วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชะตากรรมของแรดขาวเหนือแห่งการัมบ้า ดำรงชีวิตและเผ่าพันธุ์กลางดงกงระสุน(โฮพพ์เบบี๋จับมาครับ)


กลับมาแล้วครับพี่-น้อง ผมหายไปนานเพราะไปตามจับแรดคร้าบ ทิ้งสวนสัตว์ไป 2 เดือนกว่าปล่อยให้คุณ sat กะคุณปุ๊ก ผลัดกันลงเรื่องตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตกันอยู่ 2 คนต้องขออภัยและขอขอบคุณหุ้นส่วนทั้งสองท่าน ไว้ ณ.ที่นี้ก่อนเลยนะครับ

ทีนี้มาดูกันว่าผมเอาแรดอะไรมาจากไหน

เดือนที่แล้วผมใช้เวลาว่างอ่านหนังสือ"เภสัชกรยิปซี"เรื่องราวส่วนหนึ่งในชีวิตการผจญภัยของ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ที่คุณปุ๊กใจดีส่งมาให้ มีอยู่ตอนหนึ่งที่ ดร.เขียนเกี่ยวกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ดินแดนแห่งความทุรกันดารและสงครามกลางเมืองที่เธอได้เข้าไปช่วยเหลือจัดตั้งโรงผลิตยาต้านไวรัสราคาถูก สำหรับผู้ติดเชื้อ HIV ที่ยากจนในประเทศนั้น เป็นบทแนะนำประเทศคองโกผมขออนุญาตยกมาตอนหนึ่งครับ

"ดินแดนแถบนี้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเดินทางเข้าถึงได้บริเวณที่น่าสนใจที่สุดคือทะเลสาบกิวู(Kivu) และยังมีที่อยู่ของลิงกอริลลาใกล้ๆกับเมืองบูคาวู นอกจากนั้นก็ยังมีอุทยานแห่งชาติวิรุงก้า(Virunga National Park)ที่อยู่ทางตอนเหนือของทะเลสาบ ซึ่งจะมีแนวภูเขาที่ยังมีหิมะปกคลุมอยู่ ชื่อรูเวนซอรี่(Ruwenzori) ยังเป็นภูเขาไฟที่ยังระเบิดประทุได้อยู่ตลอดเวลา และมีลิงกอริลล่าอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนทางตะวันออกเฉียงเหนือที่มีพรมแดนติดกับประเทศซูดาน ก็ยังมีอุทยานแห่งชาติการัมบ้า (Garamba National Park) จะมีแรดสีขาว ซึ่งมีอยู่แห่งเดียวในทวีปแอฟริกา แถบนี้ก็ยังมีที่อยู่ของชนเผ่าที่มีขนาดเล็กที่เรียกว่าปิ๊กมี่ (Pygmy) บริเวณนี้เรียกว่าอีปูลู(Epulu)"

เห็นมั๊ยครับพี่-น้อง ผมเจอแรงบันดาลใจแล้ว แรดขาวแห่งการัมบ้านี่แหละครับที่ผมจะเข้าไปเซอร์เวย์และจะจับมาใส่สวนสัตว์ของเราในวันนี้ให้จงได้ ปกติแล้วมีแรดอยู่กี่พันธุ์ในโลกของเราเอาเข้าจริงผมเองก็ยังไม่ทราบเหมือนกัน พี่-น้องทราบมั๊ยครับ งั้นไปดูกันที่วิกิพีเดียกันก่อนเลย http://en.wikipedia.org/wiki/Rhinoceros  พบแล้วครับ

แรดพันธุ์ต่างๆที่พบในโลกมีดังนี้

Black Rhinoceros แรดดำ-กระจัดกระจายอยู่ในทวีปแอฟริกาตอนกลาง-ตอนใต้

Indian Rhinocerros แรดอินเดียน-พอมีเหลืออยู่แถวๆรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย และบางส่วนของเนปาล

Javan Rhinoceros แรดชวา-เหลืออยู่ราว 60 ตัวในเกาะชวา และบางส่วนในประเทศเวียตนาม

Sumatran Rhinoceros แรดสุมาตรา-เป็นแรดพันธุ์ที่มีขนาดเล็กสุด เหลืออยู่ราว 300 ตัวที่เกาะบอร์เนียว และเกาะสุมาตรา

White Rhinoceros แรดขาว-แบ่งเป็น 2 ซับสปีชีส์คือ

       -Southern White Rhino แรดขาวใต้-อยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ยังเหลืออยู่ 11,000 กว่าตัว

      -Northern White Rhino แรดขาวเหนือ-เวลานี้เหลืออยู่ในถิ่นเดิมของมันที่อุทยานแห่งชาติการัมบ้า ประเทศคองโกเพียง 4 ตัว ที่สวนสัตว์ ซานดิอาโก้  ประเทศอเมริกากับสวนสัตว์ Dvur Kralove แห่งกรุงปราก ประเทศสาธารณรัฐเชค รวมกันอีก 10ตัว(ข้อมูลรวบรวมเองไม่ยืนยันนะครับ)

รูป

ที่มาของชื่อแรดขาว

คำว่า White rhino ที่จริงแล้วเป็นชื่อเรียกที่หาได้เกี่ยวพันกับสีของพวกมันแต่อย่างใด แต่ว่าเกิดจากการกร่อนเสียงหรือเรียกเพี้ยน คำว่า White เพี้ยนมาจากคำว่า Wyd ซึ่งเป็นภาษาดัทช์ ซึ่งมีความหมายตรงกับคำว่า Wide ในภาษาอังกฤษครับ ที่แปลว่า กว้าง นั่นเอง ภาษาดัทช์นั้นเป็นภาษาหลักที่ใช้สื่อสารกันในหลายประเทศในทวีปแอฟริกาก็ตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคมกันนั่นแหละครับ คำว่า กว้าง นั้นมาจากลักษณะปากที่กว้างเห็นชัดเจนของแรดชนิดนี้ ชนพื้นเมืองแอฟริกาเลยเรียกพวกมันว่า แรดปากกว้าง

ก่อนที่เราจะไปกันต่อผมเจอเรื่องน่าสลดใจเกี่ยวกับชะตากรรมของแรดอยู่เรื่องหนึ่ง 

แรดขาวถูกฆ่าคาอุทยานแห่งชาติในประเทศแซมเบีย คาดว่าเป็นการกระทำของกลุ่มค้าสัตว์(Poachers) เดือนมิถุนายน 2007

กลุ่มสมาคมผู้อนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม แห่งแซมเบีย แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่แรดขาวเพศเมียถูกฆ่าใน อุทยานแห่งชาติ Mosi-Oa-Tunya เมือง Livingstone โดยคาดว่าเป็นการกระทำของกลุ่มนักค้าสัตว์

นาย Mulyokela Kalaluka สมาชิก Zambia National Broadcasting Corporation Thursday quoted society กล่าวว่า ในเมืองท่องเที่ยวที่เป็นเมืองหลวงแห่งภาคใต้ด้วยแล้ว มันยากที่จะเข้าใจจริงๆว่าสัตว์โดนฆ่าตายได้อย่างไรในคืนวันพุธขณะที่มียามของกลุ่มพิทักษ์คุ้มกันแรดอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง

เขากล่าวต่อว่า ทางสมาคมได้รับทราบข้อมูลแล้วว่านอของแรดตัวเมียที่ตายได้ถูกตัดไปแล้ว ขณะที่แรดอีกตัวถูกยิงได้รับบาดเจ็บ

อุทยานเหลือแรดขาวอยู่แค่ 2 ตัวนี้จากจำนวน 6 ตัวที่นำมาจากประเทศแอฟริกาใต้ในปี 1993

แหล่งข่าว; ซินหัว

ข่าวนี้แสดงให้เห็นครับว่าสถานการณ์ของแรดในทวีปแอฟริกาน่าเป็นห่วงจริงๆ พวกพ่อค้าสัตว์ในตลาดมืดยังมีความต้องการซื้อนอแรดอยู่ตลอดเวลาเพื่อจะนำไปขายต่อในประเทศแถบเอเซียที่เชื่อว่านอแรดมีสรรพคุณพิเศษในการปรุงยาประเภทยาชูกำลัง  นอแรดแต่ละอันจะถูกรับซื้อในธุรกิจ Bush Market (บุช มาร์เก็ต คืออะไร ย้อนกลับไปอ่านเอนทรี่นี้ของคุณ sat11 ได้ครับ...http://www.oknation.net/blog/zoozoo/2007/11/23/entry-1) โดยมีราคาล่อใจนักล่าอันละประมาณ 1 พันเหรียญสหรัฐเป็นอย่างต่ำ(ประมาณ 5-6 หมื่นบาทใช่มั๊ยครับ) ดังนั้นจึงมีพวกนักฆ่าตั้งกลุ่มตั้งขบวนการล่าแรดขึ้นมา คอยปฎิบัติการฆ่าอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ไม่เกรงกลัวแม้กระทั่งแรดที่มีเจ้าหน้าที่ที่คอยคุ้มกันพร้อมอาวุธครบมือก็ตาม คนพวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกองกำลังของกลุ่มปฎิวัติจากบางประเทศในแอฟริกาที่ต้องการเงินมาซื้ออาวุธยุทธภัณฑ์เพื่อไปสู้รบต่อไป (เดี๋ยวค่อยพูดถึงกันอีกที) ทำให้ในขณะนี้จำนวนของแรดพันธุ์ต่างๆในทวีปแอฟริกาจึงลดลงอย่างรวดเร็วมีความเสี่ยงต่อการณ์สูญพันธุ์สูงมากโดยเฉพาะแรดขาวเหนือแห่งการัมบ้า ที่เหลืออยู่น้อยเต็มที

อ้อ..แรดที่ถูกฆ่าที่แซมเบียเป็นพันธุ์แรดขาวใต้ (Southern White Rhino)นะครับ ไม่ใช่แรดขาวเหนือที่ผมจะพาพี่-น้องไปชม

ไปรู้จักอุทยานแห่งชาติการัมบ้า แห่งประเทศคองโกกันครับ

http://en.wikipedia.org/wiki/Garamba_National_Park

Garamba National Park

อุทยานแห่งชาติ การัมบ้า ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศคองโก โดยมีชายแดนติดกับประเทศซูดาน(และอูกันดา) ได้รับการจัดตั้งในปี ค.ศ.1938 อุทยานแห่งชาติการัมบ้าได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปแอฟริกา โดยได้รับการยกฐานะให้เป็นมรดกโลก(World Heritage Side)จาก UNESCO ใน ปี ค.ศ.1980 ตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 เป็นต้นมาการัมบ้าถูกจัดขึ้นอยู่ในบัญชี อุทยานมรดกโลกที่อยู่ในสถานะอันตราย (World Heritage Sites in danger)อันเนื่องมาจากมีการพยายามลักลอบเข้ามาฆ่าแรดภายในอุทยานโดยกลุ่มนักฆ่าสัตว์ป่า(poacher) อยู่เสมอ การัมบ้าคือบ้านอันเก่าแก่และที่พักพิงแหล่งสุดท้ายของแรดขาวเหนือ (Northen White Rhino) สัตว์ป่าขนาดใหญ่อีกชนิดหนึ่งที่อาจจะต้องสูญพันธุ์ไปจากโลก..ในเร็ววัน

บรรยากาศรอบๆของอุทยานแห่งชาติการัมบ้า  สภาพทุ่งหญ้าสวานน่าอาหารหลักของแรดขาว

 

แต่เดิมนั้น ในครั้งแรกที่อุทยานได้รับการจัดตั้งเป็นมรดกโลกในปี 1980 การัมบ้าก็ถูกจัดขึ้นอยู่ในบัญชีอุทยานมรดกโลกที่อยูในภาวะอันตรายในปีนั้นเลย อันเนื่องมาจาก IUCN ( International Union for the Conservation of Nature and Natural Resources) ได้ลงสำรวจจำนวนแรดขาวเหนือในอุทยานพบว่าแรดขาวเหนือมีเหลืออยู่ในอุทยานประมาณ 15 ตัวเท่านั้น(จากสถิติพบว่าแรดขาวเหนือเคยมีจำนวนประมาณ 500 ตัวในปี 1976) UNESCO/IUCN จึงได้ร่วมมือกับ Frankfurt Zoological Society และกองทุนสัตว์ป่าโลก (The World Wildlife Fund) ทำการฟื้นฟูความสมบูรณ์ของอุทยานจนได้รับการถอนชื่อออกจากบัญชีอันตรายได้ในปี ค.ศ.1992

แต่แล้วก็เกิดภาวะวิกฤติภายในอุทยานฯการัมบ้าอีกครั้งจนได้

ในปี ค.ศ.1991 จังหวัดหนึ่งของประเทศซูดานที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงของอุทยานถูกเข้ายึดครองโดย ทหารของฝ่ายกลุ่มกองกำลังปลดแอกประชาชนซูดาน (Sudanese People’s Liberation Army)(SPLA) ทำให้มีชาวบ้านอพยพ มาตั้งที่พักพิงอยู่รายรอบอุทยานเป็นจำนวนมากและมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 50,000 คนในปี 1993 ทั้งกลุ่มผู้อพยพและกลุ่มทหาร SPLA ได้นำเอาปืนกลและอาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆเข้ามาไล่ล่าสัตว์ภายในอุทยานอย่างบ้าระห่ำโดยป้อนขายสัตว์ป่าเคราะห์ร้ายเหล่านั้นไปยังกลุ่มธุรกิจ Bushmeat ที่รับซื้อไม่อั้น ทำให้จำนวนของสัตว์ป่าทุกชนิดในอุทยานแห่งชาติการัมบ้าลดลงอย่างน่าใจหาย  เจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานเองก็ไม่สามารถคุ้มกันสัตว์ป่าเหล่านั้นได้เลยเหตุเพราะกลุ่มนักล่ามีอาวุธหนักที่พร้อมจะสู้รับมือเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา มีการยิงปะทะกัน 121 ครั้งในระหว่างปี 1993 ถึงปี 1995 เฉพาะภายในปี 1992 เพียงปีเดียวควายป่าและช้างจำนวนมากกว่าหนึ่งพันตัวต้องตกเป็นเหยื่อของนักล่าอย่างน่าเวทนา

ในปี 1996 เหตุการณ์ที่น่าสลดก็มาถึงเมื่อปรากฏว่าแรดขาวสองตัวถูกฆ่าตายคาอุทยาน ทำให้อุทยานแห่งชาติการัมบ้าเจอกับภาวะวิกฤติต้องถูกจัดกลับไปอยู่ในบัญชีอุทยานมรดกโลกที่อยู่ในสถานะอันตรายอีกครั้ง

 

แรดขาวเคราะห์ร้ายอีกตัวที่ถูกฆ่าตายคาอุทยานแห่งชาติการัมบ้าในปี 2004

รูป

----------------------------------------------------------------------------------- 

 

ความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองในแอฟริกากลาง ; การสูญพันธุ์หรือการจะดำรงอยู่ต่อไป ชะตากรรมของแรดขาวเหนือแห่งการัมบ้าฤาจะขึ้นอยู่กับสิ่งนี้

 

ค้นไปค้นมาก็ไปเจอกับกลุ่มพวกนี้เข้าจนได้

อ้างอิง

Poacher กลุ่มนักล่าที่เป็นอันตรายต่อแรดขาว

The janjaweed นักฆ่าจากซูดาน

นี่ก็อีกกลุ่มหนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังพวกนี้เป็นนักฆ่า-นักล่าช้างและแรดมืออาชีพ

The janjaweed เป็นกลุ่มติดอาวุธเชื้อสายอาหรับ ที่เคยปักหลักอยู่แถวจังหวัด Darfur ในประเทศซูดาน พวกนี้ไม่ใช่แค่กลุ่มกองกำลังที่สู้รบและเข่นฆ่าชนพื้นเมืองผิวดำอย่างป่าเถื่อนเท่านั้น หากยังเป็นกองกำลังซึ่งปฏิบัติภารกิจที่มุ่งหาเงินโดยเฉพาะอีกด้วย พวกนี้จะคอยย่องข้ามแนวชายแดนเข้ามาในคองโกโดยมีจุดประสงค์เพื่อฆ่าช้างและแรด โดยจอดรถบรรทุกที่จะใช้ในการขนถ่ายงาช้างและนอแรดไว้ที่ฝั่งซูดาน แล้วจะใช้กองทัพม้า,ฬ่อในการล่าและขนถ่ายลำเลียงในเขตอุทยาน ด้วยการฝึกปรือกันมาอย่างดีและประสบการณ์การสู้รบในสงครามกลางเมืองมายาวนานและอาวุธยุทธภัณฑ์ที่ทันสมัยครบมือ ทั้งยังมีความโหดเหี้ยมป่าเถื่อนด้วยกองกำลังกลุ่มนี้จึงนับเป็นกลุ่มที่ยากที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานจะต่อกรได้

รูป

Horsemen กลุ่มนักล่ามนุษย์ม้า

กลุ่มนายพรานพวกนี้เป็นนักล่าอิสระที่ไม่ทราบสังกัด แต่เดิมนั้นพวกนี้จะล่าสัตว์ป่าทั่วไปทุกชนิดเพื่อส่งขายเนื้อในตลาด Bushmeat แต่ภายหลังมาพวกนี้ได้เปลี่ยนแนวมาล่าช้างและแรดโดยเฉพาะ นักสังเกตการณ์บางท่านเชื่อว่า ความสับสนที่ยังคงดำเนินต่อไปในกระบวนการเจรจาสันติภาพที่ยืดเยื้อภายในประเทศซูดาน อาจจะเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจการค้าสัตว์ป่าต้องรีบกอบโกย “หลายอย่างดูเลวร้ายลงไปทุกที อาจเป็นได้ว่าทุกๆคนกำลังพยายามจะกอบโกยไห้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนที่สันติภาพจะมาถึง” Kes Smith ให้สัมภาษณ์ไว้อย่างนั้น

ในเดือนเมษายนปี 2002 เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานได้ปะทะกับกลุ่มนักล่ามนุษย์ม้ากลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกองรบที่มาจากซูดานเหนือเป็นครั้งแรก เป็นไปได้ว่าพวกนี้เข้ามาล่าสัตว์โดยการสนับสนุนจากรัฐบาลของซูดานในเมือง Khartoum เพราะทราบว่ากลุ่มนักล่าพวกนี้ได้ใช้ม้าและรถไฟของรัฐบาลซูดานในการขนย้ายงาช้างและนอแรดเพื่อนำกลับไปยังซูดาน นักล่ามนุษย์ม้าพวกนี้คือ”มืออาชีพในการทำลายล้างธรรมชาติ”กล่าวโดย Mr”Ruggiero “พวกนี้ได้ออกล่าสัตว์ป่ามาหมดเกลี้ยงทุกที่แล้ว พวกเขาก็เจาะจงที่จะเข้ามาล่าในบริเวณสุดท้ายที่ยังคงมีสัตว์หลงเหลืออยู่ ที่ที่ว่าก็คือการัมบ้านั่นเอง”

Saving White Rhino

Thursday, 14 September 2006

The Lord's Resistance Army

นี่คือกลุ่มกองกำลังย่อยอีกกลุ่มหนึ่งที่จะทำให้เรารู้จักทวีปแอฟริกามากขึ้นนะครับ

กองกำลังผู้ต่อต้านพระเจ้า (The Lord’s Resistance Army) หรือ LRA  คือกลุ่มกบฏที่ต่อสู้กับทหารของรัฐบาลประเทศอูกันดามายืดเยื้อยาวนานมากกว่ายี่สิบปี มีฐานที่มั่นอยู่ที่ตะเข็บชายแดนระหว่างประเทศอูกันดาติดกับภาคตะวันออกของคองโก บัดนี้พวกเขามีภารกิจหลักคือการพิทักษ์แรดขาวเหนือที่ยังคงเหลืออีกเพียงไม่กี่ตัวในการัมบ้า นี่คือแรดขาวเหนือกลุ่มสุดท้ายที่ยังคงเหลืออยู่ในอาณาจักรดั้งเดิมของพวกมันเอง

ช่วงปี ค.ศ.2005 กลุ่มกบฏ LRA ได้เข้ามาปักหลักในบริเวณพื้นที่ส่วนหนึ่งของอุทยาน ทำให้กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเริ่มกังวลใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของแรดขาวเหนือเป็นอย่างยิ่ง ด้วยชื่อเสียงโจทย์จันท์เรื่องความป่าเถื่อนของกบฏกลุ่มนี้ที่มีประวัติโหดร้าย เช่น การข่มขืน การทรมานเหยื่ออย่างโหดเหี้ยมทารุณ รวมถึงประวัติการฆ่าพลเรือนจำนวนมากในอดีต ความกังวลเริ่มเปลี่ยนเป็นความน่าสะพรึงกลัวเมื่อกลุ่มกบฏ LRA ได้สังหารเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานไปถึง 12 ศพรวมถึงสังหารทหารชุดอาสาสมัครของ UN ที่มาจากประเทศกัวเตมาลาไป 8 ราย

หลังจากนั้นไม่นาน Mr.Lawrence Anthony ผู้ก่อตั้งองค์กร the South African environmental group the Earth Organisation ได้ตัดสินใจเดินทางไปยังเมือง Juba ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศซูดานในระหว่างที่มีการจัดการเจรจาเรื่องการเมืองที่นั่น เพื่อขอแนะนำตัวเองต่อหัวหน้ากลุ่มกบฏ LRA เขาได้รับการอนุญาตให้เข้าพบและพูดคุยกับกลุ่มกบฏ LRA ในวันต่อมา

Mr.Anthony ได้พูดกับกลุ่มกบฏในเรื่องของแรดขาวเหนือแห่งการัมบ้า ที่ขณะนั้นนอของมันมีราคารับซื้อสูงถึงอันละ 38,000 ดอลล่าร์สหรัฐในตลาดมืด(คูณ 50 เข้าไปดูอู้หูเกือบ 2 ล้านแน่ะครับ) กลุ่มกบฏ LRA ได้กล่าวแก่ Mr.Anthony ว่า แรดขาวเหนือเคยเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญในชนเผ่าดั้งเดิมของพวกเขา และพวกเขาก็ยังคงให้ความเคารพต่อพวกมันและเมื่อการเจรจาหยุดยิงระหว่าง LRA กับรัฐบาลได้รับการลงนาม LRA จะมุ่งทำภาระกิจหลักคือการช่วยเหลือและร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อุทยานในการพิทักษ์และเฝ้าระวังภัยให้แก่พวกมันต่อไป

ถ้าหากว่าแรดขาวเหนือ 4 ตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ที่การัมบ้าจะยังคงได้รับการปกป้องอยู่ แผนก็คือการช่วยเหลือให้พวกมันได้รับการผสมพันธุ์กับแรดขาวเหนือพวกที่ได้รับการดูแลอยู่ที่สวนสัตว์เมืองซานดีอาโก้ และสวนสัตว์แห่งกรุงปราก เป็นลำดับต่อไป แน่นอนหละ ตามธรรมชาติแรดจะตั้งท้องโดยใช้เวลาท้องละ 18 เดือน พวกมันจะทำการผสมพันธุ์กันแค่ครั้งเดียวในรอบทุกสามปี ออกลูกครั้งละหนึ่งตัว

ในความเป็นจริงแล้ว...กระบวนการทุกอย่างก็แค่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง

เนื่องจากสภาพการเมืองการปกครองของประเทศในแถบนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวายและข้อขัดแย้งที่เป็นชนวนทำให้เกิดการรบพุ่งกันอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งประเทศซูดานซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของคองโกยังก็ทำตัวเป็นหอกข้างแคร่ไม่เคยให้ความช่วยเหลือในการติดตามจับกุมผู้ที่ลักลอบเข้ามาฆ่าสัตว์แต่อย่างใด แถมยังส่งเสริมให้พวกพ่อค้าสัตว์ป่าได้เปิดตลาดรับซื้องาช้างและนอแรดกันได้อย่างเสรีในฝั่งซูดานอีกด้วย จึงเป็นเหตุให้กระบวนการพิทักษ์พันธุ์แรดขาวเหนือสัตว์ป่าสำคัญของโลกต้องเกิดอุปสรรคใหญ่หลวง ในประเทศคองโกเองก็ใช่ว่าจะย่อยเมื่อสงครามกลางเมืองระหว่างพวกทุตซี่และฮุตตูใช่ว่าจะสงบลงง่ายๆ(สงครามกลางเมืองในคองโกคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 3 ล้านคนภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี) เหตุการณ์เลวร้ายยังพร้อมปะทุอยู่ตลอดเวลา รัฐบาลคองโกก็เต็มไปด้วยการทุจริตคอรัปชั่นนักการเมืองคองโกหากินอยู่กับการยักยอกเงินช่วยเหลือประเทศทุกด้านรวมทั้งเงินช่วยเหลือแรดขาวที่ถูกระดมส่งเข้ามาในนามองค์กรต่างๆจากทั่วโลกกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็คงถูกยักยอกไปด้วยเช่นกัน(ผมว่าเองนะ) ความหวังเรื่องการปกป้องแรดขาวเหนือที่เหลืออยู่แค่สี่ตัวที่อุทยานการัมบ้า ณ.เวลานี้ดูเหมือนว่าจะเลือนรางริบหรี่ลงไปทุกทีแล้ว

กลุ่มองค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติพยายามผลักดันโครงการอพยพแรดขาวเหนือที่เหลือไปดูแลในประเทศเคนยาชั่วคราว ซึ่งเคนยามีภูมิประเทศใกล้เคียงกับอุทยานการัมบ้าและมีทุ่งหญ้าชนิดเดียวกันซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของแรดขาว ที่สำคัญคือเป็นพื้นที่ที่สงบหลายๆองค์กรสำคัญของโลกก็เห็นดีกับโครงการนี้ แต่ทว่ามีหรือที่รัฐบาลคองโกจะเห็นด้วยพวกเขาเห็นว่าการปกป้องแรดขาวในการัมบ้านั้นจะต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลคองโกเท่านั้น แน่นอนละครับเงินอุดหนุนจากUNESCO รวมทั้งองค์กรช่วยเหลือต่างๆจะต้องยังคงทะยอยส่งเข้ามาเป็นระลอกๆเงินพวกนี้เข้ากระเป๋าคนพวกไหนหนอ

ผมว่ากลุ่มนักอนุรักษ์คงคิดผิดเหมือนกันถ้าจะย้ายแรดขาวไปไว้ที่เคนยาเพราะเมื่อไม่กี่วันมานี้เองประเทศเคนย่าก็เพิ่งเกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ คนตายไปแล้วร่วม 500 ศพและส่อเค้าวุ่นวายต่อเนื่องอยู่เนืองๆ..เฮ่อ..มายเดียร์แอฟริกา

รูป

โอ้น้องสาว..พี่ชักจะพูดมากไปแล้วมั๊ง...ต่ออีกหน่อยนะครับ ผมจะพาไปดูเจ้าพวกที่เหลือที่ว่าเค้าเก็บไว้ในสวนสัตว์ซานดิอาโก้ กะสวนสัตว์แห่งเมืองปราก ดูซิว่าเค้าทำอะไรกะพวกมันมั่ง เป็นตายร้ายดีกันยังไงไหนไปดูกันซิ...

ไปสำรวจมาแล้วครับพี่-น้อง ที่สวนสัตว์ Sandiago ประเทศอเมริกามีแรดขาวเหนืออยู่ 3 ตัว ชื่อ Nadi  Noda และ Angalifu ที่สวนสัตว์ Dvur Kralove แห่งกรุงปรากสาธารณะรัฐ เชค มีอยู่ 7 ตัว รวมทั้งหมด 10 ตัวในจำนวนนี้มีตัวเมียที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้อยู่แค่ 2 ตัว ตัวนึงชื่อ Najin อีกตัวชื่อ Fatu เป็นแม่ลูกกัน เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่องค์กรต่างๆรวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมมือกันอย่างหนักเพื่อทำการผสมพันธุ์แรดขาวเหล่านี้ แต่พวกเขาก็คว้าน้ำเหลวมาตลอดปัญหาก็คือว่าพวกแรดเขาไม่ยอมทำการผสมกันในถิ่นที่ไม่ใช่บ้านเกิดหรือถิ่นเดิมของเขา แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังพอมีความหวังกับการผสมเทียมอยู่ เพราะเมื่อไม่นานมานี้เองที่สวนสัตว์แห่งกรุงบูดาเปส ประเทศฮังการีเพิ่งจะประสพความสำเร็จในการผสมเทียมแรดขาวใต้ โดยมันให้กำเนิดลูกออกมาแล้วหนึ่งตัว ถ้าเป็นเช่นนั้นการผสมเทียมแรดขาวเหนือในโมเดลเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ยังพอคาดหวังได้ แต่ในความเป็นจริงแรดขาวตัวเมียจะตกไข่แค่ 2-3 ปีต่อ 1 ครั้ง การจะช่วยรักษาดำรงเผ่าพันธุ์ของพวกมันเอาไว้ให้ได้ก็ยังคงดูเลือนรางเช่นเดิมในความเป็นจริง

ข่าวอัพเดท...แรดขาวเหนือตัวเมียตัวหนึ่งที่อยู่ที่สวนสัตว์ซานดีอาโกตายแล้วครับ!!!

ตัวที่ชื่อ Nadi สาเหตุการตายของมันไม่แน่ชัดเพียงแต่มันเจ้าหน้าที่ระบุว่ามันแก่มากแล้ว Nadi อายุ 40 ปีใกล้เคียงกับอายุของแรดขาวตัวที่มีอายุมากที่สุดที่ถูกบันทึกไว้ 44 ปี Nadi ถูกส่งมาจากสาธารณะรัฐเชค ในปีค.ศ.1989 มันถูกจับมาจากแอฟริกา(ไม่ระบุประเทศ)

รูป

ผมขอพอแค่นี้ก่อนแล้วกันไม่ไหวแล้วครับจะว่าไปแล้วไม่คิดตั้งใจจะต่อความยาวสาวความยืดอะไรขนาดนี้เลยครับเพียงแต่ว่าเราติดอยู่ในโลกแห่งข้อมูลใบใหญ่บะเริ่มเทิ่ม เรื่องเล็กก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องใหญ่กลับกลายเป็นเรื่องเล็กได้แค่ในคลิกเดียว  ขอขอบคุณทุกท่านที่อุตส่าห์อดทนอ่านมาจนถึงตรงนี้ นอนหลับฝันดีราตรีสวัสดิ์ครับ

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิง

โดย OkZooZoo

 

กลับไปที่ www.oknation.net