วันที่ ศุกร์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

= ขุนแม่ยะ = ถนนสายสีชมพู กับคาราวานรถ


 

จาก "ขุนช่างเคี่ยน" วันส่งท้ายปีเก่า กับฟ้าหม่นๆ แต่ตลอดแนวเส้นทางเข้าไปถึงร้านกาแฟ และบ้านพัก ก็ยังคงเอกลักษณ์ของดอยสีชมพูกับถนนแคบๆ เงียบสงบ ก็ยังได้ใจป๋มไปครองชนิด 97 เต็ม 100 (เลข 7 ป๋มชอบ ถ้าฟ้าแจ่มก็ให้เต็ม 100) ....ลองคลิกแล้วให้คะแนนดูนะฮับ.... 

http://www.oknation.net/blog/vickie/2008/01/06/entry-1 

หลังแวะถ่ายรูป จิบชา เหมือนภูเขาเป็นของเราแล้ว ชนิดที่เรียกว่าเข้าไปเกือบจะก่อน แต่ออกทีหลัง เพราะซอกแซกถ่ายรูปกันนานไปหน่อย  ก็โถไปทั้งที ขับรถตั้งเป็น 10 กว่าชม. แล้วจะให้แวะแป๊บเดียว จะเมื่อยบั้นท้ายไปทำไม



สายจัด เราเริ่มออกเดินทางกันอีกครั้ง เป้าหมายสู่หน่วยจัดการต้นน้ำ"ขุนแม่ยะ" ดินแดนภูเขาสีชมพู ที่ขึ้นชื่อ ขาลงจากขุนช่างเคี่ยน  ป๋มขับตามลุงเอกไปเรื่อยๆ แล้วก็แวะถ่ายรูปที่จุดชมวิว  มองเห็นบ้านม้งดอยปุยอยู่เบื้องล่างกับสภาพของรถที่จอดเต็ม
"อย่างงี้ รถที่ตรงดอยสุเทพคงคับคั่งแหงมๆ"  ป๋มคิดในใจ

แล้วก็ไม่ผิดคาด ตอนลงมา เจอรถติด ๆ อยู่บนเขา ตรงทางลงก่อนถึงเชิงวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ แล้วก็ติดยาว เพราะมีทั้วรถจอดเชิงเขาทั้งซ้าย-ขวา แล้วยังมีที่ตัดออกมาจากลานจอดรถอีก ด้านคันที่ขับขึ้นไปก็กำลังหาทางเข้าจอดแอบข้างทาง ... กว่าจะหลุดช่วงนั้นมาได้ เสียเวลาไปพอควร แล้วยังมาหลงเข้าไปในตัวเมืองเชียงใหม่อีก จนผ่านข่วงประตูท่าแพนั่นแหล่ะ เพือนแป๊ก ที่นั่งมาด้วยก็โทรถามเจ้าถิ่น จนได้ความว่า ขับตรงไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ไปตัดออกซุปเปอร์ไฮเวย์เองแหล่ะ

หลุดออกมาได้ป๋มเหยียบอย่างเดียว ด้วยหวังจะให้ถึงตลาดแม่มาลัยก่อนเที่ยง เพื่อซื้อเสบียงและกินข้าวเที่ยว เราจะได้เข้าไปถึงขุนแม่ยะ ไม่ค่ำนัก สาวแป๊ก"นักเดินทางดอทคอม" ทิ้งป๋ม กินข้าวเที่ยงหน้าตลาดแม่มาลัย ส่วนตัวเองไปเดินซื้อของก่อน คืนนี้เราจะกินหมูกะทะกัน  โอ้เย



น้องหมี ณ แป้นเกล็ด  สวัสดีปีใหม่คร่ะ


กว่าเราจะสตาร์ทออกจากตลาดแม่มาลัย เพื่อไปขุนแม่ยะ ตามเส้นทาง สาย 1095 มุ่งสู่ อ.ปาย ก็ราวบ่าย 2 กว่า ตอนนี้มีรถเรา 3 คน เพื่อนฝูงที่มาเจอกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ระหว่างทางเราแวะที่ร้านกาแฟแป้นเกล็ด ปากทางเข้าน้ำตกหมอกฟ้า  อืมม จิบกาแฟกรุ่นๆ สักพัก เรียกอารมณ์ดี ๆ กลับมา จากนั้นก็เหยียบยาวถึงทางแยกเข้าขุนแม่ยะ ถึงทางแยกปุ๊บ  ป๋มก็เลี้ยวฟ๊าบ จนเพื่อนท้วง
 "เจ้เลี้ยวโคตรเสียวเลย"
"อืมม แสดงว่ายังมีความรู้สึกอยู่นะเนี่ยะ"




ตอนนี้ราว 16.30 น. ลูกทัวร์นักเดินทางคงเข้าไปที่พัก ตามด้วยลุงเอก ส่งน้องเอ็ม จอดรออยู่หน้าปากทางเข้า 
สภาพถนนลูกรัง  แต่ไม่ถึงขั้นใช้ 4 WD จริงๆ นั่นแหล่ะ เพราะทางไม่วิบากอะไร ผิดกับตอนหน้าฝน ที่ข่าวว่า ต้องพันโซ่กันเลยเชียว  

ระหว่างทางที่เข้าไป ช่วงที่ใกล้จะถึงหน่วย ในระยะทางราว 8 กม. เริ่มสังเกตุเห็นต้นซากุระ
"ใบเขียวเต็มต้นเลยเจ้ ข้างบนไม่รู้เป็นไง"  เจ้าแป็กเอ่ยขึ้น
"อืมมม เจ้ว่ามันต้องเป็นพวกชิงสุกก่อนห่าม แน่ๆ เลย" ก็ดูซิต้นอื่นเพิ่งออกดอก บานเต็มที่พร้อมกัน  เจ้าต้นนี้ดันตัดหน้าไปก่อน  



พอขึ้นไปถึงข้างบน ซึ่งเป็นที่ทำการ ลานจอดรถ และลานกางเตนท์  โอววววว  ทำไมรถมันเยอะมาก มายขนาดนี้เนี่ยะ แล้วจะหาที่จอดได้ป่าวก็ไม่รู้ (ดูรูปข้างบนเอาก็แล้วกัน ว่ารถเยอะขนาดไหน)

กว่าป๋มจะเอารถเข้าจอดในซอกที่เหลือแคบๆ ได้ ก็เหงื่อตกไปหลายหยด  ทั้งเพื่อน ทั้งนักท่องเที่ยวที่จอดรถอยู่อีกฝั่ง มากันเป็นครอบครัวใหญ่ คอยลุ้น ว่ามันจะไม่ไปชนตูดรถที่จอดอยู่ก่อน  เฮ้อ  .. "ไอ้รถที่จอดอยู่ข้างหน้า จะเดินหน้าให้หน่อยก็ไม่ได้ เว้นที่ไว้ตั้งเยอะ"  แอบบ่นในใจ แล้วยังบ่นออกเสียงให้เพื่อนฟังอีก



เราได้มุมกางเตนท์ที่ดูจะเป็นส่วนตัว ไม่ไกลจากจุดที่เราจอดรถ แถมอยู่ใต้ต้นพญาเสือโคร่ง แต่เป็นช่องลมที่ลมแรงเอามากๆ แต่จะว่าไป คืนนี้เดินไปทางไหนก็ลมพัดถึงแหล่ะ

ค่ำแล้ว ลมแรงอากาศเย็น แต่พวกเราก็อบอุ่น ด้วยมวลมิตร นั่งกินหมูกะทะกันหนุบหนับ หลังมื้อค่ำเราก็ยังนั่งคุยกันต่อรอบเตาอั่งโล่ ที่มีถ่ายแดงกรุ่น  อากาศเย็นแบบนี้ ปิ้งมือไปเรื่อยๆ ก็ดีนะ
ส่วนป๋มถือโอกาสอาบน้ำในเต้นท์ "ทิชชู่เปียก กะแป้งฝุ่นนี่ มันดีเจงๆ เล๊ยย"

ดึกแล้วทุกคนแยกย้ายกันเข้าเตนท์ เหลือป๋ม น้องเอ็ม เพื่อนแป๊ก และหมีพูห์ นั่งจิบน้ำขาว เคล้าดวงดาว ที่วันนี้ขึ้นสกาวเต็มท้องฟ้า 
"คืนนี้เราจะเคาท์ดาวน์เข้าปีใหม่กันก่อนมุดเตนท์นะ"
"อืมม  ก็ดี พอเข้าวันใหม่ปุ๊บ ก็มุดเตนท์ปั๊บเลยนะ"

 




นั่งคุยสรรพเพเหระ  มีลมหนาวพัดวูบมาเรื่อยๆ
....
...

"เฮ้ย กี่โมงแล้ว  ทำไมมันนานจัง"
" 5 ทุ่มแล้ว อีกชั่วโมงเดียว" เจ้าพูห์ ผู้ไม่ยอมให้ใครหนีไปนอนก่อน
"ง่วงแล้วอ่ะ หนาวด้วย นอนกันเหอะ"

"งั้นเราเคาท์ดาวน์ตามเวลามาเลเซียไม่ได้เหรอ  ป่านนี้เข้าปีใหม่แล้ว"
"ไม่ได้ เนี่ยะเราทรมานกันตอนเนี่ยะในปีก่อน  พอเข้าปีใหม่ปุ๊บ เราเข้าเตนท์ปั๊บ ก็ได้นอนสบายๆ ซุกในถุงนอนอุ่นๆ ในปีใหม่ ดูซิ เริ่มต้นปีใหม่ดีออกจะตาย"  เพื่อนพูห์กล่อม จนเพื่อนๆ คล้อยตาม

ผ่านไปไม่นาน ....

"เฮ้ย เหลืออีกนานมั๊ยเนี่ยะ"
"จวนแล้ว อีก 15 นาที"
"เฮ้ย นาฬิกาตายหรือเปล่า ไม่ใช่มันเดินไปเหลืออีก 5 นาทีแล้วก็ตายนะ  ป่านนี้เข้าปีใหม่แล้วม๊างง"
"บร้า  ...เจ้ก็"   คุยกัน เถียงกัน จนจำไม่ได้ว่าเป็นประโยคของใครบ้าง แต่บทสนทนาก็ประมาณนี้ จนในที่สุด ก็ 9 ...8...7...6...5...4...3...2...1  เย้. .. เย้ .. เย้ สวัสดีปีใหม่นะ  ขอให้มีความสุข

แถมด้วยเสียงจุดดอกไม้ไฟ 3 ลูก (เค้าเรียกอะไรก็ไม่รู้ ที่มันวิ่งขึ้นไปเฉยๆ แล้วก็วูบหาย คล้ายๆ ตะไล แต่ก็ไม่ใช่)   "เฮ้ยย ทำไมลูกมันมันมีเสียงจุดแล้วมันเงียบไปหล่ะ"
"อย่าตามด้วยเสียงคนร้อง "โอ๊ย" นะ  ม่ายงั้นมันแปลว่า แทนที่จะวิ่งขึ้นข้างบน ดันวิ่งไปโดนคนข้างๆ แทน 
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า"  เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขรับปีใหม่ 2551 หรือ 2008

แล้วเราก็แยกย้ายกันมุดเตนท์ใครเตนท์มัน 


ราวตี 5 ป๋มตื่นมาครั้งหนึ่ง  โอวว ว ว  พระจันทร์สว่าง ยังกะใครเปิดไฟระเบียงไว้ แต่ด้วยอากาศเย็นๆ นอนต่อดีกว่า  มาตื่นอีกทีก็สว่าง ง๊า  อดถ่ายรูปตอนอาทิตย์ขึ้นเยย

หลังจิบกาแฟ  ล้างหน้าล้างตาเสร็จ ป๋มก็คว้ากล้องกับขาตั้ง ออกตะเวนหามุมเก็บภาพไปเรื่อย มุมที่ป๋มชอบก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ ด้วยเพราะเต็มไปด้วยเตนท์ หรือไม่ก็เต็มไปด้วยรถ ครั้นจะถ่ายโดยไม่มีรถ มันก็ดูลอยๆ 

"ช่วยด้วยยยยยย......  ป๋มหามุมถ่ายรูปไม่ได้" 




  มุมกางเตนท์ ด้านในริมผา



มุมจอดรถ ริมถนน กับมวลหมู่เตนท์



มุมกลางทาง

แล้วทำไมป๋มต้องถ่ายตะแคงตามต้นไม้ด้วยเนี่ยะ

มุมเงย ๆ ที่ไม่ต้องเห็นลานจอดรถ


ฟ้าเริ่มแจ่มใส

แต่ไม่นาน...เมฆขาวๆ ก็เริ่มคืบคลานเข้ามา



อรุณรุ่งของปีใหม่ กับสาวน้อย

และหนุ่มน้อย



และกำแพงดอกไม้สีชมพู "พญาเสือโคร่ง"




"น้องหมี" ก็มาเที่ยวด้วยนาคร๊าบบบบ

เราถ่ายรูปโดยไม่เร่งรีบ จนท้องร้อง กรี๊ดกร๊าด ด้วยความหิว  นั่นแหล่ะ จึงค่อยเดินกลับไปหาอาหารลงไปลดความเกรี้ยวกราดของน้ำย่อย แล้วก็ค่อยๆ ทยอยเก็บเตนท์ และข้าวของ
"อ้าวเฮ้ย เหลือเตนท์ป๋มโด่เด่ อยู่เตนท์เดียวเหรอเนี่ยะ"
 

ไม่รอช้า ใช้เวลาไม่นานป๋มก็ย่อยทุกอย่างลงไปอยู่ในถุง และเป้ 40 ลิตร แล้วก็ค่อยๆ ทยอยขนของไปใส่รถ   ตอนนี้ถนนที่จอดรถเริ่มว่าง  แต่แดดสาย ๆ ก็ไม่ค่อยแจ่ม ท้องฟ้าวันนี้มีเมฆมาก


เก็บข้าวของเสร็จก็มาถ่ายรูปกันอีกรอบ  ทักทายกับนักท่องเที่ยวที่กำลังเก็บของ อืมมม คนนี้ที่เมื่อวานดูที่จอดรถให้เรา "พี่กลับหรือยังคะ"

"วันนี้กลับแล้วครับ  นี่ก็ออกเที่ยวมาตั้งแต่วันที่ 23 ธันวา แน่ะ"
"โห น่าอิจฉาจังเลย ไปไหนมาบ้าง  เมื่อวานพี่บอกว่าไปนอนที่ป่าสนวันจันทร์ก่อนมานี่"
"ใช่  ก่อนนั้นก็ไปแถวแม่จอนหลวง แม่ตะมาน ตะเวนไปทั่ว"

ฟังแบบนี้แล้ว ป๋มไม่ตาร้อนผ่าวก็ไม่รู้จะว่าไงดี  แง๊ แง๊ แง๊

 

 
ราว 11 โมงกว่า ๆ แคริบเบี้ยนสีดำ ก็พาป๋มมุ่งหน้าลงจากขุนแม่ยะ กับความรู้สึกเสียดายในใจ โธ่ ก็ถ้าป๋มอยู่ต่อ ดอยทั้งดอย อาจจะเป็นของป๋ม กับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ไม่กี่คน แต่ไม่ใช่ล้นหลาม กับลานจอดรถที่เต็มเอียดเป็นแน่  

ไปละคร๊าบบบบ  เย้ !!  

ระหว่างทางป๋มแวะจิบกาแฟที่ร้านแป้นเกล็ด ตรงปากทางเข้าน้ำตกหมอกฟ้า แล้วก็ถือโอกาสกินข้าวกลางวันซะเลย  พลพรรคที่ขับตามกันมา ก็แวะสรวลเสเฮาฮากันต่อ แต่โอ้โห ขนาดเราไปถึงเร็วกว่ากลุ่มอื่นๆ ยังรอกันนานมาก ๆ แล้วอาม่า อากง ที่ป๋มเห็นเค้ามาทีหลัง สงสัยรอกันเงก  เสียเวลาอยู่ที่นี่ราว ชั่วโมงเศษแน่ะ  



มุมด้านข้างร้านแป้นเกล็ด 

ราวบ่ายโมง ถึงได้ออกเดินทาง ตอนแรกกะจะแวะที่เขื่อนภูมิพล  แต่แบบนี้ท่าทางจะไปถึงค่ำ ก็เลยตกลงปลงใจ กลับเลยดีกว่า ไปแวะอีกที ก็แถวร้านกาแฟสด ตรงบ้านวังเจ้า เข้าเขตกำแพงเพชร บอกได้เลยว่า ตรงสี่แยกเมืองแตกกับกำแพงเพชร ดูท่าปั้มน้ำมันจะขายดีมาก ๆ เพราะเต็มแน่นทุกปั้มเชียว  เจ้าของปั้ม ปตท. ตรงแยกเมืองตาก ต้องมาช่วยลูกน้องบริการ บอกว่า

"ผมว่าเอาแบบช่วงธรรมดาดีกว่า นี่ยืนมาตั้งแต่เช้า ข้าวปลาไม่ต้องกินเลย"

"แหมมม นานๆ ที่ค่ะคุณลุง  สวัสดีปีใหม่ ไปก่อนนะคะ"


 

                อาทิตย์อัศดง เมื่อป๋มถึงเมืองตากพอดี  กลับถึงบ้าน ปิดทริปปีใหม่ 3 วัน 2 คืน ก็ราวเที่ยงคืน ย่างเข้าวันที่ 2 มค.51 ได้ ราว 5 นาที


ปีนี้ ทั้งที่ขุนช่างเคี่ยน  และ ขุนแม่ยะ อยู่กันคนละอำเภอ คนละจังหวัด แต่มีสภาพไม่ต่างกันคือ มีเมฆมาก  ฟ้าไม่ค่อยแจ่มใส  ขุ่นๆ มัวๆ 

ไม่เป็นไร ปีนี้ป๋มโชคไม่ดี แต่ปีหน้าคงเป็นวันของป๋มบ้างแหล่ะ  

มันก็เหมือนชีวิต ที่อะไรมันจะแจ่มใส สดใส อยู่ได้คนเดียวตลอดเวลา มันก็ต้องมีเรื่องเศร้า เรื่องเหงา เรื่องกลุ้ม เรื่องเฮฮา เรื่องบ้า เรื่องบอ เข้ามากวนใจ นั่นแหล่ะ...ถึงจะเป็นชีวิตที่มีสีสัน ...  ว่ามั๊ยฮับ

โดย vickie

 

กลับไปที่ www.oknation.net