วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เขาใหญ่พ.ศ. 2550


เขาใหญ่พ.ศ. 2550



ที่ขึ้นชื่อบันทึกหน้านี้ว่า "เขาใหญ่ พ.ศ.2550" เพราะนี่เป็นต้นเหตุที่ฉันห่างหายไปจากหน้าบล็อค 3-4 วัน

ทริปนี้จะเรียกว่าไปเที่ยวก็ไม่เชิงนัก เพราะเมื่อไปถึงเขาใหญ่ก็ไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวที่ไหน ใช้เวลาไปกับการนอน อ่านหนังสือ มองต้นไม้ใบหญ้าเสียมากกว่า (เสียดายที่ฉันไม่ได้ถ่ายรูปในทริปนี้เลย ) ถ้าจะถือทริปนี้ว่าเป็นการพักผ่อนก็น่าจะเหมาะกว่านะ

"เขาใหญ่" เป็นที่นักนิยมธรรมชาติชอบไปกัน อย่างแรกมันอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ นัก ขับรถสองชั่วโมงก็ถึง อย่างที่สองที่นี่มีน้ำตกให้เล่นหลายที่ หรือใครจะดูนกที่นี่ถือว่าเป็นสวรรค์น้อยๆ ทีเดียว พูดถึงเรื่องเส้นทางไปที่นี่หลายคนจะเลือกไปทางปากช่อง หรือไม่ก็เลือกไปทางรังสิต-นครนายก แต่สำหรับฉัน ฉันชอบไปเส้นมีนบุรี - บ้านสร้าง - ปราจีนบุรี - เขาใหญ่ เหตุเพราะเส้นนี้สวยดี ผ่านทุ่งนา ผ่านชนบทชาวบ้าน รถไม่ค่อยมี ถนนดี ขับแล้วเพลินมาก ฉันลองจับเลขไมล์ดู จากมีนบุรีถึงจุดกางเต็นท์ผากล้วยไม้ ระยะทาง 190 กม. ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศก็ลองดู ยิ่งช่วงนี้ข้าวกำลังออกรวงสวยทีเดียว

เขาใหญ่ในวันนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นมรดกโลกด้านธรรมชาติ เอ... รู้สึกว่าจะประกาศไปเมื่อปี 2548 ใช่ไหม?... ที่จริงฉันไปที่นี่บ่อยเหมือนกัน ไปแล้วไปอีกอยู่นั่น ปากก็บอกว่าเบื่อ แต่สุดท้ายเมื่อไม่รู้ว่าไปไหนดีก็มาจบลงที่นี่แหละ

...เนื่องจากได้รับข่าวพยากรณ์ อากาศว่าภาคอีสานของเราอากาศร้อนจัด ฉันก็เชื่อ ก็เลยคิดว่าคงไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์กันหนาว เครื่องนอน อะไรไปให้มากมายหรอก มันจะดูไม่ใช่มืออาชีพ มืออาชีพมันต้องมียืดหยุ่นรู้ทันเหตุการณ์ ไม่เวอร์บ้าออฟชั่นให้รุงรัง

ฉันทำตัวเหมือนมืออาชีพ ซะงั้น...แต่นี่แหละเป็นที่มาความหายนะของฉันเลยล่ะ...

...............

ถนนสายธนะรัตน์ปัจจุบันลาดยางอย่างดี ไม่มีหลุม บ่อให้หลบหลีกเหมือนสมัยก่อน สักเกือบเที่ยงฉันก็มาถึงเขาใหญ่ อากาศข้างบนเขาใหญ่ร้อนพอๆ กับอากาศในกรุงเทพฯ ไปถึงที่ตั้งแคมป์ผากล้วยไม้ ก็หาที่เหมาะๆ ตั้งเต็นท์ และผูกเปล มาได้ตรงชายป่ามีไม้รกครึ้ม ก็มาเจอความประหลาดใจว่า ทำไมหนอ ไอ้ตรงลานหญ้ามันร้อนยังกะอะไรดี แต่พอมาอยู่ใต้ต้นไม้แค่ไม่กี่ก้าวยังกะอยู่ในห้องแอร์

...เก็บของ อาบน้ำอาบท่าแล้วก็มานอนอ่านหนังสือ รับลมเย็น ตอนนี้ฉันก็มีเพื่อนแล้วล่ะ เป็น กวาง 4-5 ตัว และลิงอีกฝูงใหญ่ พวกมันมาหาลูกไม้กินรวบๆ แคมป์พักนี่เอง พวกมันไม่ตื่นคนเลย กวางนั้นเชื่องขนาดแทบจะเดินไปจับมือจับไม้ถ่ายรูปกันได้ ...นี่เป็นสิ่งที่ธรรมชาติปรับตัวเข้าหามนุษย์ มันต้องเลิกกลัวคนไม่งั้นอดกิน

...นอกจากฉันมีเพื่อนเป็นสัตว์ป่าแล้ว ฉันก็ได้เพื่อนที่เป็นคนด้วยนะ เขาตั้งข้างเต็นท์ใกล้ๆ ฉันนี่เอง เป็นผู้หญิงมากัน 4-5 คน รู้สึกว่าจะเป็นคุณแม่กับเพื่อนพาลูกและหลานมาเที่ยว ออ เขาพาหมามาเที่ยวด้วยอีกหนึ่งตัว ปัจจุบันนี้เราถือว่าหมาเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครับแล้ว ดังนั้นฉันก็จะได้ยินคุณแม่ท่านนี้พูดกับน้องหมาว่า เป็นไงจ๊ะ ร้อนไหม เดี๋ยวแม่จะให้กินข้าว ทำไมไม่ยิ้มจ๊ะ โถ โถ อย่างอนแม่นะ ฯลฯ ต่อมาคุณแม่คนเดียวกันนี้ ก็ทำสิ่งให้ฉันแปลกใจเมื่อเธอพูดกับเพื่อนและลูกเธอว่า แม่ง งวดนี้พลาดอีก นึกแล้วว่ามันไม่ถูก ก็ยังจะซื้อ นี่อี...(เรียกชื่อลูก)ตอนนั้นเราซื้อไปกี่บาทวะ(คงหมายถึงซื้อหวย)...นี่คงเป็นพฤติกรรมที่มนุษย์เริ่มปรับตัวเข้ากับสิ่งมีชีวิตอื่น ไม่งั้นเราจะรู้สึกโดดเดี๋ยว ไม่มีเพื่อน

...............

ตกค่ำหลังจากนั่งเล่น ดูดาว และตบยุงจนรำคาญ อีกทั้งเพลียจากการเดินทาง ก็เห็นควรว่าควรเข้านอนได้เสียที ว่าแล้วมืออาชีพของเราก็เข้าเต็นท์ มีผ้าขนหนูขนาดย่อมห่มเท้าไว้หน่อย อากาศกำลังดีเลย เย็นเรื่อยเฉื่อยน่านอน...ไม่รู้นอนไปนานเท่าไรตื่นมาเพราะปวดฉี่ ตอนนี้เท้าฉันเย็นเฉียบ ผ้าขนหนูที่มีอยู่ไม่ได้ช่วยให้หายหนาวเลย ยิ่งลมพัดยิ่งทำให้ฉันนอนต่อไปไม่ไหว ต้องหาเสื้อผ้าทุกตัวที่มีอยู่มาใส่มันช่วยได้บ้าง แต่ก็ทำให้ฉันนอนอย่างไม่เป็นสุขนัก...

วันต่อมาจากประสบการณ์ที่ทรมานสุดๆ เมื่อคืนทำให้วันนี้ฉันไม่ลืมเช่าผ้าห่มมา 1 ผืน ไว้ต่อสู้กับลมหนาว ฉันคิดว่าแค่นี้ความหนาวก็ไม่สามารถเป็นปัญหาสำหรับฉันอีกแล้ว นึกดีใจว่า ไม่มีอะไรที่เราไม่รู้ทันธรรมชาติ... แต่ฉันก็พลาดอีกครั้ง เพราะ ตอนดึกคืนนี้มีฝนตกลงมา หลังฝนตกอากาศเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเมื่อวานอีก ผ้าห่มที่ฉันเตรียมไวก็้ไม่ได้ช่วยอะไรฉันอีกแล้ว คืนนี้ฉันจึงต้องผจญกับความหนาวยิ่งกว่าคืนที่ผ่านมา แทบจะตื่นทุกๆ ชั่วโมง พอเช้าก็รับข่าวดีว่าฉันได้เป็นไข้เรียบร้อยแล้ว

....................

ภายหลังเจอกับบทเรียนอันแสนสาหัส ก็ทำให้คิดว่า ธรรมชาติมันไม่ใช่สูตรสำเร็จอย่างหนึ่งบวกหนึ่งต้องได้สอง ปัจจัยของธรรมชาตินั้นมันต้องประกอบด้วยปัจจัยสำคัญคือ สิ่งที่ไม่คาดคิดหรือความประหลาดใจอีกด้วย ยิ่งเมื่อมองธรรมชาติว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในกำมือเราแล้ว ขอบอกว่าเป็นสิ่งที่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะคิด (ดูฉันเป็นตัวอย่าง)

ต้องอย่างเจ้ากวาง เจ้าลิง สิ มันทำให้ฉันประหลาดใจโดยกำลังเอาวิธีคิดของมนุษย์มาใช้ เห็นไหมมันกำลังประเมินมนุษย์ว่า ถ้ามันยอมทำดีกับมนุษย์บ้าง ผลที่ตามมา คือมันจะมีบริวารเอาข้าวเอาน้ำให้มันกิน และมันก็ทำได้สวยเสียด้วย...

ในขณะหนึ่ง คนกำลังทำความเข้าใจหมา โดยใช้ความได้เปรียบที่เป็นคน ให้ข้าว ให้น้ำ ให้เกียรติมันโดยการยกระดับให้เป็นคน แอบหวังว่ามันจะเข้าใจ สิ่งที่มันตอบได้ และฉันได้ยินคือ โอ้ง โอ้ง โอ้ง...

...คุณคิดว่าหมามันตอบว่าไง ? ? ?

.......................................



โดย downrai

 

กลับไปที่ www.oknation.net