วันที่ เสาร์ เมษายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เจาะฐานพลังงานพม่า : ขุมทรัพย์น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ


             

                   เพื่อเป็นการต่อเนื่องที่ผมได้นำเสนอเรื่องพลังงาน – เขื่อนในประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อให้ครบองค์ประกอบของเรื่อง จะลืมไม่ได้หากไม่ได้กล่าวถึงพม่านับเป็นประเทศหนึ่งที่มีขุมพลังงานอยู่มหาศาลติดอันดับต้น ๆ ของอาเซียน ขนาดที่อินเดีย รัสเซีย เกาหลี และจีน หรือแม้กระทั่งไทยจ้องผลประโยชน์จากขุมทรัพย์พลังงานในประเทศพม่าอย่างตาเป็นมัน ซึ่งมีทั้งก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ

                จากรายงานล่าสุดจากกระทรวงพลังงานของพม่าและบริษัทปิโตรไชน่าของจีนร่วมลงนามในข้อตกลงที่พม่าจะขายก๊าซธรรมชาติจากหลุม A1 ในอ่าวเบงกอล  (อยู่ทางตะวันตกของพม่า) ให้แก่จีนเป็นเวลากว่า 30 ปี ซึ่งชนะทั้งอินเดีย และไทย  ซึ่งจากการประมาณการล่าสุด ในแปลงสำรวจ A1 ที่ครอบคลุมหลุมฉ่วย กับ หลุมฉ่วยเปียวนั้น คาดว่าจะสามารถผลิตนำก๊าซขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 635 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยจะเริ่มส่งก๊าซธรรมชาติผ่านท่อส่งก๊าซธรรมชาติทางบกเข้าสู่มณฑลยูนนาน (อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน) ความยาวกว่า 900 กิโลเมตร ในปี 2552 และจะส่งผ่านไปยังเมืองฉงชิ่ง ซึ่งเป็นเมืองที่ผลิตมอเตอร์ไซด์และรถยนต์ของจีนที่ใหญ่อันดับต้น ๆ  

                ซึ่งก่อนหน้านี้ นายหวงฉีฝาน รองผู้ว่าการเมืองฉงชิ่ง ก็ได้ออกมารับรองข่าวดังกล่าวหลายครั้ง โดยได้เน้นย้ำว่า “จีนกับพม่าได้เซ็นสัญญาความร่วมมือทางด้านพลังงานกันไปแล้ว นอกจากนั้น บริษัท ไชน่า เนชันแนล ปิโตรเลียม คอร์ปอเรชัน หรือซีเอ็นพีซี ก็ได้ครอบครองกรรมสิทธิ์แหล่งก๊าซแห่งหนึ่งในพม่าแล้ว ในอนาคต จะมีการส่งน้ำมันดิบราววันละ 10 ล้านบาร์เรล มายังฉงชิ่ง แล้วกระจายจากฉงชิ่งส่งต่อไปยัง เหอหนัน เหอเป่ย หูหนัน หูเป่ย และเซี่ยงไฮ้ ซึ่งจะทำให้เมืองฉงชิ่ง นอกจากจะได้ใช้พลังงานจากพม่าแล้ว ยังเป็นจุดส่งผ่านพลังงานไปยังจุดอื่นๆอีกด้วย”

                ก่อนหน้านี้ทั้ง อินเดีย จีน และ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิต จำกัด (มหาชน) ของไทย รวมทั้งกลุ่มแดวู จากเกาหลี ได้แข่งกันเสนอราคาขอซื้อก๊าซใน 2 แปลงดังกล่าวจากพม่า ทุกฝ่ายยกเว้นเกาหลี ได้เสนอสร้างระบบท่อส่งก๊าซจากแหล่งชายฝั่งพม่ากลับไปยังประเทศของตน
                โดยบริษัทเกาหลีใต้ที่นำโดยแดวูอินเตอร์เนชั่นแนล เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 60% ในแปลงสำรวจขุดเจาะ A1 และ A3 ซึ่งประกอบด้วยหลุมฉ่วย (Shwe) ฉ่วยเปียว (Shwe Pyu) กับหลุม (Mya) นอกชายฝั่งรัฐยะไข่ (Rakhine) ของพม่า แดวูได้ประกาศการค้นพบก๊าซปริมาณมหึมาใน 2 แปลงดังกล่าว ปริมาณได้รับการยืนยันจากสถาบันประมาณการอิสระในเวลาต่อมา
                ขณะที่ อินเดียได้พยายามเจรจากับทางการทหารพม่า เพื่อให้ได้เป็นเจ้าของขุมพลังงานในอ่าวเบงกอล ทั้งเสนอก่อสร้างระบบท่อความยาวหลายพันกิโลเมตรไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศโดยไม่ผ่านบังกลาเทศ อินเดียยังได้เสนอเข้าลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้ากังหันความร้อนจากก๊าซในพม่า และ ส่งไฟฟ้าที่ผลิตได้ไปจำหน่ายในอินเดียตามระบบสายส่ง ซึ่งจะเป็นการนำไฟฟ้าเข้าไปยังท้องถิ่นทุระกันดารทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของพม่าด้วย

                ส่วนในแปลงสำรวจ A3 ที่ครอบคลุมถึงหลุมเมียะ ด้วยนั้น ยังรอการยืนยันขั้นสุดท้ายจากแหล่งอิสระทางการพม่ามีแผนจะเก็บก๊าซเอาไว้ใช้เองเพียง 6 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น ที่เหลือจะจำหน่ายให้พม่าทั้งหมด พีทีไอระบุ สำหรับ ปตท.สผ.ของไทย ได้เสนอสร้างท่อก๊าซจากแหล่งในอ่าวเบงกอล ไปเชื่อมต่อกับระบบท่อก๊าซในแหล่งอ่าวเมาะตะมะ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และ ส่งก๊าซทั้งหมดกลับประเทศ

                นอกจากนั้นยังมีความเคลื่อนไหวทางด้านพลังงานด้านก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันของพม่า ที่สำคัญ ในระยะ 2  ปีที่ผ่านมาดังนี้

 

 

1.)     เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2549 พม่าพบก๊าซธรรมชาติในบ่อทดลองหมายเลข 1 ของแหล่ง Mya (เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งในอ่าวเบงกอลของรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของพม่า) ทั้งนี้ คาดว่าแหล่ง Mya จะมีปริมาณก๊าซธรรมชาติทั้งหมดราว 2 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

 

2.)     บริษัท Myanmar Oil & Gas Enterprise (MOGE) ยังได้สำรวจพบก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบในแหล่งอิรวดี (Irrawaddy) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันบนบกอีกด้วย 

 

3.)     เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2548  รัฐบาลพม่าและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเบื้องต้น เพื่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ “ฮัตจี” บนแม่น้ำสาละวิน (เป็นแม่น้ำที่มีความยาวมากที่สุดสายหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ซึ่งจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงถึงปีละ 3,820 ล้านกิโลวัตต์ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเวลา 5-6 ปี

 

4.)     รัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อศึกษาพื้นที่ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนสาละวิน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตจะเป็นผู้ศึกษาร่วมกับรัฐบาลพม่า ในเบื้องต้นได้กำหนดพื้นที่ที่มีศักยภาพไว้ 4-5 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะผลิตพลังงานไฟฟ้าได้รวมกว่า 10,000 เมกะวัตต์ โดยใช้งบลงทุนกว่า 400,000 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทชิโนไฮโดร (เป็นบริษัทก่อสร้างเขื่อนรายใหญ่ของจีน) สนใจจะเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าว โดยจะหารือถึงรายละเอียดต่าง ๆ ต่อไป

 

5.)     วันที่ 3 ตุลาคม 2548 บริษัท Daewoo International และบริษัท Korea Gas International ของเกาหลีใต้ ร่วมกับบริษัท ONGC Videsh Ltd. (OVL) และบริษัท GAIL ของอินเดีย ได้ลงนามในความตกลงที่จะร่วมขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในแหล่ง A3 ในพม่า (อยู่นอกชายฝั่งพม่าด้านอ่าวเบงกอล) โดยคาดว่าจะมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองในหลุมดังกล่าวราว 3-10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ทั้งนี้ คาดว่าโครงการดังกล่าวต้องใช้เงินลงทุนราว 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะเริ่มการสำรวจขุดเจาะในเดือนธันวาคม 2548

 

6.)     วันที่ 2 กันยายน 2548 ทางการพม่าได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างเขื่อนเยวาของพม่า จากจีน มูลค่ารวมกว่า 45.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เขื่อนเยวาเป็นเขื่อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของพม่า กั้นแม่น้ำมิตเหงะ (Myitnge River) อยู่ห่างจากเมืองมัณฑะเลย์ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 50 กิโลเมตร โดยคาดว่าจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ราว 3.55 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี

 

7.)     บริษัท Daewoo International ของเกาหลีใต้ซึ่งเป็นผู้สำรวจก๊าซธรรมชาติในแหล่ง Shwe ซึ่งอยู่บริเวณนอกชายฝั่งรัฐยะไข่ของพม่า พบว่ามีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองถึง 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ทั้งนี้ ทางการพม่าประมาณการว่า พม่ามีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองราว 87 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และน้ำมันดิบสำรอง 3.2 พันล้านบาร์เรล

 

8.)     วันที่ 1 สิงหาคม 2548 กรมไฟฟ้าพลังน้ำ ภายใต้กระทรวงพลังงานไฟฟ้าของพม่า และบริษัท Gezhouba Water and Power (Group) Co., Ltd. ของจีนได้ร่วมลงนามในข้อตกลงมูลค่า 46.325 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้บริษัทฯ จัดหาเครื่องมือสำหรับใช้ในโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเยวา (Yeywa) ทั้งนี้ เขื่อนเยวาตั้งอยู่ห่างจากมัณฑะเลย์ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 50 กิโลเมตร โดยคาดว่าจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงราว 3.55 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี

 

9.)     วันที่ 30 พฤษภาคม 2548 ไทยและพม่าได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อพัฒนาแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากแม่น้ำสาละวินร่วมกัน โดยมีมูลค่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าราว 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ/เมกะวัตต์ (ไม่รวมค่าก่อสร้างเขื่อน) ทั้งนี้ คาดว่าในเบื้องต้นโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 7,000 เมกะวัตต์/ปี และเมื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าเสร็จสมบูรณ์จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า 15,000 เมกะวัตต์/ปี

 

10.)  บริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ ปตท.สผ.อ. (เป็นบริษัทย่อยของบริษัท ปตท.สผ.) จะเข้าสำรวจน้ำมันแปลงหมายเลข M-11 ในอ่าวเมาะตะมะของพม่า ซึ่งมีพื้นที่รวมราว 7,200 ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายฐานการลงทุนไปต่างประเทศของ ปตท.สผ. เพื่อเพิ่มสัดส่วนปริมาณปิโตรเลียมสำรองของบริษัทฯ และรองรับความต้องการพลังงานของไทย 

 

11.)  พม่ากำลังก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ Thahtay ในเมือง Thandwe รัฐ Rakhine (ห่างจากอ่าวเบงกอลเพียง 15 กิโลเมตร) คาดว่าเขื่อนแห่งนี้จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ราว 318 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง/ปี และกระแสไฟฟ้าดังกล่าวจะถูกใช้ในบริเวณหาด Ngapali   โดยในบริเวณดังกล่าวยังมีการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่กั้นลำน้ำ An อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ราว 33 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง/ปี  นอกจากนี้ พม่ายังกำลังก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำอื่น ๆ อีกหลายแห่ง อาทิ เขื่อนอิระวดี ในรัฐ Kachin  และเขื่อนไฟฟ้าอีก 2 แห่ง   ในรัฐฉาน เป็นต้น

เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ “สาละวิน” 

“Evil Stream” ขุมทรัพย์ในมือไทย-จีน

                                แหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศพม่า ทั้งบนลุ่มน้ำสาละวินและแม่น้ำสาขา  นักลงทุนไทยที่ทุกคนลงความเห็นว่า เป็นพื้นที่ที่คุ้มค่าต่อการลงทุนมากที่สุด จากสภาพภูมิประเทศ และข้อมูลทางอุทกศาสตร์ ทั้งนี้เพราะลุ่มน้ำสาละวินเป็นลุ่มน้ำที่มีความสมบูรณ์มีพื้นที่รับน้ำกว้างและลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมเอื้อต่อการก่อสร้างนั่นคือ มีท้องน้ำที่ลาดชัน

                               กระทั่งมีการขนานนามความรุนแรงของกระแสน้ำว่าดุจ “ปีศาจ” หรือ “Evil Stream” ในขณะเดียวกันชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่บริเวณลำน้ำก็ขนานนามแม่น้ำสาละวินว่า เป็น “มารดาของทุกชีวิต” และมีพิธีบูชาแม่น้ำที่กระทำอย่างต่อเนื่องทุกปี

 

                                โครงการไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำสาละวินถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยอีกครั้งในเวที ACMECS (Ayeyawady - Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy) ขณะที่ไทยและพม่าร่วมทำปฏิญญาพุกาม เพื่อความร่วมมือและช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม โครงการเขื่อนไฟฟ้าบนแม่น้ำสาละวินและลำน้ำสาขา รวม 5 พื้นที่จะถูกพัฒนาเป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า ภายใต้การดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อนำไฟฟ้ากลับมายังประเทศไทยในอนาคต

                                ตลอดลำน้ำสาละวิน มีศักยภาพในการสร้างเขื่อนได้ถึง 5 ขั้นโดยมีกำลังการผลิตรวมถึง 12,400 – 16,000 MW เท่ากับว่า หากพัฒนาทั้งห้าเขื่อนได้ทั้งหมด ไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันตกของไทยจะมีปริมาณเพียงพอที่จะสามารถตอบสนองการใช้ไฟฟ้าของไทยทั้งประเทศ ผลการศึกษาเบื้องต้น พื้นที่ก่อสร้างถูกกำหนดไว้ในเขตประเทศพม่าจำนวน 3 แห่ง และบริเวณชายแดน 2 แห่ง

                                สำหรับกรณีของประเทศพม่า ในยุคของอดีตรัฐบาลนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่มีการเจรจาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำสาละวิน และสาขาทั้ง 5 คือ ท่าซาง ดากวิน เหว่ยจี ฮัดจี และตะนาวศรี ประเทศพม่านั้นมีประสบการณ์ในการสร้างเขื่อนที่ไม่ดีและตรงกันข้ามกับประเทศลาวโดยสิ้นเชิง กล่าวคือในการสร้างเขื่อนจอปิต๊ะ ซึ่งอยู่ในรัฐคะยา และรัฐฉาน (ก่อสร้างปีพ.ศ. 2504 เสร็จ พ.ศ. 2535 ขนาดกำลังการผลิต 28 MW) มีการอพยพเคลื่อนย้ายชนกลุ่มน้อยอย่างไม่มีมาตรฐาน กลุ่มกะเหรี่ยงแดงกว่า 6,000 คน ต้องอพยพออกจากพื้นที่เข้าไปในป่า เมื่อออกมาจากป่ามาเก็บของป่าก็ต้องฝ่ากับระเบิดบาดเจ็บและเสียชีวิตกว่าพันคน เมื่อมีการทราบข่าวว่า กฟผ.จะมีโครงการสร้างเขื่อนฮัดจี ประชาชนกว่า 20,000 คน ถูกกำลังทหารกว่า 4 กองร้อยถูกขับออกนอกพื้นที่

                       ประเทศพม่ามีนโยบายใบอนุญาตข่มขืน (Licence to Rape) เพื่อเป็นการควบคุมประชาชนและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เพื่อทำลายและเพื่อทำให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาช่วยตัวเองไม่ได้ และมีรายงานข่าวพบว่า 1,400 กว่าหมู่บ้านในภาคกลางของรัฐฉาน ระหว่างปี 1996-98 ประชาชนถูกไล่กว่า 400,000 คน ภายใน 3-7 วัน รายงานการข่มขืนรวมเหตุการณ์ 173 ครั้ง และมีเหยื่อเด็กหญิงและสตรีกว่า 625 คน ถูกข่มขืนโดยทหารชั้นผู้ใหญ่และข่มขืนในที่ชุมนุมทหาร โดยมากกว่า 61% เป็นทหาร มีการข่มขืนหมู่โดยทหารระหว่าง 10 ถึง 30 คน ที่มีทั้งการใช้ความรุนแรงและการทรมานทางร่างกาย โดย 25 % ลงเอยด้วยการเสียชีวิต ใน 173 กรณี มีเพียง 1 กรณีที่มีการลงโทษนายทหารให้ออกนอกพื้นที่

                        ในปี 1996 ประชาชนกว่า 2,500 หมู่บ้านหรือนับเป็นประชาชน 800,000 คน ถูกขับไล่และถูกประกาศเป็นพื้นที่ “เขตยิงอิสระ” เมื่อถูกขับไล่ออกนอกพื้นที่แล้วก็ไม่สามารถกลับมาเอาข้าวของของตนเองได้อีก จะถูกยิงทิ้ง เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่เมื่อชาวบ้านแอบกลับมาเอาสัมภาระมีภาพการนำศพชาวบ้านมาวางกอง พื้นที่เหล่านี้อยู่ในบริเวณการสร้างเขื่อนจอปิต๊ะ ผู้ลี้ภัยชาวพม่าหลายล้านคนได้อพยพไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยประมาณการอย่างไม่เป็นทางการกว่า 70,000 คน ลี้ภัยเข้าไปในอินเดีย 20,000 คน ได้กระจัดกระจายไม่มีหลักแหล่งและผู้ลี้ภัยมากกว่า 155,000 คน อาศัยในค่ายผู้ลี้ภัยในฝั่งไทย แต่ผู้ลี้ภัยกว่า 1 ล้านห้าแสนคนยังไร้ที่อยู่อาศัย เป็นแรงงานผิดกฎหมาย ชีวิตถูกคุกคาม เนื่องจากการสู้รบเกิดขึ้นทุกวันกว่า 6,000 คน ก็หลบลี้หนี้ภัยใกล้ถึงชายแดนไทยอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำสาละวิน ตามแนวชายแดนรัฐฉาน เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน

                    ในส่วนการพัฒนาแม่น้ำสาละวินนั้นมีรายงานล่าสุดว่าบริษัท 4 แห่งในจีนได้แก่ บริษัท China Huadian Corp. บริษัท Yunnan Development Investment Co.บริษัท Yunnan Electricity Group's Hydropower Consrtuction Co. และบริษัท Yunnan Nu River Electricity Group ได้ร่วมกันลงนามตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Yunnan Huadian Nu River Hydropower Development Co. เพื่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำนู หรือแม่น้ำสาละวินตอนบนในเขตประเทศจีนโดยมีนาย Qin Huadian-rong รองเลขาคณะกรรมการจังหวัดยูนานเข้าร่วมในพิธีลงนามบริษัทแห่งใหม่นี้มีมูลค่าจดทะเบียน 200 ล้านหยวน มีสัดส่วนการถือหุ้นดังนี้ บริษัทChina Huadian Corp.51% บริษัทYunnan Development Investment Co 20% บริษัทYunnan Electricity Group's Hydropower Construction Co. 19% และบริษัท Yunnan Nu River Electricity Group 10 %  บริษัทใหม่นี้จะรับผิดชอบด้านการเงินและการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าบนแม่น้ำสาละวินตอนบน 11 แห่ง โดยสถานีผลิตไฟฟ้าแห่งแรกที่จะสร้างมีชื่อว่า Liuku มีกำลังผลิต 180 เมกกะวัตต์ จะเริ่มสร้างในเดือนกันยายน 2549 ที่ผ่านมา 

                 โดยบริษัทร่วมนี้จะเร่งให้เกิดการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าบนแม่น้ำสาละวินตอนบน และเตรียมโครงการเขื่อน Luiku รวมถึงการออกแบบโครงการเขื่อนอื่นๆ ในชุดเดียวกันคือ Maji, Bijing, Abiluo และ Lushui อย่างน้อย 2 แห่งในช่วงแผนพัฒนาแห่งชาติแผน 11ในระยะ 5 ปี ขณะนี้สถาบันสำรวจและออกแบบพลังงานน้ำคุนหมิง (Kunming Hydropower Surveying and Design Institute) ได้จัดทำรายงานการศึกษาเพิ่มเติมของการศึกษาเบื้องต้นสำหรับโครงการเขื่อน Luiku แล้วเสร็จ และอยู่ในระหว่างทำการศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับกำลังผลิตติดตั้ง คาดว่าโครงการเขื่อนทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายใน 20 ปี        โดยคาดว่าโครงการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าดังกล่าวประหยัดต้นทุน และให้ผลตอบแทนสูง     

Potential Water Resources in Myanmar

Sr

River basin

Catchment Area (km²)

Inflow (km³)

1

Chiundwin

115300

141.29

2

Ayeyarwady (Upper)

193300

227.92

3

Ayeyarwady(lower)

95600

85.80

4

Sittoung

34400

41.95

5

Rivers in Rakhaing State

58300

139.25

6

River in Thanintharyi Division

40600

130.93

7

Thanlwin ( in Myanmar)

158000

257.92

8

Mekong (in Myanmar)

28600

17.63

9

Bilin River and other rivulets

8400

31.17

10

Bago River

5300

8.02

Total

737800

1081.88

Potential Groundwater in Myanmar

Sr

River basin

Catchment Area (km²)

Inflow(km³)

1

Chiundwin

115300

57.58

2

Ayeyarwady (Upper)

193300

92.60

3

Ayeyarwady(lower)

95600

153.25

4

Sittoung

48100

28.40

5

Rivers in Rakhaing State

58300

41.77

6

River in Thanintharyi Division

40600

39.28

7

Thanlwin ( in Myanmar)

158000

74.78

8

Mekong (in Myanmar)

28600

7.05

Total

737800

494.71

                สถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่ายังไม่มีการสร้างเขื่อนก็มีข่าวมาเสมอว่ากองกำลังทหารพม่าทยอยบุกไล่ และข่มขืนชนกลุ่มน้อยให้ออกจากพื้นที่ไปอยู่เรื่อยๆ ชาวบ้านไม่มีการเรียกร้องความยุติธรรมแม้จะเป็นแค่ขั้นตอนการสำรวจความเป็นไปได้ในการสร้างเขื่อนสาละวิน ชีวิตประชาชนจำนวนมากก็ต้องสูญไปและเดือดร้อนอีกนับหมื่นแสน ซึ่งยังไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะต้องเกิดขึ้นตามมาระหว่างและหลังการสร้างเขื่อนอีก

               

            ประเด็นและข้อเสนอแนะ ผมเห็นด้วยในแนวทางการทบทวนด้านการจัดการและกำหนดยุทธศาสตร์ด้านการนำเข้าพลังงานของไทยจากพม่า เนื่องจากเป็นกรณีพิเศษที่แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอื่น เนื่องจากพม่ามีความละเอียดอ่อนด้านชนกลุ่มน้อย ความเสี่ยงในประเด็นของสิทธิมนุษยชนที่มีสูงมาก และจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยในอนาคต เพราะเหมือนกับกรณีที่มีการถ่ายนู้ดเพื่อนำเงินบริจาคเข้าวัด พระ หรือเจ้าอาวาสที่ไหนจะไปรับเงินนั้นได้ มันก็คงคล้ายกัน ซึ่งไทยต้องทบทวนกรณีนี้ใหม่ให้ชัดเจนครับ ผมว่าให้ประเทศไทยไฟดับดีกว่าไปเอาพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากเขื่อนที่มาจากความเดือดร้อนของประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านครับ

*****************

 

 

 

 

โดย อาคม

 

กลับไปที่ www.oknation.net