วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลี้ลับ ... ในป่า


นับตั้งแต่ที่หันมาท่องเที่ยว แบบ"แบกเป้-เดินป่า" กินนอนแบบคนไม่มีบ้าน ส่วนใหญ่คนจะถามว่า เอาอะไรไปบ้าง ทำไมเป้หนักจัง "บางคนมาลองหยิบๆ จับๆ " เป้ใหญ่ๆ แบกไหวเหรอ"  สารพัดคำถาม  แม้กระทั่ง  ... ไม่กลัวผีเหรอ
"กลัวซิคร๊าบบบบบ   ถามมาได้"

ป๋มกะผี ไม่ถูกกันแต่ไหนแต่ไร แต่พอเข้าป่าทีไรก็มักลืมนึกถึงไปทุกที ก็มันเดินเหนื่อยหอบ พอถึงที่พัก เราก็ช่วยกันทำนู่น ทำนี่เสร็จ มานั่งคุย สรวลเสเฮฮา แล้วก็แยกย้ายกันนอน โดยไม่นึกถึงสิ่งที่มองไม่เห็น พอลงเปลก็หลับปุ๋ยยันเช้า

เส้นทางสายป่าที่ผ่านมา มักมีเรื่องราว"ลี้ลับ" เล่าขานต่อกัน และส่วนใหญ่เป็นเส้นทาง"ป่าใต้"  แต่ก็โชคดีที่แทบทุกป่า วิกกี้มารู้ หลังออกมาจากป่าแล้วทุกทีไป ซึ่งก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตัวเอง เพราะไม่ทำให้เกิดความกลัว  ยกเว้นที่นี่....


ใต้ร่มเย็น ดินแดนลี้ลับแห่งป่าใต้

"ใต้ร่มเย็น" อ.นาสาร จ.สุราษฎร์ธานี 2 เทรลเดินป่าขึ้นชื่อของที่นี่ คือ เขาหนอง - สันเย็น นักเดินป่า ที่ชื่นชอบการเดินป่าดิบภาคใต้ มักหาโอกาสมาเยือน วิกกี้เองก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้จะยังไม่หายขยาดทาก สารพัดสี สารพัดขนาด 

และแค่ทริปแรกก็จำไปนาน "สงกรานต์ปี 2547" กับวันหยุด 5 วัน 4 คืน ที่วิกกี้จัดการทริปใหม่ รวบ 2 เทรลเดินป่าเข้าด้วยกัน  จาก 3 วัน 2 คืน 2 ทริป เหลือทริปเดียว 5 วัน 4 คืน 
 " ขึ้นจากปลายแตะ อ.นาสาร - เขานันเมีย - เขาหนองยอด 1300 - ยอดสันเย็น -น้ำตก 357 อ.เวียงสระ"  

เจ้าหน้าที่ ที่จัดมาเดินกับเรา ต้องบอกว่าเป็นสุดยอดจริงๆ มีป๋าวิชัย , จ่าดอน, จ่าวับ, จ่าดำ และสมเกียรติ ส่วนเพื่อนร่วมขบวนการของวิกกี้ ก็เปลี่ยนไปตามแต่ใครจะว่าง

วันแรกที่ออกเดินทางรู้สึกได้ก็คือ เส้นทางเดินป่านี้โหดมาก ทากเยอะ ตัวใหญ่  ตายแน่ตรู และลงเอยด้วยการที่วิกกี้เดินปิดท้าย เพราะจะได้ถ่ายรูปไปด้วย 

2 คืนแรกผ่านไปโดยปกติ กระทั่ง เที่ยงของวันที่ 3 ของการเดินทาง ที่เราปีนต้นไม้ ส่องดูเทรลเดิน ก่อนจะตัดลง เป้าหมาย ไปกินข้าวเที่ยง ตรงธารน้ำตกด้านล่าง โดยที่วิกกี้กับเพื่อนอีก 2 คน คือ เปีย และต๋อง และจ่าวับ เดินปิดท้าย เรา 4 คน จะเดินทิ้งห่างกลุ่มแรกพอควร เพราะเราพักบ่อยกว่า จู่ๆ ก็ได้ยินเสียง พี่เปีย เรียกเจ้าต๋องดังขึ้น จนวิกกี้ต้องหันไปถาม"ต๋อง...พี่เปียเรียกทำไมเหรอ" ตอนนั้นคิดแค่ว่า ถ้าเหนื่อยก็พักก่อน 
"เจ้ ... เจ้ได้ยินพี่เปียเรียกเหรอ เฮ้ยย ผมขนลุกเลย"  เจ้าต๋องว่าขึ้นมา
"อืมได้ยินซิ" ป๋มยืนยัน
"เดี๋ยวถึงที่พักเล่าให้ฟัง" 

ระหว่างพักเที่ยง รีบทวงเรื่องเจ้าต๋องทันที
"เจ้จำตอนที่เราไปเดินดอยหัวเสือได้ใช่มั๊ย  พี่คนที่ขับรถไปส่งหน่ะ เขาก็เตือนว่า เวลาเข้าป่าเนี่ยะ ให้บอกเจ้าที่เสียหน่อย ก็แค่เอามือแตะพื้นอธิษฐานขออนุญาต ผมทำทุกวันเลยนะแต่วันนี้ลืมทำ พอนึกได้ก็เลยอธิษฐาน แล้วก็แตะพื้น  แต่พอผมแตะพื้น เจ้ก็หันมาทักทันทีเลย แล้วพี่เปียก็ไม่ได้เรียกอะไรซะหน่อย" 
ป๋มอึ้ง ๆ ๆ แล้วอึ้งหนักไปอีก เพราะกินข้าวเสร็จ กำลังถ่ายรูปเพลินๆ ก็หันไปเห็นป้ายที่ติดอยู่กับต้นไม้อีกฝั่งว่า "ป่าชุมชนต้นน้ำกรุงชิง"  นี่เราเดินหลังเข้ามาในเขต นครศรีธรรมราชแล้วเหรอเนี่ยะ

"คราวนี้ ป๋าวิชัยเดินนำ พร้อมกับทุกคนที่ห้ามทิ้งช่วงเด็ดขาด เพราะเส้นที่จะตัดไปนี่ แทบไม่มีใครเคยผ่าน ข้อสำคัญคือ เนินสันเขาที่เบียดบังกัน ทำให้เรามองไม่เห็นกันง่ายๆ ขนาดห่างกันไป ไม่ถึง 5 เมตร ก็ไม่รู้ว่าวกไปทางไหนแล้ว เพราะทางรก ป๋าวิชัยถึงขั้นปาดเหงื่อไป ฟันทางไป 

"เจ้เชื่อมั๊ย ตลอดเส้นนี้ ผมได้ยินเสียงพี่เปีย คุยหนุงหนิงอยู่ข้างหลังตลอดทางเลย แต่พอหันไปดู ก็ไม่เจอใคร" โตมอญเล่าให้ฟัง
"อ้าว ...พี่เปียน่ะ เดินแทบจะปิดท้ายเลยนะ ส่วนคุณหน่ะเดินก๊วนหน้า ห่างกันตั้งไกล" วิกกี้แย้ง แล้วก็ให้ยินดีที่ไม่ได้ยิน  

เราทุกคนเดินจ้ำกันจนข้ามไป 2-3 เนินแล้ว ทางรกและชัน จนตัดลงหุบที่ 3 อากาศเริ่มอบอ้าว คิดว่าไม่นานก็พลบค่ำ  คืนนี้อาจจะมีฝนตก แต่ตอนนนี้เรายังอยู่ในเขต นครฯ อยู่เลย เอาเป็นว่าเดินให้ได้ระยะมากที่สุด แล้วหาแหล่งน้ำ หาที่พัก 

ราว 5 โมงเย็น เราตัดลงไปถึงหุบ ที่ได้ยินเสียงน้ำ เจ้าแอ้ม(สีฟ้า)ที่เดินมากับพี่เปีย บอกว่า พี่เปียเป็นผื่นบวมเต็มเลย โดนมดตัวใหญ่ๆ กัดแล้วแพ้ เหมือนจะไข้ขึ้น .... สุดท้ายเราเลยเลือกพักกันที่นี่
แถมกางฟรายชีต กางเปลยังไม่เสร็จ ฝนก็เริ่มลงเม็ด ยิ่งทำให้เราต้องเร่งจัดการสัมภาระโดยไว ก่อนจะเปียกปอนกันหมด

วิกกี้ได้ทำเลผูกเปลกำลังเหมาะ ฝั่งหนึ่งต้นใหญ่พอประมาณ อีกด้านต้นเล็กๆ แต่มี 2 ต้น ไม่เป็นไร ใช้เชือกผูกโยงถ่ายน้ำหนัก ไม่นานเปลเล็กๆ  พร้อมฟรายชีตก็กางเสร็จสรรพ คราวนี้ฝนตกลงมาค่อนข้างหนัก วิกกี้นั่งรอเพื่อนในเปล ปอกฟักทองไปด้วย เพื่อเตรียมอาหารเย็น กว่าเพื่อนจะจัดการสลัมเปลเสร็จ ก็เริ่มมืด ฝนซาไปทุกขณะ แต่อากาศก็ยังอบอ้าวจนรู้สึกได้ 

"เฮ้ยโตมอญ เย็นนี้ไม่กินข้าวนะ จะนอนแล้ว" วิกกี้ตะโกนบอกเพราะเริ่มรู้สึกเหนื่อยล่า อยากนอน ถึงตอนนี้เห็นแล้วว่า เปลของตัวเอง ห่างพรรคพวกเอาการ แถมอยู่โดดๆ เยื้องไปด้านหนึ่ง สลัมเปลของเพื่อนๆ 4 คน ถัดมาหน่อยเป็นคอนโด 2 เปล  และเยื้องมาด้านขวา เป็นสลัมเปลของเพื่อนอีก 3 คน และเจ้าหน้าที่ 5 คน 

หัวค่ำ โตมอญ ลงมือทำกับข้าวให้ โดยที่พวกเรานั่งคุยกันในที่ฟรายชีตกลาง เป็นลูกมือไปด้วยครั้นมองไปที่เปลของตัวเอง " ทำไมมันมืดจัง"  ไม่ใช่แค่คิด แต่ปรารถออกมาดังๆ จนเพื่อนหลายคนบอกให้ย้ายมาผูกด้วยกัน  แต่ตัวเองก็ยืนยันว่านอนได้ สบายมาก

ยิ่งพอมืด ยิ่งมองไม่เห็นเปลตัวเอง 
"คืนนี้จะกล้าเดินไปนอนมั๊ยเนี่ยะ  ทำไมอากาศมันไม่สบายตัวเลย" วิกกี้นึกในใจ  โดยไม่พูดออกไป เพราะรู้ว่า ถ้าพูด จิตของตัวเองจะอ่อนทันที และเพื่อนๆ อาจจะขวัญเสีย

เรากินข้าวเย็นกันไป พูดคุยกันไป จนอาหารลำเลียงลงท้อง ฝนซาลงไปทุกที วันนี้ดูท่าทุกคนจะนอนเร็ว พี่เปียกินยาลงเปลหลับไปแล้ว โตมอญกับน้องอีก 3-4 คน ขอตัวไปนอนก่อน ที่เหลือนั่งคุยกันออกรส  สักพักใหญ่ ก็เหมือนมีอะไรทิ้งตัวลงมาตรงเหนือฟรายชีต จ่าวับคว้าปืนขึ้นลำ พร้อมกับสั่งพวกเราเงียบ ถึงแม้จะไม่บอก พวกเราทุกคนก็เงียบโดยไม่ได้นัดหมาย ใจเต้นตึกตัก อะไรหว่า ไม่เห็นตัว  พักหนึ่ง จ่าวับจึงปลดเซฟ เอาปืนเก็บที่ บอกไม่มีอะไรแล้ว

"ไม่มีอะไร กิ่งไม้มันหัก แต่ลงมาไม่ถึง"  ป๋าวิชัยหรือจ่าวับ ไม่แน่ใจที่พูดขึ้น เมื่อเราถามไถ่กัน
"ไม่ต้องหลอกน่า ลมก็ไม่มีซะหน่อย ถ้าเป็นกิ่งไม้มันหักตอนฝนตกหนัก ลมแรงไปแล้ว" วิกกี้พูดจบก็ไม่เซ้าซี้ต่อ เพราะพอจะเข้าใจแล้ว แถมหูยังแอบได้ยินป๋าวิชัย พูดกับ สมเกียรติที่ผูกเปลติดกัน "นี่ถ้าไม่หยุดก็ลงมาตรงเปลผมพอดีเลยนะ"




ป๋มได้แต่ครุ่นคิดในใจ เดินป่ามาก็เยอะ แต่ไม่เคยรู้สึกอึดอัด อากาศทึบๆ แบบนี้เลย แต่ไม่กล้าปริปากบอกใคร  แม้ช่วงหนึ่งที่อดบ่นเรื่องเปลตัวเองอยู่ไกลชาวบ้านไม่ได้ ถ้าไม่ส่องไฟไป มองไม่เห็นเปลของวิกกี้จริงๆ ทั้งที่ผูกห่างไปราว 5 เมตร อะไรมันจะมืดได้ขนาดนั้น แถมฝนพรำๆ อีก  

"พี่สุริย์ แลกเปลกัน" 

"โหยย ไม่เอา  ผมกลัวจะตาย  เจ้ย้ายเปลมาผูกตรงนี้ด้วยกันดีกว่า เดี๋ยวผมไปช่วยย้าย"  พี่สุริย์บอก

คิดไปคิดมา ป๋มก็ยังชอบนอนเดี่ยวๆ มากกว่า ก็เลยว่า ไม่เป็นไร เพราะที่ผ่านมา พอลงเปลก็หลับยันเช้า คราวนี้ก็คงเหมือนกัน  และแม้จะคิดแบบนั้น  แต่ก็รู้สึกหวั่นๆ ในใจ "อืมมคืนนี้มันแปลก"  มันเป็นความรู้สึกที่บอกใครไม่ได้ แต่มีคนหนึ่งที่พูดเหมือนรู้ใจ

"เจ้ ผมว่าเจ้มานอนเปลผม แล้วผมไปนอนเปลเจ้แล้วกัน" จ่าดอนพูดขึ้น

"ไม่ได้หรอก ต้นไม้มันเล็กมาก จ่าดอนตัวใหญ่ ต้นไม้มันรับน้ำหนักไม่ไหว  วิกกี้นอนได้"

"งั้นเดี๋ยวผมไปผูกเปลนอนข้างๆ แล้วกัน"  จ่าดอนยังเสนอแนะ

"เฮ้ยไม่ได้ ต้นไม้ตายพอดี  ไม่เอา ไม่เอา วิกกี้นอนได้ เชื่อดิ"

จ่าดอนไม่ว่าอะไร  ตอนนี้เพื่อนๆ หลายคนลงเปลกันแล้ว แต่ป๋มก็ยังอยู่โยงพูดคุยกับจ่าดอน แล้วคำพูดหนึ่งที่หลุดออกมา ทำเอาวิกกี้ ตกลงปลงใจในทันทีเช่นกัน

"ผมว่าคุณวิกกี้ย้ายเปลเถอะ คืนนี้มันวังเวง"

"โอเคค่ะ คิดเหมือนกันเลย ย้าย...." พูดไปขนลุกซู่ไป

"พี่สุริย์  พี่สุริย์  ตื่นๆ ๆ ไหนว่าถ้าวิกกี้ย้ายเปลจะช่วยไง"

เรียกด้วย เขย่าด้วย พี่สุริย์ก็ตื่นมาช่วยขยัยเปลของแกเข้าไปใต้ไฟล์ชีต เพื่อจะเหลือที่ให้ป๋มผูกเปล  ตอนป๋มเดินไปเก็บเปลก็รู้สึกได้เลยว่า มันมืดมาก ขนาดขอทำธุระส่วนตัวก่อน ยังแทบไม่ต้องไปไกลๆ เลย  

"คุณวิกกี้ เปิดไฟตะเกียงไว้ทั้งคืนนะ ... อย่าปิด" จ่าดอนบอก ก่อนจะไปผูกเปลนอนแทนที่วิกกี้
"ค่ะ ไม่ต้องห่วง"  มิน่าพี่อ็อด นักเดินป่ารุ่นปรมาจารย์ ย้ำหนักย้ำหนาว่าป่าที่นี่ จำต้องต้องเอาตะเกียงไปนะ เทียนที่วิกกี้ชอบเอาไปหน่ะไม่พอ    

คืนนั้น วิกกี้นอนหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน ฝนตกพรำ ๆ แต่กลับไม่รู้สึกสบายตัว อากาศอับๆ ตลอดคืน จนรุ่งเช้า ....

"เจ้ เมื่อคืนเจ้ลุกขึ้นมานั่งทำไม"  โตมอญทักขึ้นมา 

"เปล่า เจ้ย้ายเปลมาผูกตรงพี่สุริย์นี่แล้ว" วิกกี้บอกไป

"ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เห็นเจ้นั่งห้อยขาอยู่ที่เปลหน่ะ"
   โตมอญพูด เพราะไม่รู้ว่าเมื่อคืนมีการสลับที่นอนกัน งั้นก็ต้องจ่าดอนซิ

แต่วิกกี้ฟังแค่นั้นก็ขนลุกซู่  ถ้าเกิดยังนอนอยู่ตรงนั้น แล้วจิตไม่แข็งพอ ก็อาจจะเจอ....
"แล้วเจ้รู้มั๊ย เมื่อคืนนี้ ผมก็โดน" โตมอญเล่าต่อ 
"โดนยังไงเหรอ"
" ตอนที่ผมเงยขึ้นมาจากเปล ก็มองไปรอบๆ หน่ะ ก็เห็นคนนั่งห้อยขาตรงเปล  ก็ไม่ได้นึกอะไร นึกว่าเป็นเจ้ มองไปอีกกลุ่มก็เงียบ ผมก็ล้มตัวลงนอนต่อ ตอนนั้นแหล่ะ ก็มีลมมาเป่าตรงกระหม่อมแรงมากๆ  เหมือน ตอนที่ผมเป่าเทียนที่จุดตรงโค่นต้นไม้ดับก่อนนอนหน่ะ"
"ลมพัดพอดีหรือเปล่า"
"ไม่หรอกเจ้  ผมเป่าเทียนที่จุดไว้หน่ะ มันก็ไกลอยู่นะ ก็เป่าแรง แล้วก็รู้สึกเลยว่า แรงที่เป่ากระหม่อมหน่ะ มันแรงเหมือนคนเป่า" แต่ผมไม่กลัวไง ก็หลับต่อ

คนพูดไม่กลัว แต่วิกกี้จนลุกซู่ไปแล้ว    .......   และเรื่องราวของทริปนี้ ก็เป็นที่โจษขาน ทั้งเรื่องการเดินหลงเทรลข้ามจังหวัด แต่ก็โชคดีที่ขากลับ ได้เจอหลักเขต อยู่ในสันเขา แบ่งระหว่างจังหวัดสุราษฎร์ธานี กับ นครศรีธรรมราช ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่า เคยได้ยินชาวบ้านพูดว่ามี แต่ไม่เคยมีใครเจอ  และเส้นนี้ วิกกี้เรียกมันว่า "เส้นเขาหลง"




แล้วป่านี้ก็เวียนมาอยู่ใน list อีกครั้ง ช่วงสงกรานต์ปี 49 กับเส้นทาง
"น้ำตกดาดฟ้า - เขาหนอง ยอด 1500 - ยอด 1300 -เขานันเมีย-ปลายแตะ" กับเจ้าหน้าที่ชุดเดิม คนเคยเดินป่านี้ มีวิกกี้กับเพื่อนอีกคน ส่วนที่เหลือล้วนแต่เคยได้ยินเรื่องราวที่โจษขาน 

เจอหน้ากัน เราหยิบยก ทริปเขาหลง มาพูดคุยกัน แล้วก็รู้เพิ่มเติมว่า คืนนั้นจ่าวับก็ฝันแปลก โดยฝันว่า หุบตรงที่เราหลงไปนอนกันนั้น เป็นหมู่บ้าน เหมือนเราเดินเข้าไปในตลาด จ่าวับก็ถามคนที่นั่น เล่าให้เค้าฟังว่าพวกเราเดินหลงกันมา จะกลับไปสุราษฎร์ ไปทางไหนดี ซึ่งเค้าก็ชี้ทางให้
"ทางที่เค้าชี้นั่นแหล่ะที่ป๋มพาเดินข้ามธารน้ำมา แล้วก็เดินมาถูกทางจริงๆ 
ผมงี้ขนลุกเลย"
 "แต่ถ้าไปอีก ไม่เอาที่ทำเลแบบนั้นแล้วนะ ยังไงก็เดินให้เล่นตรงนั้นไป" 
"ไม่เป็นไร คราวนี้ก่อนกางเปล เดี๋ยวให้ป๋าวิชัยดูทิศทางให้ ป๋าแกมีเซนส์" 
 
" อีกวิธีหนึ่งคุณวิกกี้ เค้าบอกว่า ก่อนนอนให้เอามีดปักหัวเปลก็ได้ คล้ายๆ กับสะกดไว้" จ่าวับพูดต่อ
ยิ่งพูดยิ่งขนลุก "ไม่เป็นไร ขออย่าทักเวลาเข้าป่าเป็นพอ" 

และคืนที่วิกกี้จำไม่ลืม ก็คืนแรกเลย ซึ่งวิกกี้เดินถึงที่พักเกือบจะสุดท้าย เพราะช่วงก่อนถึงที่พัก แวะเก็บลูกนาง ที่ร่วงอยู่เต็มพื้น กะว่าเอาจิ้มน้ำพริก เพราะเมื่อกลางวัน กินที่ป๋าวิชัยส่งให้ อร่อยดี 

ถึงที่ตั้งแคมป์ หาทำเล วางเป้ กางเปลในมุมส่วนตัวเสร็จ 
"อ้าว  เรามาอยู่นอกวงล้อมอีกแล้ว"  ไกลออกไปราว 2 เมตร มีต้นไม้ใหญ่มากๆ อยู่ต้นหนึ่ง แต่ดูทำเลแล้ว น่าจะไม่มีปัญหา แถมมีต้นไม้ให้ผูกเชือกทำราวตากผ้าส่วนตัวอีกด้วย 


คืนนั้น หลังมื้อค่ำ เราแยกย้ายกันไปนอนเมื่อเริ่มดึก แต่ป๋มดันเกิดอยากจะต้องทำธุระ กลางดึกซะนี่ เลยขอยืมมีดจ่าวับไปขุดดิน พอเสร็จธุระ เอามีดมาคืน 
"เจ้ ไม่ต้องหรอก เจ้เอาไปปักหัวเปลเถอะ" จ่าวับพูดขึ้น
"จ่าว๊าบบบบบ   ไม่น่าพูดเลย" วิกกี้ท้วงขึ้นมา พร้อมกับใจกระหวัดไปถึงเหตุการณ์คราวที่แล้ว  แล้วก็รู้เลยว่า ตอนนี้ตัวเองเริ่มเกิดความรู้สึกกลัว แต่ไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่ฉายไฟ เดินกลับไปที่เปล เอามีดปัก ก่อนจะขึ้นเปลนอน  ยังอุ่นใจว่า วิกกี้ผูกราว ไว้ตากผ้ากั้นระหว่างเปลกับต้นไม้ใหญ่ อย่างน้อยมองออกไปนอกเปลก็จะเจอราวผ้าก่อน หรืออะไรเดินมาจะต้องติดราวผ้าก่อน  ว่าแล้วนอนดีกว่า ดับไฟฉาย ซุกไว้ในถุงนอน เผื่อหยิบฉวยได้ง่าย ไม่นานก็ผลอยหลับไป

แล้วจู่ๆ ก็ต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก  เสียงหายใจดังมาก อยู่ข้างๆ หู ตรงหัวเปลนี่เอง  ใจเต้นตึกตั๊ก คิดไปต่างๆ นาๆ  ตอนนั้น รู้สึกตัวตื่นเต็มที่ กลัวมาก แต่อย่างหนึ่งที่จะไม่ทำเด็ดขาด คือการลงจากเปล  ระหว่างที่คิดกลัวว่าต้องเป็นสิ่งลี้ลับ แต่อีกใจก็นึกไปว่า อาจจะเป็นสัตว์ป่าที่ลงมาคุ้ยหาอะไรกิน ตรงโค่นไม้ใหญ่ เมื่อกลัวทั้ง 2 อย่างก็ต้องตัดสินใจดูให้รู้เรื่องกันไป เลยตัดสินใจ เอาไฟฉายส่อง

ความมืดตอบกลับมา แม้จะเปิดไฟฉายแล้ว 
"ไฟฉายไม่ติด" ป๋มรีบหดมือกลับเข้ามาในถุงนอน
"ก่อนลงเปลยังใช้ไปทำธุระอยู่เลย มันยังใช้การได้อยู่เลย ตอนเดินมาลงเปลก็ฉายไฟมา"

เสียงหายใจใกล้ๆ หู ยังดังอยู่ เสียงเหมือนคนหายใจแรงๆ แต่ไม่ใช่เสียงกรนแน่ๆ ลองเปิดไฟฉายส่องไปดูอีกที ...ไม่ติด...  ตอนนี้จิตใจเริ่มไม่ดี แต่จะให้นอนคงไม่หลับแน่ แล้วมันทรมานสุดๆ ในสภาวะแบบนี้ ขณะที่อีกใจหนึ่งก็ยังคิดว่าอาจจะเป็นสัตว์ป่า ...  เป็นไงเป็นกัน  ว่าแล้ว ก็โผล่จากถุงนอน ที่มักจะรูดตรงหมวกคลุมหัวไว้ด้วย มือหนึ่งดึงขอบเปลเพื่อยกตัว ....ผินหน้าไปดู  โอววว พระเจ้า.....

สิ่งที่เห็น เป็นภาพสีเทาๆ ของผู้ชาย ผมเกรียน ๆ ใส่เสื้อคล้ายม่อฮ่อม นั่งชันเข่า 2 ข้าง อยู่ข้างๆ หัวเปล แต่เค้ามองตรงไปข้างหน้า  

วิกกี้แทบช็อก รีบหดตัวลงเปล พร้อมกับตะโกน  "ชะ  ชะ... ชช วววว  ยยย "
" ชะ ชะ ชว ยยย ย ด ดะ ดะ"
"ช่วยด้วยย"   พยายามอยู่ 3 ครั้งถึงออกมาเป็นคำพูด  แต่คิดว่าคงไม่ดังมาก แต่เสียงนั้นก็เงียบหายไป  พร้อมๆ กับ ความเขินอายผุดขึ้นมาแทน

"ตะโกนทำไมฟระ  เสียฟอร์มหมด"  ผงกหัวมองไปทางเปลอื่นๆ ก็เห็นเงียบกันหมด เอาหวะ อย่าได้ยินก็แล้วกัน  เขินเว้ย ... แต่ก็ได้ผล  เสียงหายใจเงียบไปแล้ว ...
นอนใจตึกตั๊กไม่นาน ก็ผลอยหลับไป

"เมื่อคืนนี้เจ้โดนหว่ะ มานั่งชันเข่า หายใจอยู่ข้างหัวเปล"  เล่าให้เพื่อนฟังระหว่างจิบกาแฟ ตรงโขดหินริมหน้าผา

"เค้าหายใจดังมาก เจ้ก็เลยเอาไฟฉาย ฉายไปดู ไฟฉายไม่ติดหว่ะ ลองตั้ง 2 ครั้ง จนสุดท้ายเพราะกลัวว่าจะเป็นสัตว์ด้วย ก็เลยหันไปมอง แล้วก็เจอนั่งอยู่ หันมาตะโกนให้ช่วยเลยอ่ะ ตะโกนเสร็จ อายหว่ะ" 

"เฮ้ย เสียงหายใจมาอีกแล้ว" สะดุ้งสุดตัว พร้อมกับความมืดรอบตัว
"นี่เราฝันไปเหรอ" มันย้อนเหตุการณ์ที่ผ่านไป เหมือนบันทึกซ้ำได้เหมือนจริงมาก
เสียงหายใจแรงๆ ยังได้ยินเด่นชัด ที่นี้ จะทำยังไงดี  ไม่กล้าจะโผล่หน้าจากถุงนอน
ทำไงดี ความรู้สึกสารพัดประดังประเดเข้ามา ... กลัว ... ง่วง ... ห่วงจะเดินไม่ไหว ก็พรุ่งนี้จะเป็นช่วงที่เดินหนักที่สุด ขึ้นยอด 1500 ที่ทางชันโคตรๆ แล้วยังต่อไปยอด 1300 อีก  

"เอางี้แล้วกัน พี่จะนั่งก็นั่งไปเถอะ แต่อย่าหายใจเลย หนูกลัว นอนไม่หลับ แล้วถ้าไม่นอน พรุ่งนี้หนูก็จะเดินไม่ไหว เป็นภาระให้เพื่อนๆ อีก " วิกกี้นึกในใจ เพราะกลัวจนไม่รู้จะทำยังไง และเมื่อความกลัวเรื่องเป็นภาระเพื่อนๆ มีมากขึ้น สุดท้ายเลยต้องนึกในใจแบบนั้น

รู้แค่ว่า หลังจากนั้นไม่นาน ตัวเองก็ผลอยหลับ ไปยันเช้ามืด ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ลงมาส่องสัตว์ บอกมีสัตว์ลง แต่คนละด้านกับที่เปลวิกกี้เลยนะ  แล้วพอหันไปมองหัวเปลอีกที ก็เจอราวตากผ้า เสื้อกับกางเกง ก็แขวนบังอยู่ แล้วทำไมเมื่อคืนไม่เห็นราวตากผ้าหล่ะ

เช้ารุ่งขึ้น วิกกี้ได้แต่พูดขึ้นมา เมื่อเอามีดไปคืนจ่าวับ "ถ้าเมื่อคืนไม่ทัก วิกกี้คงไม่โดน" 
ป๋าวิชัยถามทันที ที่เจอลักษณะเป็นอย่างไร"
ป๋มเล่าให้ฟัง ก็ได้ความว่า คงเป็นคนละคนกับที่ป๋าวิชัยเคยเจอ  
ง๊า คราวหน้า  ไม่ต้องพามานอนแถวนี้นะคร๊าบบบบ 
 
เจ้กางเปลขวางทางเดินหน่ะ"

"ไม่นะ วิกกี้ดูแล้ว ก่อนกางเปลหน่ะ  ตรงนี้ไม่ใช่เทรลนะ  แล้วก็ไม่มีกิ่งไม้พาดด้านบนด้วย"

เรื่องกิ่งไม้พาดด้านบน บางคนอาจจะไม่รู้  แต่เพื่อนเดินป่าคนหนึ่งของวิกกี้เคยเตือนให้ระวัง เพราะอาจจะเป็นชิงช้าของใครบางคนยามดึกๆ ดังที่เค้าเคยเจอมาแล้ว 

"เจ้ ตรงนี้มันเป็นเทรลเก่าหน่ะ  แต่ตอนนี้ไม่มีคนเดิน มันก็เลยรกๆ " เสียงจ่าวับ แทรกเข้ามาในห้วงความคิด

หรือที่แท้  ....  ตรงนั้นเป็นเทรลเก่า ที่วิกกี้ไปขวางทาง(โดยไม่ตั้งใจ) บวกกับขวัญอ่อนก่อนนอน


แต่แล้วคืนที่ 2 ก็ต้องไปนอน จุดที่เจ้าหน้าที่บอกว่า "ไม่อยากพามาเลย เพราะตรงนี้เค้าโดนกันประจำ แบบมาเป็นวงสนทนาเลย"
 แต่ด้วยเพราะไม่อาจจะหาแหล่งน้ำตรงอื่นได้ เมื่อคืนป่าวิชัยเลยเปิดวิทยุกล่อมทั้งคืน คืนนี้วิกกี้กลับหลับสบาย และจะว่าไปตรงจุดนั้น วิกกี้กลัวทากมากกว่า เพราะเยอะมาก ขนาดยอมถอดถุงกันทาก ก็เมื่อตอนขึ้นเปลนอน  

จนป่านนี้.... วิกกี้ก็ยังจำภาพผู้ชายคนนั้นได้ติดตา  แต่กลับไม่รู้สึกกลัวเค้า แต่ถ้าให้ดี อย่าเจอกันอีกนะ บรื๋อออออออออ  แล้วสงกรานต์นี้ ปี 51 นัดก๊วนเดิมไว้ เราจะไปสานต่อเส้นทาง"เขาหลง" ให้จบ

"ปลายแตะ - นันเมีย - (เขาหนอง 1500) - เขาหนอง1300 - สันเย็น- น้ำตก 357 " 

ใครจะไปกับป๋มบ้าง


 
มุมบันได บ้านชายป่าปลายแตะ

รอติดตามเรื่อง ลี้ลับ... ในป่า ... ตอนต่อไปนะฮับ 

โดย vickie

 

กลับไปที่ www.oknation.net