที่แบบคิดให้จริงก็ได้ คิดให้เพ้อฝันก็ได้ ถ้ามันเป็นเรื่องจริงมันก็เป็นอะไรที่แบบ โห... ! เข้าใจเลยว่าทำไมพระเอกถึงตรอมใจตาย โรแมนติค เพลงเพราะ ทุกอย่างคล้องจองกันคือดูแล้วขนลุก รูปถ่ายที่นางเอกยิ้ม จริง ๆ แล้วคือยิ้มให้พระเอก คิดได้ยังไงเรื่องแบบนี้ แต่ถ้าเป็นยุคปัจจุบันล่าสุดที่ชอบก็คือ Love Actually ดาราเยอะมาก Hugh Grant, Keira Knightley เป็นเรื่องความรักของคนหลาย ๆ แบบ เปิดกี่ครั้งก็ดู หรือพวก You’ve Got Mail ก็ดูได้เรื่อย ๆ ดูได้แล้วดูได้อีก

ถ้ามีคอนเสิร์ตส่วนตัวเพลงที่อยากจะร้องให้ผู้ฟัง ๆ มากที่สุดสามเพลง

ก็เคยคิดอยู่นะ สมัยก่อนชอบอยู่เพลงนึงเป็นเพลงที่อยากร้องมาก ก็มีความรู้สึกว่าน้าแต๋ม (ชรัส เฟื่องอารมย์) แต่งเพลงให้เราตั้งเยอะแต่ไม่เคยเอาเพลงนี้มาให้เราร้อง คือเพลง เพราะฉะนั้น เป็นตัวเรามาก ๆ เลย จริง ๆ แล้วเราเป็นคนแบบนั้นล่ะ แบบว่าไม่สนใคร ไม่ยุ่งกับใคร อยากร้องเพลงนี้เพราะเป็นเพลงเพราะ อีกเพลงที่อยากจะร้องจริง ๆ นะ คือเพลงของพี่หนุ่ย อำพล ลำพูน เพลงอะไรนะ คนเราทุกคน... มันดิ้นรนแสวงหา...(ร้อง) หยุดมันเอาไว้ ชอบเพลงนี้มากที่สุดในอัลบั้มของพี่หนุ่ย เออ
! คนเราก็อย่างงี้ อะไรกันนักกันหนา อีกเพลงหนึ่งอยากร้องเพลงประสานเสียงนะ ที่แบบเพราะ ๆ ก็ชอบเพลงที่คุณสุภัทราร้องไว้ในอัลบั้มของอาจารย์ดนูเพลง ฉันจะฝันถึงเธอ ถ้าเป็นเพลงฝรั่งก็จากชุด Because I Love You ถ้าชอบชอบเพลง Years หรืออย่างเพลง Last Song For You ที่เป็นเพลงญี่ปุ่นนี่ชอบมาก

ผลงานล่าสุด Reason of Love ฟังแล้วดนตรีร่วมสมัย ร้องได้ท็อปฟอร์มมาก เป็นเพราะว่าเราได้คุมงานในฐานะ Co-producer ด้วยหรือเปล่า

ต้องบอกว่าเข้าใจนะที่พูดอย่างนี้ จริง ๆ แล้วในอัลบั้มชุดที่ผ่านมาต้องขอบอกก่อนเลยว่าด้วยความเคารพอาร์เอสนะ เราไม่โทษ แต่ว่าต้องบอกว่าเวลาสำเร็จมันสำเร็จด้วยกัน เวลามันไม่ดีก็ยอมรับร่วมกัน แต่ในทุกชุดที่ผ่านมาไม่ได้มีโอกาสทำงานเองมากมายเท่าไหร่นัก เพราะว่าด้วยระบบบริษัทจะมีทีม ทีมเขาก็จะคิด ๆ ๆ ของเขามา ซึ่งบางทีในการคิดของเขามันไม่ใช่ตัวเรา พอเมโลดี้เพลงมันมา เนื้อมันมา เราทำได้อย่างมากก็แค่ปรับเนื้อบางประโยค หรือว่าเปลี่ยนเมโลดี้บางท่อน ด้วยความเคารพส่วนตัวของเรา เรามีความรู้สึกว่า ถ้าเราเป็นแบบว่า เพลงนี้ฉันไม่ร้อง เพลงนั้นฉันไม่ร้อง เราไม่ใช่คนแบบนั้น เดี๋ยวทีมงานจะคิดแบบว่าอะไรกันนี่ เขาอุตส่าห์ทำมา เมื่อทำงานเป็นทีมก็ต้องเคารพทีม เพราะฉะนั้นตั้งแต่ชุดแรกเป็นต้นมาที่อยู่อาร์เอสบอกได้เลยว่าแทบจะทุกชุดมีความเป็นตัวเราน้อยมาก ถ้าคนบอกว่าที่ผ่านมา 7-8 ชุดเพราะมากขอยกเครดิตให้อาร์เอสเลยแต่นั่นไม่ใช่ตัวเรา เราไม่ใช่คนแบบว่าร้องเพลงหวานแหวว คนที่บอกว่า "รักไม่มีวันตาย" เพราะมาก นั่นเป็นเพลงที่ไม่ชอบเลย ตรงกันข้ามถ้าจะหวานไทยชอบ "ญาติกา" คือไทยเดิมไปเลย เพลงละครพีเรียดไปเลย เราทำหน้าที่ในฐานะนักร้อง

แสดงว่าพอใจผลงานในชุด Reason of Love

มาก (เสียงสูง) เพราะว่าสำหรับเราทำกันเองต๊ะล๊อกป๊อกแป๊กสามคน (สบชัย ไกรยูรเสน (ฟอร์ด), ศรัณย์ วงศ์น้อย (AC7), แหม่ม) ได้แค่นี้ก็ถือว่าเราพอใจ

ออกแนว อาร์แอนด์บี นิด ๆ นะ

ไม่ใช่คนอาร์แอนด์บีนะ ฟังเพลงประมาณอย่างนี้ได้เหมือนกัน ถ้าจะร้องแบบลิเดียก็ทำไม่เก่ง ไม่ใช่ทาง ก็จะประมาณป๊อปอย่างนี้ค่ะ

คอนเสิร์ต สาว สาว สาว ที่ประทับใจมากที่สุด

มีอยู่คอนเสิร์ตเดียวล่ะค่ะ ก็ต้องนินจาครั้งที่สอง ประทับใจจริง ๆ เพราะว่า ครั้งแรกก็ประทับใจในแง่ที่ว่าเป็นความสนุก แต่รู้สึกว่ายังไม่สมบูรณ์ ครั้งที่สองนี่สมบูรณ์ เราก็ผ่านงานกันเยอะ เพลง ฉาก แสง เสียง เวที สคริปต์ ทุกอย่างเพอร์เฟ็คท์ รู้สึกว่าประทับใจกับงานนั้นมาก ๆ มากกว่าโลกดนตรีมากกว่าอะไรทั้งหมด ทุกอย่างได้รับการคิดและการเตรียมตัวมาจากพวกเราทั้งหมด ทีมงานทั้งหมด ไปดูหรือเปล่า ได้ไปดูหรือเปล่า (ถามกลับ)

ได้ดูทั้งสองรอบครับ (กลายเป็นผู้ตอบ)


มองย้อนกลับไปเหตุการณ์อะไรเป็นไฮไลท์สำคัญที่สุดในนาม สาว สาว สาว

น่าจะเป็นช่วงที่เราอยู่ในชุด ประตูใจ จนถึง เป็นแฟนกันได้ยังไง ช่วงนั้นทุกอย่างเป็นไฮไลท์สำหรับชีวิตหมดเลย มันถึงที่สุดในทุกอย่าง เช่น เพลงดังมาก ไปไหนคนเข้ามารุมล้อม รุมทึ้ง รถวิ่งไม่ได้ คือทุกคอนเสิร์ตที่ไปคนรุมล้อมชนิด ติดตัวได้ติด ล้อมรถได้ล้อม แม้แต่ไปเจอ ต้องไปร้องเพลงถวายซึ่งได้เข้าวัง ทั้งในหลวง ทั้งสมเด็จ ทั้งพระเทพ ทั้งพระองค์ภา พระองค์โสม ได้ไปร้องให้ทุกพระองค์ฟังเป็นเพราะว่าพระองค์ภาทรงโปรดเพลง "รักคือฝันไป" ทุกอย่างมันเป็นท็อปหมดเลยค่ะตอนนั้น รางวัลเพลงก็ได้ อะไรที่มันยอดนิยมนะคะ ไปไหนก็กลายเป็นแบบเหมือน โห... อะไรก็ไม่รู้ แต่ถ้าถามว่าชอบมั๊ย ไม่ชอบนะ เพราะชีวิตเปลี่ยนนะ แต่ถามว่ามันท็อป มันท็อป

ในภาพรวมพอใจผลงานของ สาว สาว สาว ชุดไหนมากที่สุด

ก็ต้อง แมกไม้และสายธาร ดนตรีละเมียดละไม เป็นรากของพวกเรา พวกเราจริง ๆ มาจากการนั่งร้องเพลงเล่นกีตาร์ ร้องเพราะ ๆ ประเภทมาร้องและเต้นรักคือฝันไปไม่ใช่เลยนะ ทำไปได้ตามวัย แต่จริง ๆ แล้วด้วยสไตล์ดนตรีคือแมกไม้และสายธาร

ถ้า สาว สาว สาว กลับมาออกผลงานร่วมกันในปัจจุบันแนวดนตรีน่าจะเป็นแบบไหน

สาว สาว สาว วันนี้รวมกันลำบาก เพราะว่าเสาวลักษณ์ก็จะเป็นออกในทางร็อค พี่ปุ้มก็จะหว๊าน หวาน ถ้าจะเอามารวมกันจริง ๆ สุดท้ายที่ว่าตรงกลางที่สุดน่าจะเป็นในลักษณะของบัลลาดมากกว่า ถ้าร็อคก็คงเป็นบัลลาดร็อค คือร็อคมาก ๆ ตู้ม ๆ นี่พี่แอมก็คงไม่ไหว เพราะว่าพวกเราก็จะไม่ใช่ หรือถ้าจะมาอาร์แอนด์บีมาก ๆ เสาวลักษณ์ก็ไม่ร้อง ก็คงเป็นแนวแบบเพลงช้า เพราะ เป็นอคูสติค น่าจะเป็นฟีลนั้น

คิดอย่างไรที่วงการเพลงไทยมองว่า สาว สาว สาว เป็นตำนาน

คิดในมุมของคนธรรมดาสามคน ก็ต้องบอกว่ามันเป็นเกียรตินะ เพราะว่าการที่เราอยู่ในวงการเพลงตอนเราเกิดขึ้นมาเราไม่ได้คิดอะไรมากนะคะ แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเอง คุณค่าสมควรจะได้ชื่อว่าเป็นตำนานนะจริง ๆ แต่ว่าเมื่อทุกคนพูดถึงในทางที่ดีแบบนี้ ทุกครั้งพวกเราก็จะบอกว่าแท๊งค์กิ้วว่ะ คือแท๊งค์กิ้วในหลาย ๆ อย่าง แท๊งค์กิ้วที่เรามีโอกาส แม่ให้เราเข้ามาร้องเพลง คุณระย้าปั้นเราขึ้นมา ผ่านเวลาไปคนยังจำเราได้ คนยังบอกว่า สาว สาว สาว เหรอ ! ชอบ ก็รู้สึกขอบคุณน่ะค่ะ ไม่ได้รู้สึกอะไรมากมาย

ความเป็น สาว สาว สาว ทำให้เสียการมีชีวิตส่วนไปมากหรือเปล่า

ไม่รู้สึกเสีย แค่ว่า ชอบ ไม่ชอบ ถึงวันนี้ก็ยังไม่ชอบที่เป็นตัวเองอยู่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ชอบที่ไปไหนแล้วคนจำได้หรือคนรวมกัน จุ๊ก ๆ  เพราะรู้สึกว่าเราเป็นคนธรรมดา ไม่เคยรู้สึกอะไรกับ สาว สาว สาว นอกจากแค่ว่า รู้สึกดีกับมัน รู้สึกเป็นเกียรติจังเลยที่เขายังรู้สึกว่าพวกเราเจ๋ง ทั้ง ๆ ที่พวกเรามองหน้ากันตรงไหนวะ อย่างเวลาที่ไปออกรายการ พวกแฟนเพลง พวกน้อง ๆ ที่ทำงานด้วยกัน โหย..
! พี่ ไปออกอย่างนี้เขาให้ลิปซิงค์ได้ไงเสียศักดิ์ศรีพวกพี่ พวกชั๊นก็ไม่ได้อะไรมากมายนะ แกจะเอาอะไรกันเหรอ ระดับพวกพี่ ระดับไหนวะ อะไรอย่างเงี้ยนะคะ ก็จะรู้สึกขนลุก

วางแผนอนาคตไว้อย่างไรบ้าง

เป็นคนไม่มีแผนอนาคตจริง ๆ นะ มีความรู้สึกว่าชีวิตน่ะมันก็... เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก คือมีแค่ว่าถ้าเป็นนักเรียนก็ตั้งใจเรียน เรียนให้ดีเพราะว่ามันเป็นความสุขของเราด้วย อย่างอาร์เอสก็ไม่เคยมีอยู่ในแผน ตอนที่เข้ามาก็โอเคมาเสี่ยงลองออกเทปดูไม่เวิร์คสี่ปีหมดสัญญาก็จากกัน ไม่เคยคิดว่าจะมาถึงวันนี้ ทำ ๆ งานไปบริษัทบอกว่าจะให้รับตำแหน่งโน้นตำแหน่งนี้ เราก็ไม่รับ เพราะเราบอกว่า ชีวิตเราแฮปปี้แบบ หนึ่งเรามีเวลาให้ตัวเอง มีเวลาให้สามี มีเวลาให้งาน ทุกอย่างบาลานซ์กัน ถ้ารับตำแหน่งสูงขึ้นนั่นหมายความว่าเราจะต้องมาทุ่มกับงานตรงนี้ให้เยอะขึ้นแน่นอน เพราะว่าเขาให้เรา เราก็ต้อง
pay back ถูกมั๊ยคะ ชีวิตเราเสีย

แปลว่าอาร์เอสเสนองานในเชิงบริหารให้เราแต่เราปฏิเสธ

ปฏิเสธตลอด แต่การปฏิเสธไม่ได้หมายความว่าไม่อยากทำ รู้ว่าถ้าทำทำได้ แต่ถ้าทำแล้วเราจะเสียความเป็นตัวเองแบบนี้ ที่ยังมีวันศุกร์ไว้พาหมาไปเดินหรือมีวันอังคารไว้ขุดดินทำสวน เราต้องการชีวิตแบบนี้ ถ้าถามว่าอนาคตคืออะไร เราไม่มี วันนี้ก็อยู่อาร์เอสถามว่าจุดสูงสุดจะให้เราเป็นรองกรรมการผู้จัดการเราเป็นได้แต่ไม่เป็น แต่ให้ทำงานเต็มความสามารถ เราเต็มที่นะ แต่อนาคตเราไม่รู้ ลูกก็ไม่มี ก็ไม่มีอนาคต แก่ตายคงอยู่ตามสถานพยาบาลอะไรยังงี้ เราแฮปปี้กับตัวเอง ภาระเราคืออะไร  แม่ไม่ได้เป็นภาระรู้สึกสนุกที่ได้ดูแลเขา ลูกไม่มีสบายจะตาย มีหมาตัวหนึ่ง สามีก็โอเคดูแลกันไปใครตายก่อนอีกคนหนึ่งก็ต้องดูแลตัวเองให้ได้ ลงตัว งานเลิกจ้างเมื่อไหร่ก็โอเค แต่ก็เตรียมตัวไว้ไม่ประมาท ไม่มีอนาคตแบบฉันจะต้อง... อีกสิบปีอาจจะเห็นเราเปิดร้านขนมก็ได้

คำถาม: คิลรอย
คำตอบ: แหม่ม - พัชริดา วัฒนา

*****

Trivia

ชื่อเอนทรีนำมาจากเนื้อเพลงท่อนหนึ่งของ เพลง "แปลกดีนะ" ของ สาว สาว สาว

แปลก
= รู้สึกแปลกที่ว่าในโลกนี้คงมีกลไกธรรมชาติอะไรสักอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมเก็บเรื่องราวและภาพของพวกเธอไว้และรอให้เวลาผ่านไปนานพอสมควร เพื่อจะได้นำมาเขียนบล็อกและกลายเป็นจุดเชื่อมโยงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาแบบลูกโซ่ และกำลังพัฒนาไปเป็นโปรเจ็คท์ใหม่เกี่ยวกับพวกเธอที่ผมกำลังจะทำต่อไปในอนาคต

ฉัน
= ผม

เธอ
= แหม่ม - พัชริดา ตัดความเป็นศิลปินที่มีความสามารถสูงออกไป เธอเป็นสุภาพสตรีที่มีความเป็นมิตรสูง มีอัธยาศัยที่ดีมาก ๆ ถ้าใครได้เธอเป็นเพื่อน รับรองว่าคุณต้องโชคดีมากแน่ ๆ

ฝนไม่ตก
= วันที่ไปคุยฝนไม่ตกเพราะไม่ใช่หน้าฝน 555

โดย kilroy

 

กลับไปที่ www.oknation.net