วันที่ ศุกร์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เปลี่ยนแปลง...เปลี่ยนแปลง...และเปลี่ยนแปลง


              

               ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันคนไหนไม่พูดถึงเรื่อง “การเปลี่ยนแปลง” ก็ต้องถือว่าเชยแหลก

 

          แทบทุกคนตั้งแต่บารัค โอบามา ซึ่งเป็นผู้สมัครที่หนุ่มที่สุดจากเดโมแครต จนถึงผู้สมัครที่อายุมากที่สุด จอห์น แม็คเคน ของรีพับลิกัน ไม่มีใครที่ไม่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่ขึ้นเวที

 

          ทุกคนต้องการขายภาพของการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง   ไม่มีใครอยากถูกมองว่ามีส่วนได้ส่วนเสียหรือเป็นผลพวงของความชั่วร้ายทางการเมืองที่ครอบงำศูนย์อำนาจในกรุงวอชิงตัน   

 

          นโยบายต่างประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาลจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช จนนำไปสู่สงครามในอิรัก   ระบบประกันสุขภาพที่ไร้ประสิทธิภาพ  ระบบภาษีที่เอื้อประโยชน์กับคนรวย และอิทธิพลของกลุ่มล็อบบี้ยิสต์เหนือนักการเมือง  เป็นตัวอย่างของปัญหาที่สะท้อนถึงความไม่เอาไหนของผู้นำทางการเมืองที่หมุนเวียนกันเข้าไปนั่งในทำเนียบขาว         

       ถึงจุดหนึ่งคนอเมริกันไม่น้อยเริ่มมีความรู้สึกต่อการเมืองเหมือนกับที่คนไทยมีต่อการเมืองบ้านเรา  คือนักการเมืองทุกคนเหมือนกันหมด   ตอนหาเสียงก็พูดเอาอกเอาใจชาวบ้านเหลือเกิน   แต่พลันได้อำนาจก็ลืมทุกอย่าง มุ่งแต่รับใช้กลุ่มผลประโยชน์อย่างเดียว

 

          เพราะฉะนั้นเลือกตั้งเที่ยวนี้ ผู้สมัครทุกคนจึงต้องขายภาพของความพร้อมที่จะเป็นประธานาธิบดีที่จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่การเมืองในวอชิงตัน

 

พูดง่ายๆ ก็คือนักการเมืองเหล่านี้เข้าใจถึงอารมณ์ของคนอเมริกันเป็นอย่างดี และไม่มีใครอยากตกรถไฟที่ถูกขนานนามว่า “ขบวนรถไฟแห่งการเปลี่ยนแปลง”   จนไม่มีใครแน่ใจแล้วว่าผู้สมัครคนไหนกันแน่ที่เป็นคนสร้างกระแสเรื่องการเปลี่ยนแปลงเป็นคนแรก

 

        แต่ที่แน่ๆ ผู้สนับสนุนของโอบามา ยืนยันว่าวุฒิสมาชิกหนุ่มจากอิลลินอยส์คนนี้เป็นผู้สมัครคนแรกที่พูดถึงความจำเป็นที่การเมืองอเมริกันจะต้องเปลี่ยน   เพราะโอบามารู้ดีว่าชาวมะกันไม่น้อยมีความเบื่อหน่ายกับระบบการเมืองที่ครอบงำวอชิงตันมานานและอยากเห็นนักการเมืองรุ่นใหม่มีบทบาทมากขึ้น

 

          และการหาเสียงกับการเปลี่ยนแปลงได้ผลทันตาเห็น   โอบามากลายเป็นขวัญใจของคนมะกันโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ชั่วข้ามคืน    ยิ่งเพราะความเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ด้วยประวัติที่ยังไร้จุดด่างพร้อย บวกกับการเป็นนักพูดตัวฉกาจ ภาพของโอบามาในฐานะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งโดนใจคนมะกันมากเป็นพิเศษ

 

          ทำเอาแม้แต่ฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและคู่แข่งคนสำคัญในพรรคเดโมแครตด้วยกัน ยังต้องขอกระโดดขึ้นรถไฟขบวนนี้ด้วย   ทั้งๆ ก่อนหน้านี้ยังพยายามขายความมีประสบการณ์ข่มนักการเมือง “อ่อนหัด” อย่างโอบามามาตลอด

              ผู้สมัครคนอื่นๆ ของเดโมแครตและรีพับลิกันก็เช่นเดียวกัน  เริ่มต้นก็หาเสียงด้วยการเน้นประสบการณ์ทางการเมืองและผลงานในอดีตของแต่ละคน   แต่พอเจอะกระแส “การเปลี่ยนแปลง” ทุกคนต้องปรับตัวแทบไม่ทัน

 

           ผลการหยั่งเสียงเบื้องต้นในไอโอวาเมื่อสัปดาห์แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ชาวมะกันเลือกการเปลี่ยนแปลงมากกว่าประสบการณ์และความเก๋า  ไม่งั้นผู้สมัครหน้าใหม่อย่างโอบามาคงไม่ชนะด้วยคะแนนท่วมท้น

 

          เพราะฉะนั้นในสนามรบที่สองในนิว แฮมป์เชียร์  ไม่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว      ทุกเวทีของการหาเสียงในเวลาสี่ห้าวันที่ผ่านมาชาวบ้านจึงถูกกรอกหูด้วยคำว่า “การเปลี่ยนแปลง”  จากผู้สมัครเกือบทุกคน

 

          สื่อมวลชนมะกันถึงขั้นนั่งนับว่าผู้สมัครแต่ละคนเอ่ยคำว่า “เปลี่ยนแปลง” คนละกี่ครั้งในการดีเบทครั้งแรกที่มีขึ้นไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งเบื้องต้นในนิว แฮมป์เชียร์

 

          ในส่วนของเดโมแครต ปรากฏว่าฮิลลารีมาอันดับหนึ่งด้วยการเอ่ยคำว่า “เปลี่ยนแปลง” ถึง 14 ครั้ง ตามมาด้วยโอบามา และจอห์น เอ็ดเวิร์ดส์  ในขณะที่ผู้สมัครของรีพับลิกันก็เอากับเขาเหมือนกัน  มีคำว่า “เปลี่ยนแปลง” ติดปากเกือบทุกคน

 

          ปกติการเลือกตัวแทนพรรคเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมักจะถูกตัดสินด้วยคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนที่ประกาศตัวชัดเจนผ่านการลงทะเบียนว่าอยู่ข้างพรรคไหน  ไม่เดโมแครตก็รีพับลิกัน

 

          แต่มาเที่ยวนี้กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนที่เป็นกลาง”  คือชาวบ้านที่ไม่มีใจให้พรรคใดพรรคหนึ่งโดยเฉพาะ กำลังถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินว่าผู้สมัครคนไหน

 

           และผลก็ออกมาอย่างที่รู้กันว่าในส่วนของเดโมแครต ฮิลลารี คลินตัน เฉือนโอบามาขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง  ขณะที่ในส่วนของรีพับลิกัน แม็คเคน วุฒิสมาชิกรุ่นลายครามจากรัฐอาริโซน่า นำโด่งขึ้นมา

 

          ถึงแม้ทั้งฮิลลารีและแม็คเคนถูกมองว่าเป็นตัวแทนกลุ่มอำนาจในกรุงวอชิงตันก็จริงเพราะความโชกโชนทางการเมือง  แต่อีกด้านหนึ่งทั้งสองคน ซึ่งก็รวมถึงโอบามาด้วย มีภาพว่าเป็นนักการเมืองที่พร้อมจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นได้

 

          แต่ถ้าถามว่าการเปลี่ยนแปลงที่พูดกันจนติดปากนั้นหมายถึงอะไร   ก็ยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบชัดเจน

 

          แต่ยังไงๆ ในความรู้สึกของชาวไอโอวาและนิว แฮมป์เชียร์  จะเป็นความเปลี่ยนแปลงแบบไหนนั้นมันคงดีกว่าสิ่งที่มีอยู่ทุกวันนี้แน่นอน

 

          เพราะฉะนั้นชาวมะกันยังคงจะได้ยินคำว่าการเปลี่ยนแปลงไปอีกนานจนกว่าศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจะจบลงในเดือนพฤศจิกายนนี้

โดย เทพชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net