วันที่ ศุกร์ เมษายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จุดประสงค์ของการแบ่งการดูแลสุขภาพ เป็น รูปเครือข่าย สามระดับ


จุดประสงค์ของการแบ่งการดูแลสุขภาพ เป็น รูปเครือข่าย สามระดับ มีดังต่อไปนี้

1.เพื่อให้การใช้ทรัพยากรสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ละด่าน มีทรัพยากรที่เหมาะสม เช่น

ด่านแรก มีเพียงแพทย์ทั่วไป หรือ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ไม่ควรมีแพทย์เฉพาะทางซึ่งกำหนดให้มีเพียงคนเดียว กลายเป็นปัญหา กับ แพทย์ทุกคน ที่ไม่ได้เป็นแพทย์เฉพาะทาง สาขา ที่คนไข้มาหา เช่น เป็นกุมารแพทย์ คนเดียวเมื่อคนไข้เข้าใจว่า ร.พ.มีศัลยแพทย์ จึงมานอกเวลา แต่เป็นเวรกุมารแพทย์ เมื่อพบคนไข้ศัลยกรรม จะปรึกษาก็ทำให้แพทย์ศัลยกรรม(แพทย์ผ่าตัด)ทำงานหนักต้องถูกปรึกษาผ่าตัดตลอดเดือน ทางกลับกัน หมอศัลยกรรม อยู่เวร มีคนไข้หนักทางเด็กมา จะปรึกษากุมารแพทย์คนเดียวของร.พ.ก็เกรงใจ อีก จึงกลายเป็นว่าการมีแพทย์เฉพาะทางแค่คนเดียวในร.พ.ด่านแรกกับเป็นการสร้างปัญหาให้กับแพทย์ทุกคน จนเกิดการลาออกมากดังเวบ
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samrotri&month=12-2006&date=17&group=11&gblog=5

ด่านสอง มีแพทย์เฉพาะทาง แยกอยู่กันเป็นนแผนก เพื่อร่วมกันทำงานเฉพาะทาง และ ร่วมกันใช้เครื่องมือเฉพาะทางร่วมกันแทนที่จะไปใช้ที่ด่านแรก ใช้ได้ไม่คุ้มค่ากับเครื่องมือ

ด่านสาม ร.พ.ศูนย์ หรือ ร.ร.แพทย์ ทำวิจัย และ สอนนิสิตแพทย์ มีแพทย์เฉพาะทาง ที่ชอบงานสอน งานวิจัย งานเผยแพร่ อยู่


2.ผู้ป่วยได้รับความพึงพอใจ มีแพทย์ประจำครอบครัว ในสถานพยาบาลใกล้บ้าน สะดวกในการมารักษา เมื่อเริ่มป่วย ถ้าเกินความสามารถก็ได้รับการส่งต่อ ในสถานพยาบาลที่เหมาะสม แทนผู้ป่วยเลือกเอง และ ดูแลเบื้องต้น ให้ โดยไม่ต้องเสียค่าบริการ

3.ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขพึงพอใจได้ทำงานตามขีดความสามารถ ไม่เครียด ไม่ลาออก กันตามที่เป็นข่าวแพทย์ลาออก เนื่องจากได้ทำงานที่เกินขีดความสามารถ เพราะยังไม่แบ่งเครือข่ายให้แพทย์เลือกทำงานอย่างชัดเจน ตามเวบ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samrotri&month=12-2006&date=17&group=11&gblog=5


4.ประเทศชาติประหยัดงบประมาณทางด้านสาธารณสุขลงได้อย่างมาก จากได้รับการดูแลแบบองค์รวมให้ความรู้ ร่วมกับการรักษา ทำให้ไม่เจ็บป่วยบ่อย สุขภาพแข็งแรงตามแนวทาง ร.พ.ส่งเสริมสุขภาพ ที่กำลังปฏิรูปให้ทุก ร.พ.มุ่งสู่การเป็น ร.พ.ดังกล่าว

ทำไมต้องมีการดูแลรูปเครือข่าย

สาเหตุ เนื่องจากการเจ็บป่วย จะเริ่มป่วยเป็นขั้นตอน จากการปฏิบัติตัวผิด ที่ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดโรคสูงเมื่อไม่ได้รับการแนะนำแก้ไข จะป่วยมากขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้ายังไม่ได้รับการแก้ไขอีก ก็อาจจะป่วยรุนแรง เพิ่มขึ้น มีความพิการ หรือ อาจจะเสียชีวิตได้

กลุ่มที่ปฏิบัติตัวผิด หรือ เริ่มป่วยจะมีมากกว่าป่วยแล้ว หรือ ป่วยหนักมาก จะมีประมาณ มากกว่า 90% มีส่วนน้อยเพียงไม่ถึง 10% เท่านั้น ที่ต้องพบแพทย์เฉพาะทาง


ดังนั้น ถ้ามีการกระจายทรัพยากรสาธารณสุขตาม ความเป็นจริงของการเจ็บป่วย ข้างต้น ควรจะต้องดูแลสุขภาพ เป็นรูปเครือข่าย ตามช่วงอาการ ที่ป่วยของคนไข้ อย่างเหมาะสม โดย แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

1.ด่านแรก ใช้แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว หรือ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป เดิม ที่เปลี่ยนมาเป็นสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว ในปัจจุบัน ดูแลสุขภาพ ร่วมกับทีมสุขภาพของร.พ.อำเภอ (ประกอบด้วยแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และ เจ้าหน้าที่สุขภาพอื่นๆ ตามเกณฑ์คุณภาพที่กระทรวงสาธารณสุข กำหนดขึ้น)มาดูแลใกล้บ้านประชาชนที่ศูนย์สุขภาพชุมชน (หรือ สถานีอนามัยเดิม ที่ได้รับการพัฒนา โดย มีทีมสุขภาพ ของร.พ.อำเภอมาดูแล จนพัฒนาครบเกณฑ์ฯ จนได้รับการยกฐานะเป็นศูนย์สุขภาพชุมชน) โดยทีมสุขภาพ จะทำหน้าที่ให้การดูแลสุขภาพ ทุกๆคนในเขตรับผิดชอบของสถานีอนามัยเดิม(ศูนย์สุขภาพชุมชนในอนาคต) การดูแล สุขภาพ ตามอุดมการณ์.............................

"ดูแล แต่แรก แทรกทุกเรื่อง อย่างต่อเนื่องผสมผสาน ดูแลใกล้บ้าน ประสานส่งต่อ"

เมื่อประชาชนป่วย หรือ รู้สึกไม่สบาย หรือ อยากปรึกษาปัญหาสุขภาพ ก็สามารถมาหาได้ทันที เพราะ อยู่ใกล้บ้าน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ 90% กว่า ที่อยู่ในความรับผิดชอบ ได้รับความสะดวกในการมารับบริการสุขภาพ ฟรี หรือ 30 บาทตามสิทธิ ที่มีคุณภาพ เพราะ อยู่ใกล้บ้าน
ถ้าด่านแรกพบว่าเกินความสามารถซึ่งพบได้น้อย น้อยกว่า 10 % ที่จะเกินความสามารถ ก็จะได้รับคำแนะนำและใบส่งตัวให้ไปรักษาต่อตามสิทธิได้ ในสถานพยาบาลที่ด่านสอง หรือ สามที่ เหมะสม ต่อไป

ยกเว้น:กรณีอุบัติเหตุ หรือ ฉุกเฉิน สามารถเข้ารักษาที่สถานพยาบาล ด่านใดก็ได้ที่อยู่ใกล้ที่สุด ไม่ต้องมีใบส่งตัว จากสถานพยาบาลใกล้บ้าน ใช้สิทธิ 30 บาท รักษาฟรี ได้

ดังนั้นในประเทศอังกฤษ หรือ ฟินแลนด์ แพทย์ส่วนใหญ่จะเป็นแพทย์ด่านแรก ในประเทศไทยเรากำลังพยายามปฏิรูปให้เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้วให้มีแพทย์ด่านแรก (แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว หรือ แพทย์เวชปฏิบัติเดิม)มากขึ้นกว่าแพทย์เฉพาะทาง
ดูอ้างอิงได้ที่ "การดูแลทางด้านสาธารณสุขเบื้องต้น(ระดับปฐมภูมิ)ที่อังกฤษ และ ฟินแลนด์"ที่เวบบ์ข้างล่างนี้

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samrotri&month=11-2006&date=16&group=1&blog=16

2.ด่านสอง ใช้ กลุ่มแพทย์เฉพาะทาง แต่ละสาขา ดูแลคนไข้ที่เกินความสามารถด่านแรก ที่เขียนใบส่งตัวมาให้รักษา ประมาณน้อยกว่า 10 % ที่เกินความสามารถ
ถ้ามาโดยไม่ผ่านด่านแรก ไม่มีใบส่งตัว มา ถ้าจะรักษาจะต้องเสียเงินเองเพราะมาผิดขั้นตอน
ด่านสองจะดูแลเฉพาะ คนไข้ตามแผนก ของตน ที่สมควรต้องมาพบแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น
ผลจากการต้องมีการผ่านการตรวจคัดกรองก่อนมาจากด่านแรก จะทำให้คนไข้ในด่านสอง น้อยลง
ในด่านนี้มี กลุ่ม แพทย์เฉพาะทางในแต่ละสาขา จำนวนหลายคน มีเครื่องมือ เครื่องใช้ในการบริการพร้อมใช้ มีแพทย์เฉพาะทางแต่ละสาขามากพอที่จะจัดให้อยู่เวรนอกเวลาราชการตลอด 24 ชม.ได้ทุกวันได้ ต่างกับ ร.พ.อำเภอ มีแพทย์เฉพาะทางเพียง สาขาละ 1 คน เป็นด่านแรก ไม่สามารถจัดแพทย์เฉพาะทาง อยู่เวร ได้ตลอด ทุกวันได้

ข้อเสนอที่อยากเสนอ ให้จัดใหม่ แพทย์เฉพาะทาง ควรให้มารวมกันเป็นแผนกทำงานอยู่ที่ร.พ.ด่านสอง ที่มีทีมแพทย์หลายคน เครื่องมือก็พร้อม บุคคลากร ด้านช่วยเหลืออื่นๆ ก็พร้อม เพื่อ รอรับส่งต่อจากด่านแรกที่ควรให้มีเฉพาะแพทย์ทั่วไปหรือ เวชศาสตร์ครอบครัวอยู่เท่านั้น ไม่ควรมีแพทย์เฉพาะทางเพียงคนเดียว ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่ามีแพทย์เฉพาะทางตลอดเวลามาเมื่อไรก็ตามจะต้องพบหมอเฉพาะทางซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับแพทย์เฉพาะทางคนเดียวที่จะมาอยู่เวรตลอดทุกวันได้


3.ด่านสาม ใช้แพทย์เฉพาะทาง ที่ดูแลคนไข้ที่เกินขีดความสามารถของด่านสอง หรือ ด่านแรกที่รู้ว่าด่านสองก็รักษาไม่ได้ มีใบส่งตัว ส่งต่อมาให้
ใช้สิทธิรักษา30บาท ได้ถ้ามาเองโดยไม่มีใบส่งตัวให้มาจะต้องเสียเงินเอง เพราะ ไม่ผ่านตามเครือข่ายที่กำหนด ที่ด่านสาม จะมี เครื่องมือพิเศษ ราคาแพง เช่น เครื่องฉายแสงรักษามะเร็ง ราคาสูง หลัก ล้าน ต้องอาศัยความชำนาญพิเศษ ที่มีแพทย์เฉพาะทางกลุ่มนี้จำนวนน้อยมารวมกัน อยู่ที่ด่านสาม เช่น ศูนย์มะเร็ง เพื่อให้คนไข้แต่ละด่านได้ส่งคนไข้มาร่วมรักษาจากทุกจังหวัดในศูนย์ หรือ เขตนั้น

นอกจากนี้ ด่านสาม มีเครื่องมือ และ วิชาการสามารถทำการวิจัยหาวิธีการรักษา แล้วนำมาทำเป็นแนวทางการรักษาเผยแพร่ ให้นักเรียนแพทย์ หรือ ถ่ายทอด ทางเวบไซด์ ทางอินเตอร์เนต ของแต่ละด่านสาม ให้แพทย์ ด่านสอง หรือ ด่านแรกได้เลือก ที่จะยึดเป็นแนวทางการรักษา ที่มีประสิทธิภาพ ที่เหมาะสมต่อพื้นที่ นำไปใช้ต่อไปในด่านของตนที่รับผิดชอบได้ ให้แพทย์ เลือกประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมต่อสถานพยาบาลแต่ละแห่งต่อไป

ตัวอย่าง ผลงานที่ ร.พ.ด่านสามวิจัย เพื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ จาก ข่าว น.ส.พ.คมชัดลึก วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม 2550 20:38 น.
มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ขอนแก่น วิจัยค้นพบวิธีตรวจการแสดงออกของยีนชนิดหนึ่ง ช่วยให้แพทย์ใช้ยากดภูมิคุ้มกันในขนาดที่เหมาะสมต่อผู้ป่วยเปลี่ยนไต ลดความเสี่ยงที่ทำให้การปลูกถ่ายไตล้มเหลว

ผศ.พ.ญ.สุดา วรรณประสาท อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) หัวหน้าคณะนักวิจัย กล่าวว่า คณะวิจัยพบวิธีตรวจการแสดงออกทางพันธุกรรมของยีนชื่อ ทีพีเอ็มที ผลการตรวจนี้จะช่วยให้แพทย์วิเคราะห์การใช้ยากดภูมิคุ้มกันในปริมาณที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคไตแต่ละราย ทำให้ลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงของยา หรือความเสี่ยงที่จะประสบความล้มเหลวในการปลูกถ่ายไต

โครงการวิจัยและพัฒนาวิธีตรวจการแสดงออกของยีน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2549 ขณะนี้ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ

"ภายหลังผ่าตัดเปลี่ยนไต ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาระหว่างเนื้อเยื่อของผู้ป่วยกับไตที่ได้รับบริจาค" หัวหน้าคณะนักวิจัย กล่าว

สำหรับยากดภูมิคุ้มกันที่ใช้แพร่หลายในปัจจุบัน เป็นยาที่ถูกสลายด้วยเอนไซม์ทีพีเอ็มที และปัจจุบันพบว่า ความผิดแผกทางพันธุกรรมของยีนดังกล่าว มีผลให้เอนไซม์ทีพีเอ็มทีในผู้ป่วยแต่ละรายทำงานแตกต่างกัน จึงต้องการขนาดยาที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ หากผู้ป่วยได้ยาขนาดน้อยเกินไป อาจทำให้เกิดความล้มเหลวในการปลูกถ่ายไต แต่หากได้ยามากเกินความจำเป็น อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงของยา ซึ่งอาจถึงแก่ชีวิตได้


สรุป การดูแลเป็นรูปเครือข่าย ทำให้เกิดประโยชน์อย่างมาก ได้แก่ ประชาชนมีความพึงพอใจ ได้รับการรักษาที่มีคุณภาพใกล้บ้าน อีกทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็มีความพึงพอใจได้ทำงานตามขีดความสามารถที่มี และ ประเทศชาติประหยัดงบสาธารณสุขลงได้อย่างมาก
.....................................................................

โดย samrotri

 

กลับไปที่ www.oknation.net