วันที่ อังคาร มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตัวเลขในอนุกรมเลข "Fibonacci" เปรียบกับเรื่องทาง "ธรรมะ" ได้กับเรื่องใด?


จริงๆแล้วตัวหนูเองเพิ่งเป็นคริสเตียนนะค่ะ

แต่ก็ยังศึกษาศาสนาพุทธอยู่ด้วย โดยเฉพาะเรื่องของหลักธรรม

วันนี้เลยมีอะไรมาฝากนิดหน่อย

ตัวเลขในอนุกรมเลข "Fibonacci" เปรียบกับเรื่องทาง "ธรรมะ" ได้กับเรื่องใด?

1 .. 2 .. 3 .. 5 .. 8 .. 13 .. 21 .. 34 ... เป็นอนุกรมเลข Fibonacci
เพื่อนๆ "ลองเปรียบเทียบ" หลักการดังกล่าว กับเรื่องทางศาสนาหรือ
ธรรมะได้ในข้อใดบ้าง ให้คำอธิบายด้วยนะค่ะ(ใบ้ว่า "โซ่" ละกันนะ)

คำตอบก็คือ 

ปฏิจจสมุปบาท

คงจะเทียบได้กับหลักปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นหลักธรรมที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการเกิด การดําเนินไป และการดับไปของชีวิต รวมถึงการเกิด-การดับแห่งทุกข์ด้วย ในกระบวนการนี้สิ่งทั้งหลายจะเกิดขึ้น เป็นอยู่และดับลงไปในลักษณะแห่งความสัมพันธ์กันเป็นห่วงโซ่ เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกันในรูปของวงจรกล่าวคือ เป็นกระบวนแห่งความสัมพันธ์กันเป็นห่วงโซ่ ในกระบวนแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้นไม่มีส่วนไหนเป็นปฐมกรหรือปฐมเหตุ เพราะกระบวนการของชีวิตเป็นวัฏฏะแห่งกิเลส กรรม วิบากซึ่งกลายเป็นวัฏสงสาร
ในสังยุตตนิกาย พระพุทธองค์ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทในฐานะเป็นตัวสภาวะหรือกฏของธรรมชาติ ซึ่งเป็นหลักความจริงที่อยู่โดยธรรมดา ทรงแสดงกระบวนการดับเรียกว่า นิโรธวาร ดังนี้
๑.เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี : อิมัสมิง สะติ อิทัง โหติ
เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น : อิมัสสุปปาทา อิทัง อุปปัชชะติ
๒.เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี : อิมัสมิง อะสะติ อิทัง นะโหติ
เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับไปด้วย : อิมัสสะนิโรธา อิทัง นิรุชฌะติ
อนึ่ง ปฏิจจสมุปบาทในฐานเหตุ-ปัจจัยแห่งกันและกัน มี ๑๒ องค์ประกอบคือ
๑.อวิชชา
๒.สังขาร
๓.วิญญาณ
๔.นามรูป
๕.สฬายตนะ
๖.ผัสสะ
๗.เวทนา
๘.ตัณหา
๙.อุปาทาน
๑๐.ภพ
๑๑.ชาติ
๑๒.ชรามรณะ
พระพุทธองค์ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทว่า มีความสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันเกี่ยวโยงเป็นห่วงโซ่ตลอดสาย ดังนี้
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย
เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ โสกปริเทวะ ทุกขโทมนัสอุปายาส ทั้งหลายจึงเกิดขึ้นครบถ้วน ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท

ที่มา:

จากหนังสือ ศาสนศาสตร์ โดยรองศาสตราจารย์ ดร.เดือน คําดี
ภาควิชาปรัชญาและศาสนา
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โดย จันทรกลา

 

กลับไปที่ www.oknation.net