วันที่ อังคาร มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

May I come in please


"May I come in please"

"yes"

"Thanks you"

อิอิ...อย่าบอกนะ ว่าไม่เคยได้ยินบทสนทนาแบบ Formal to use แบบนี้

จะว่าไปแล้ว บทสนทนาลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสะเปะสะปะ

หากแต่ส่วนใหญ่จะเกิดในหน่วยงานที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะในโรงเรียน...ในชั่วโมงภาษาอังกฤษ

(หลังกลับจากห้องน้ำ แหะ แหะ)

Halfmoon กับภาษาอังกฤษไม่ถูกกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เจอหน้ากันต้องตีกัน เข้ากันไม่ได้ซักทีสิน่า!!

สมัยประถมฯ การเรียนภาษาอังกฤษเป็นไปด้วยความเบื่อหน่าย (สุด ๆ )

พอขึ้นมัธยมก็ไม่ต่างกันมากนัก แต่ว่าตอนมัธยมนั้น มีความสนุกสนานเข้ามาคลุกเคล้าด้วย

6 ปีที่เรียนภาษาอังกฤษในระดับมัธยมฯ เป็น 6 ปีที่มีรสชาติไม่ซ้ำกันเลยซักปี

ว่าแล้ว....เราก็มาเปิดลิ้นชักความทรงจำ สมัยใส่คอซอง นุ่งขาสั้น เรียนภาษาอังกฤษดีกว่า

คราวนี้ Halfmoon จะขอเมาส์ครูสอนภาษาอังกฤษสมัยมัธยม (ด้วยความร๊ากกส์) ซักนิดนะคร้า คริคริ ^^

สมัยเรียน ม.1..

ม.1 นี้เป็น freshy ทว่าอาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษนั้น.............. <<< หุหุ เซ็นเซอร์ห่ะ

จำได้ดีว่าอาจารย์ชื่อ อาจารย์สุรางคณา (นามสมมุติ)  ไม่มีสมญานามค่ะ พวกเรามิกล้า...

ท่านเป็นหัวหน้าระดับชั้นม.1 ที่เข้มมากส์ ดุมากกส์ แค่ได้ยินชื่อก็ผวากันแล้ว

เวลาเรียนภาษาอังกฤษท่านจะให้นักเรียนทำป้ายชื่อตัวเอง ป้ายหญ่ายย ๆ แขวนคอไว้เพื่อเรียกชื่อมาเชือด เอ๊ย!! เรียกชื่อเสียงเรียงนามได้ถูกต้อง...เวลาเรียนพวกเราจะนั่งเรียนกับแบบตัวเกร็ง..เกร็งจนแข็งทื่อ

แล้วท่านก็จะสอนไวยากรณ์ของท่านไป เมื่อสอนเสร็จ ก็จะสั่งให้นักเรียนทุกคน ยืนขึ้น

แล้วตอบคำถามแบบ "One by one" ใครตอบได้ก็นั่งลง ใครนั่งหลังสุดโดนทำโทษ  (อะจึ๋ย หวาดผวามากส์ค่ะ)

Halfmoon มักจะยกมือตอบได้เป็นคนแรก ๆ แล้วก็ได้นั่งในลำดับต้น ๆ ทุกครั้ง (โหย ผู้หยิงอาไร๊ สวยแล้วยังเก่งอีกเนอะ..แฮ่) แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง Halfmoon ลืมป้ายชื่อมา ทำใหม่ก็ไม่ทันแล้ว อาจารย์ให้ไปยืนเรียนหลังห้อง พอหมดชั่วโมง อาจารย์ก็เรียกมาทำโทษ ....ความเจ็บนั้นบาดลึกเข้าไปในหัวใจ ทั้งอาย ทั้งน้อยใจ ก็แหม...อุตส่าห์ตั้งใจเรียนทุกชั่วโมง ทำผิดแค่ครั้งเดียว อภัยให้ก็ไม่ได้....แงๆๆๆๆๆๆ

ผลการเรียนภาษาอังกฤษของ halfmoon ในชั้นม.1 อยู่ในระดับดีมาก...นี่เป็นเพราะความเข้มงวดของอาจารย์ท่านแท้ ๆ และความเข้มงวดของท่านนี้ มีผลในระยะยาว ด้านการใช้ภาษาอังกฤษของ halfmoon ในเวลาต่อมา

ม.2..

อาจารย์ภาษาอังกฤษสมัยม.2 เป็นอาจารย์ที่มีอายุมากแล้ว ท่านชื่อ อาจารย์สมศรี (นามสมมุติ)

อาจารย์เป็นเจ้าของหุ่นเพรียวสวย แม้อายุไม่น้อย แต่หุ่นยังสวยมาก ผมซอยสั้น ใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา

 แต่ที่เด่นที่สุดในตัวท่านนั้น คือนิ้วอันเรียวสวยเป็นลำเทียนของท่าน  

อาจารย์สมศรีจะตรงข้ามกับอาจารย์สุรางคณาสุด ๆ นั่นคือท่านใจดีมากกกกก พูดจาไพเราะ นิ่มนวล ท่านเป็นอาจารย์นาฏศิลป์ที่ได้จับพลัดจับผลูมาสอนภาษาอังกฤษจนเชี่ยวชาญ

เพราะฉะนั้น การเรียนภาษาอังกฤษของพวกเราจึงเคล้าไปด้วย ดนตรี

ท่านชอบสอนร้องเพลง เพลงภาษาอังกฤษ...นี่เป็นผลต่อเนื่อง ที่ทำให้ลูกศิษย์มีรสนิยมชอบฟังเพลงภาษาอังกฤษ นอกจากอาจารย์จะชอบสอนร้องเพลงภาษาอังกฤษแล้ว ท่านยังชอบทำท่าประกอบเพลงด้วย อย่างง่าย ๆ คือ ทำท่าด้วยมือ บางทีก็ใช้นาฏยศัพท์  ด้วยนิ้วที่สวยเป็นลำเทียนของท่าน ทำให้พวกเราเพลินตา เพลินใจกับการเรียนไม่น้อยเลย

การเรียนภาษาอังกฤษตอน ม.2 จึงเป็นการเรียนแบบบูรณาการสุด ๆ เพราะนอกจากจะได้ความรู้ภาษาอังกฤษแล้ว

ยังได้ความรู้ในวิชานาฏศิลป์ดนตรีอีกด้วย ชอบนะเนี่ย...^^

ม.3...

เด๋วนะคะ..นึกหน้าอาจารย์ก่อน..อ่ะ นึกออกแล้วค่ะ

ที่ต้องนึกหน้าอาจารย์ก่อน เป็นเพราะว่า อาจารย์ท่านไม่ค่อยอยู่โรงเรียนค่ะ ไปราชการบ่อยมาก

ทั้งในและนอกประเทศ อาจารย์ท่านชื่อว่า อาจารย์สินี....(นามสมมุติ อีกแล้ว)

อาจารย์สินีเป็นอาจารย์ที่มีบุคลิกคล่องแคล่ว ติดไปทางห้าว ๆ เสียงห้าว ๆ ด้วยความที่อาจารย์ต้องเดินทางไปราชการบ่อยนั้นทำให้พวกเรา ได้รับความรู้เชิงประสบการณ์มากมาย นั่นเป็นเพราะเมื่อท่านลงมีสอนครั้งไร ท่านก็จะผนวกหลักสูตรให้เข้ากับประสบการณ์ในต่างแดนและประสบการณ์ทั่วไทยอย่างลงตัว

พวกเรามีโอกาสได้กรอก passport ก็ตอนนี้ล่ะค่ะ

คิด ๆ แล้วก็นับว่า เป็นการเรียนภาษาอังกฤษที่แหวกแนวไปอีกแบบ มาเติมเต็มความเบื่อหน่ายที่จมอยู่กับ Sheet และแบบฝึกหัดที่อาจารย์ทิ้งไว้เวลาท่านไม่อยู่ได้สมบูรณ์ทีเดียว

แต่ช้าก่อน...พวกเราก็ไม่ได้อดเรียนเวลาอาจารย์ไม่อยู่ซะทีเดียว จำได้ว่า ทุกวันจันทร์ และวันพฤหัส ชั่วโมงภาษาอังกฤษของห้อง halfmoon จะตรงกับห้องข้าง ๆ ซึ่งอาจารย์ที่สอนห้องข้าง ๆ ชอบใช้ไมโครโฟน เสียงจึงดังมาถึงห้อง halfmoon

เพราะงั้น...บ่อยครั้ง พวกเราก้ได้เรียนภาษาอังกฤษไปพร้อมกับห้องข้าง ๆ ด้วย โดยเฉพาะประโยคติดปากของอาจารย์ข้างห้องที่ว่า "Repeat after me" ทำให้พวกเราหัวเราะกันคิ๊กคัก และพูดตามทุกครั้ง...ฮา

ม.4...

การเรียนภาษาอังกฤษในชั้นนี้ เป็นไปด้วยความซีเครียดมั่ก ๆ เป็นเพราะชั่วโมงภาษาอังกฤษของพวกเราอยู่ในช่วงเวลาบ่ายทั้งหมด ไม่ใช่บ่ายธรรมดา เป็นบ่ายหลังจากพักกลางวัน..ทานมาอิ่ม ๆ ตาก็พร้อมจะหลับ...

อาจารย์สอนภาษาอังกฤษของ halfmoon ชั้น ม.4 ชื่อ อาจารย์นุชนาฏ (นามสมมุติ..โฮะ ๆ) ตัวเล็ก ๆ เงียบ ๆ ท่านมีอาวุธประจำตัว 2 ชิ้น นั่นคือ ไม้จิ้มฟัน ท่านจะเดินเข้าห้องเรียนพร้อมทั้งใช้งานมัน จวบจน การทำความเคารพเสร็จสิ้น (แหะ ๆ อาจเป็นเพราะมันเป็นชั่วโมงหลังพักกลางวันไง)

อาวุธชิ้นต่อไปของท่านคือ "บัตรคำภาษาอังกฤษ" ท่านจะชูให้นักเรียนสะกด อ่าน และบอกความหมาย บางครั้งยกตัวอย่างประกอบก็มี เรียนคำศัพท์จากบัตรคำแล้ว ก็จดลงสมุด จดลงสมุดแล้วก็อ่านเรื่องสั้น ๆ ถึงตอนนั้น เราก็พอจะอ่านได้แล้ว เพราะมีความรู้ในคำศัพท์ที่อยู่ในเรื่องแล้ว

ตอนม.4 นี้เอง ที่พวกเราทุกคน ต้องเป็นสมาชิก NJ ใครจำได้บ้าง? หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น จูเนียร์

เพราะต้องเริ่มอ่าน ต้องเริ่มแปลภาษาอังกฤษจากในหนังสือพิมพ์นี้แล้ว

การเรียนภาษาอังกฤษตอน ม.4 เป็นไปด้วยความเรียบง่าย ปนง่วงเหงาหาวนอน  อาจารย์ท่านก็ไม่ได้เข้มงวดอะไรมากมาย ปล่อยให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างอิสระ แต่ตอนสอบอ่านหรือสอบแปลต้องทำได้   การเรียนในลักษณะนี้นี่เองเป็นการปูพื้นฐานที่ดีในการฝึกความรับผิดชอบ ฝึกการคิด การวิเคราะห์

และปลูกฝังให้รักการอ่านวรรณกรรมภาคภาษาอังกฤษในเวลาต่อมา ^^

ม.5...

การเรียนภาษาอังกฤษระดับม.5 นี้ มีเรื่องแสบ ๆ คัน ๆ มันส์ ๆ เยาะมาก เนื่องด้วยอาจารย์ภาษาอังกฤษเป็น อาจารย์ที่ปรึกษา ท่านชื่อว่า อาจารย์เสมอหทัย  (แน่นอน..นามสมมุติ) หุหุ  แม้ว่าท่านจะสวมแว่นตาหนา แต่ท่านก็แก่นเซี๊ยว เปรี้ยวจี๊ด  เหมาะกับวัย ซาบซ่าของพวกเรา ฮ่า ๆ

ยามท่านสอน พวกเราจะเพลินเพลินกับลีลาการสอนที่คล่องแคล่ว ลีลาการเขียนกระดาน การถือชอล์ก การสอน เดินหน้า ถอยหลัง ช่างเป็น Step เป็นจังหวะจะโคนจริง ๆ

ด้วยความที่ท่านเป็นบัณฑิตจากรั้วศิลปากร สนามจันทร์ ท่านจึงมีเรื่องเล่าของความแก่นเซี้ยว สมัยเรียนอยู่เสมอ และพวกเราก็ช่าง (หลอก) ถามเรื่องราวสนุก ๆ เหล่านั้น จนไม่เป็นอันเรียน อาจารย์ท่านก็ใจดี ใจอ่อนเป็นนอกเรื่องไปสนามจันทร์ บางคราวก็พานักเรียนเพลินเลยไปถึงราชบุรี อยู่บ่อย ๆ  กว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง ก็หมดชั่วโมงแล้ว เอิ๊ก ๆ

เรียกว่า การเรียนภาษาอังกฤษชั้น ม.5 ไม่ได้น้ำได้เนื้อเท่าไรนัก แต่สิ่งที่ได้มาคือ ความสนิมสนม ความอบอุ่น การดูแลอย่างใกล้ชิด ความผูกพันที่เป็นมากกว่าอาจารย์กับลูกศิษย์ ความเข้าอกเข้าใจกัน

 เรียกได้ว่า อาจารย์เสมอหทัย คว้าหัวใจนักเรียนวัยรุ่นที่ทั้งซ่า ทั้งห้าว ทั้งห้องไปได้อย่างง่ายดาย ^^

ม.6...

ปีสุดท้ายของชีวิตในวัยมัธยม ปีนี้พวกเราเหลือกันอยู่ไม่มากนัก เนื่องด้วยเพื่อนบางคนสอบเทียบม.6 ได้ และสอบเอ็นสะท้านติด ชิงไปใช้ชีวิตในรั้วมหาลัยก่อนใคร ..... เก๊าะเลยอดได้ร่วมใช้ชีวิตมันส์ ๆ ฮา ๆ อีกปีเลย (โส น้า น่า มัน)

อาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษของพวกเรามีชื่อว่า อาจารย์บุญรัตน์ (แน่นอน...นามสมมุติ..หุหุ)

ชีวิตในสมัย ม.1 กลับมาวนเวียนซ้ำ เป็นหนังม้วนเดิม อาจารย์ของเรา ค่อนข้างเข้มงวด หากแต่ไม่โหวกเหวก

มีความสุขุมมากกว่า และชอบใช้ศัพท์สูงในการตักเตือน ทำให้พวกเรา หน้าชา ทุกครั้งที่ถูกท่านตำหนิ

การเรียนภาษาอังกฤษตอนม.6 นี้ ห้องเรียนประจำของเราคือห้อง sound lab เรียนกันด้วยบทสนทนาเป็นส่วนใหญ่ รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่มันก็สามารถทำให้พวกเราคุ้นเคยกับสำเนียงภาษาอังกฤษขึ้นมากมาย

เรื่องตื่นเต้นอีกเรื่องหนึ่งคือ ในปีนี้ อาจารย์บุญรัตน์ ไม่รู้เกิดเบื่ออะไรขึ้นมา จึงลาศึกษาต่อ แต่ไม่ใช่เป็นการเรียนต่อปริญญาเอก เป็นการเรียนปริญญาตรีอีกใบ .......เทอมที่สองของชั้น ม.6 จึงเป็นเทอมที่พวกเราหักโหมในเรื่องการเตรียมตัวสอบเข้ามหาลัย ไม่ต่างจากอาจารย์ ต่างคนต่างให้คำแนะนำซึ่งกันและกัน ...สุดท้าย พวกเราบางคนก็สมหวังกับการสอบ และที่น่ายินดีมาก คืออาจารย์สอบเขาเป็นนิสิตของรั้วจุฬา คณะรัฐศาสตร์ได้

มีข่าวลงหนังสือพิมพ์ซะใหญ่โตทีเดียว  ^^

.....จบเรื่องราวอันยาวเหยียดดดดดดดด  ของการเรียนภาษาอังกฤษในวัยมัธยมลงแล้ว

เห็นไหมคะ อาจารย์สอนภาษาอังกฤษแต่ละท่านของ halfmoon มีความน่าสนใจแตกต่างกันจริง ๆ

เป็น 6 ปีที่คุ้มค่า....แต่น่าเสียดายที่ช่วงการใช้ชีวิตในมหาลัย halfmoon คืนภาษาอังกฤษให้อาจารย์จนหมดเกลี้ยง

มาบัดนี้...ยามต้องใช้ภาษาอังกฤษในหน้าที่การงาน ใช้ในการสื่อสารทีไร สมองจะสั่งการให้หวนคิดถึงความรู้ทั้งมวลที่ได้มาจากคณาจารย์สมัยมัธยมอย่างเร่งด่วน และส่วนใหญ่ก็สามารถนำมาใช้ได้อย่างทันท่วงที

แม้จะถูกไวยากรณ์บ้าง ผิดไวยากรณ์บ้าง แต่ก็พอเอาหน้ารอดไปได้ล่ะน่า  เอิ๊ก ๆ ^^

.......ขอบคุณ อาจารย์ทุกท่าน ที่ทำให้ halfmoon สามารถคุยกะฝาหรั่ง ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น (ฝรั่งงงมากขึ้น)

วันครูปีนี้ อาจารย์ท่านหยุด halfmoon ก็หยุด เนื่องด้วยเราโคจรมาอยู่ในงานสายเดียวกันซะแล้ว

และคงเพราะเหตุนี้กระมัง ทำให้ Halfmoon เข้าใจได้ดีว่า

งานครู...ไม่ใช่แค่สอนหนังสือ...แต่เป็นการ "สร้างคน" เชียวล่ะค่ะ

รักและเคารพ ครู อาจารย์และคณาจารย์ทุก ๆ ท่านค่ะ ^ ^

ปล. ขออภัยนะคะ เรื่องยาววววว ไปหน่อยอ่ะค่ะ แหะ แหะ

ขอบคุณภาพและเพลงจาก Internet ค่ะ

โดย HalfMoon

 

กลับไปที่ www.oknation.net