วันที่ อังคาร มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

..... ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน .....


จากที่ได้เคยทำบล็อกทำดีเพื่อพ่อไปแล้ว
ซึ่งหลายๆคนก็คงได้ทำไปแล้วเช่นกัน และคิดว่า
แต่ละคนก็มีความตั้งใจที่จะทำความดีที่แตกต่างกันไป 
และก็ล้วนตั้งใจทำความดีกันทุกคนแล้วถ้าทุกคนทำได้อย่างที่
ตัวเองตั้งใจไว้ทุกคนบ้านเมืองเราก็จะเต็มไปด้วยคนที่กระทำแต่ความดี
ประเทศไทยเราก็คงจะมีแต่สิ่งที่ดีๆ  ตัวเราเองก็มีความตั้งใจที่จะทำสิ่งดีๆ
เพื่อประเทศชาติ  เพื่อสังคม  เพื่อครอบครัว  และเพื่อตัวเอง 
บล็อกนี้จึงมีเรื่องที่จะมาบอกเล่าเราคิดว่าเป็นความต่อเนื่องของการที่เราได้ทำความดี 
เป็นความสุขใจที่ได้ทำสิ่งที่ดีๆ ถึงจะเล็กน้อยก็ตามทีแต่ถ้าเราเริ่มจาก
สิ่งเล็กๆไปหาสิ่งที่ใหญ่มันก็จะเป็นการสร้างสมการทำความดีมิใช่หรือ 
สิ่งที่เราตั้งใจที่จะทำคือ

*** ขอตั้งใจเป็นคนดีของสังคม ทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต *** 

*** ไม่เห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่ได้เพื่อตัวเอง *** 

*** มีเมตตาและแบ่งปันต่อสังคม ***

*** ช่วยรักษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม *** 

*** และจะยึดมั่นในความพอเพียง ***

เมื่อคนในสังคมเป็นคนดี ย่อมทำให้สังคมดี ประเทศชาติดีไปด้วย

 

ตัวเราเองก็พยายามที่จะระลึกถึงความตั้งใจนั้นไว้เสมอ  เสมือนเป็นการคอยเตือนสติตัวเองอยู่
ตลอดว่าเราจะต้องทำอย่างที่เราตั้งใจไว้ให้ได้เสมอ  และตลอดไป  แล้วหลังจากนั้นไม่นานเมื่อ
วันเลือกตั้งวันที่  23  ธันวาคม  2550 นี่เอง  อ๊ะ...อ๊ะ...ไม่ใช่อย่างที่คุณคิด...ไม่ใช่ทำความดีโดย
การไปเลือกตั้งหรอกนะ  เพราะเรื่องนั้นเป็นเรื่องของสิทธิและหน้าที่ของคนไทยที่ควรจะใช้สิทธิ
 และเป็นหน้าที่ที่ต้องทำอยู่แล้ว และเราก็ไม่เคยที่จะไม่ไปทำหน้าที่ของคนไทยเลยสักครั้งเดียว
และวันนั้นก็เหมือนกันเราไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งแต่เช้าเลยแหล่ะ  พอตอนเที่ยงก็ไปกินสุกี้กันที่
เสรีเซ็นเตอร์ไปกัน 4 คนพอเสร็จแล้วยังมีเวลาว่างก็เลยไปดูหนังกันรอบบ่ายสามโมงครึ่ง 
เพราะไม่ได้ดูหนังซะนานวันนี้พอมีเวลาเพราะภารกิจที่ทำให้ต้องทิ้งบล็อกให้ร้างไปเราก็
เสร็จแล้ว  พอหนังเลิกกำลังจะเดินออกจากโรงหนังแถวที่เรานั่งต้องเดินออกทางด้านขวาเรา
ออกจากแถวเป็นคนเกือบสุดท้าย  พอเดินได้สัก 4-5  ก้าวเราก็มองเห็นวัตถุอะไรสีดำๆ
 และสีขาววาวๆ ใต้เก้าอี้นั่งเราไม่แน่ใจว่าเป็นอะไรเพราะมันค่อนข้างมืดเลยใช้เท้าเขี่ยออกมา
ก็เห็นว่าเป็นกระเป๋าเงินและโทรศัพท์มือถือ ตอนนั้นคนก็เดินออกไปจากแถวหมดแล้วเหลือ
แต่กลุ่มของเรา เราก็ไม่รู้ว่าเป็นของใคร เราเก็บของขึ้นมาถือไว้แต่เพราะเรามีของที่ซื้อไว้ถือ
อยู่หลายถุงเลยเอาของที่เก็บได้ใส่กระเป๋าสะพายไว้ก่อนพอเดินออกมาเราก็เปิดโทรศัพท์
ของเรา พอดีโทรศัพท์เพื่อนเข้ามาเลยคุยกับเพื่อนก่อนแล้วเดินไปขึ้นรถเพื่อจะไปส่งเพื่อน 
พอรถออกมาเราก็หยิบโทรศัพท์ที่เก็บได้มาเปิดเพื่อจะโทรหาเบอร์ที่เขารู้จักเจ้าของเครื่อง
เราเปิดกระเป๋าดูก็เห็นมีเงินอยู่แปดพันกว่า  มีบัตรประชาชน  บัตรเอทีเอ็ม  คีย์การ์ดเข้า
อพาทเม้นท์หรือคอนโดนี่แหละ  และบัตรอีกหลายใบเราคิดว่าตอนนี้เจ้าของอาจรู้แล้ว
ว่าของเขาหาย คงตกใจแล้ว  เราเลือกดูเบอร์ในเครื่องที่มีการโทรเข้า - ออก  มีหลายเบอร์
 แล้วเราจะโทรเบอร์ไหนดีหล่ะ.....ก็ไปสะดุดกับเบอร์ที่ชื่อ  " ป๊ะ "  เพราะเจ้าของกระเป๋า
เงินเป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและมีลูกแล้วและคิดว่าถ้าเป็นชื่อ  " ป๊ะ "  นี่อาจจะเป็นพ่อ
หรือไม่ก็สามีเลยเราเอาโทรศัพท์ที่เราเก็บได้โทรหาเบอร์นี้เป็นผู้ชายรับ  เราก็ถามเขาว่า
รู้จักเจ้าของเบอร์นี้ไหม  เขาบอกทันทีว่าว่ารู้จักแล้วเขาก็ย้อนถามเราว่าเราอยู่ที่ไหน
เราได้ของมาจากไหน  เขาเป็นแฟนของเจ้าของเครื่อง .....โป๊ะเช๊ะ.....แหมเรานี่ฉลาดจัง
ไม่ต้องเสียเวลาโทรหลายเบอร์เจอเจ้าตัวพอดีเขาบอกว่าแฟนเขากำลังร้องไห้เพราะ
คิดว่าโดนล้วงกระเป๋า  แสดงว่าเขาเองก็ไม่รู้ว่าของหล่นอยู่ในโรงหนัง  เราบอกว่าเรา
เจอในโรงหนังและตอนนั้นเรากำลังจะไปส่งเพื่อนขึ้นรถไฟฟ้าที่อ่อนนุชและจะแวะซื้อของ
ที่โลตัสด้วยเลยถามเขาว่าถ้าเขาจะตามเราไปที่โลตัสได้ไหมเขาบอกว่าได้เราจึงนัดให้เขา
ไปเจอที่โลตัสและถ้าถึงแล้วก็ให้โทรหาเราน้องเขาก็โทรมาหลังจากที่เราส่งเพื่อนเสร็จ
และกำลังจะเข้าไปในโลตัสเลยรอเขาตรงทางเข้า เขาขึ้นบันไดเลื่อนมา  พอเขาเห็นเราก็
เข้ามาหา ( ที่เขารู้เพราะเราบอกว่าเราใส่เสื้อผ้าอะไร ) น้องเขาเข้ามายกมือไหว้ขอบคุณ 
หน้าตาแทบจะร้องไห้ และถามเราว่า เราจะเอาอะไรตอบแทนไหม....โห...เราไม่เคยคิด
ตรงนั้นเลยสักนิดบอกเขาว่าไม่ได้ต้องการอะไร แค่ต้องการคืนให้  กลุ่มที่ไปด้วยกันมี
คนหนึ่งบอกว่าทำไมเราไม่ฝากไว้ที่หน้าโรงหนัง  เราไม่ฝากเพราะไม่แน่ใจว่าเขาจะตามให้
เราตั้งใจจะคืนให้เจ้าของด้วยตัวเองมากกว่าจะได้สบายใจว่าถึงมือเจ้าของแน่นอนก็บอกน้องเขา
ไปด้วยถึงเหตุที่ไม่ฝากไว้  และบอกให้เขาเช็คของในกระเป๋าดูว่าอยู่ครบไหมน้องเขาก็ไม่เช็ค
แล้วก็ขอเบอร์เราเอาไว้ แต่ให้เพื่อนเราช่วยเม็มให้หน่อยเพราะเขาเองสั่นไปหมดแล้วด้วย
ความตกใจ ทำอะไรไม่ถูก เขาเพิ่งเบิกเงินมาจะเอาไปจ่ายค่าบ้าน  และก็ขอบคุณเราอีก
ก่อนจะแยกจากกัน

เพื่อนบอกว่านี่ถ้าเป็นคนอื่น เขาจะได้คืนไหมเราก็ไม่รู้หรอกนะ  ถ้าเขาโชคดีก็อาจได้คืน แต่ถ้า
โชคร้ายก็คงไม่ได้คืน  เราเองก็เคยมีประสบเหตุการณ์แบบนี้  เราเคยถูกล้วงกระเป๋าครั้งหนึ่ง
 และเคยกระเป๋าเงินหล่นหายอีกครั้ง  แต่ไม่เคยได้คืนเลยด้วยซ้ำไป  เราคงโชคไม่ดีมั้ง  นี่ถ้า
คนทุกคนไม่คิดอยากได้ของของคนอื่นก็คงจะดีนะจะได้ไม่มีขโมยหรือโจรโลกใบนี้คงน่าอยู่
อีกเยอะเชียว

นี่แหล่ะที่ทำให้เรารู้สึกดีและมีความสุขที่ได้ช่วยให้เพื่อนร่วมโลกคนหนึ่งได้ของคืน  เพราะถ้าเขา
ไม่ได้คืนเขาคงต้องลำบากที่เสียเงินที่จะเอาไปจ่ายค่าบ้าน  และยังต้องเสียเวลาไปทำเรื่องแจ้ง
ความ เรื่องบัตรต่างๆอีก  นี่คือสิ่งที่เราได้ทำความดีเพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  กลับกันถ้าเราเป็น
คนนั้นเจอแบบนี้เข้าก็คงกลุ้มใจเสียใจ  เสียดายเงิน....แหมกว่าจะหามาได้แล้วมาหายไปแบบนี้
ก็คงแย่  แต่ในสังคมปัจจุบันทุกวันนี้  ในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่  ข้าวของก็แพง  คนก็ตกงาน 
ความโลภ  ความอดอยาก  ไม่มีงานทำทำให้คนเห็นแก่ตัว  แก่งแย่งกัน  ไม่มีความเมตตาสงสาร
ไม่เกื้อกูลกัน ไม่เห็นใจกัน  ถึงมีแต่โจร  ขโมย  ขี้ยาเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด  จี้ปล้นกันอย่าง
หึกเหิม และยังมีวิธีที่แปลกๆโหดร้ายอย่างแก๊งขว้างหินนี่ก็ทำให้คนต้องบาดเจ็บและเสียชีวิต
ไปก็หลายรายแล้ว  อยากให้คนไทยเอาตัวอย่างของคนที่อยู่อย่างพอเพียง  มีแมตตา รู้จักแบ่งปัน
 และไม่เบียดเบียนกัน  มันจะดีแค่ไหน...... ...

.


โดย กระเช้าสีดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net