วันที่ ศุกร์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เเด่...พี่น้องทีไอทีวี


สิ่งสำคัญสุด มันอยู่ที่หัวใจ

 

                บนโลกที่ความครึ่งๆ กลางๆ ไม่ขาวไม่ดำ ไม่ได้ไม่เสีย สมานฉันท์ และการประนีประนอม กลายเป็นตัวเลือกของผู้คนที่สถาปนาตัวเองว่าเป็น ‘คนฉลาด’

สังคมที่พูดความจริงกันเพียงครึ่งเดียว รวมถึงลักษณาการวางตัวเป็นผู้หลักผู้ใหญ่เข้าใจความเป็นจริงของโลกของสังคม จึงเป็นวัตรปฏิบัติของมนุษย์ผู้มีอารยะอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

                ขณะเดียวกัน ผู้ที่แสดงเจตนารมณ์ชัดว่าไม่ขอระบายตัวเองด้วยสีเทา ระเบิดอารมณ์ขุ่นกร้าวมุทะลุดุดันทันทีที่เห็นความไม่ถูกต้องชอบธรรม พลันถูกตราหน้าว่าเป็นไอ้พวกสุดโต่ง กลายเป็นบุคคลที่แปลกแยก พิกลพิการ และถูกขับเบียดด้วยสายตาหยามเหยียดให้ตกหล่นไปจากสังคมกระแสหลัก...

สังคมสีเทาๆ      

ด้วยกฎเกณฑ์ที่กำหนดทิศทางความเป็นไปของโลกของสังคมเยี่ยงนี้ ประเด็นปัญหาของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ทีไอทีวี) จึงกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าขบคิดใคร่ครวญเป็นอย่างยิ่ง

ไม่ว่าผลสรุปของคดีที่พูดกันว่าจะกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ของวงการสื่อสารมวลชนจะส่งผลเช่นไรต่อสังคมไทยโดยรวม ทีไอทีวีจะถูกแปรสภาพเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลหรือไม่ และเหตุผลของแต่ละฝักฝ่ายจะแหลมคมเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองเพียงใด ผู้เชี่ยวชาญคงทำการวิพากษ์วิจารณ์กันไปจนหมดไส้หมดพุงแล้ว

แต่สิ่งที่เราๆ ท่านๆ ไม่ควรละเลยมองข้าม น่าจะอยู่ตรงที่ น้ำหนักของเสียงสนับสนุนจากพี่น้องพนักงานในไอทีวี ที่ออกมาร่ำไห้ด้วยความปวดร้าวทันทีที่รู้ตัวว่าต้องกลายสภาพเป็นคนตกงานนั่นต่างหาก

ข้อความที่ถูกกล่าวซ้ำๆ ว่าการปิดทีไอทีวี (จอมืด) เป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการรับรู้ข่าวสาร บ้านนี้เมืองนี้จำต้องมีสื่อเสรี รวมถึงคำอรรถาธิบายถึงภารกิจอันเหนื่อยยากของพนักงานไอทีวีทุกคนในการทำงานเดินตามธง ‘เพื่อสังคม’ นับเป็นบทอุทธรณ์ที่ดูมีน้ำหนัก และสมเหตุสมผลที่สุดในการยกมาหักโค่นข้อหาความผิดที่พวกเขาคิดว่าไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม                    

                กล่าวกันในบริบทของความรับผิดชอบต่อสังคม ถูกต้องแล้วที่สื่อสารมวลชนจำต้องปฏิบัติตนเยี่ยงอัศวินขี่ม้าสีหมอก คอยรบราเข่นฆ่าความเหลื่อมล้ำต่ำสูงให้มลายสิ้น รวมถึงเป็นกระบอกเสียงของประชาชนในการร่ำร้องหาความชอบธรรมโดยไม่อิดเอื้อนต่อรอง เพราะมันคือ ‘หน้าที่’ โดยตรงของนักสื่อสารมวลชนทุกคนที่ไม่จำเป็นต้องยกขึ้นมาป่าวประกาศ

                ส่วนเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการรับรู้ข่าวสารนั้น นั่นหมายถึงว่า เรากำลังพูดถึง ‘โลก’ แห่ง ‘อุดมคติ-จรรณยาบรรณ’ อันงดงามอย่างที่เราพึงมี ซึ่งสิงสถิตอยู่คนละฟากกับอำนาจของทุน

กล่าวให้ถึงที่สุด คือยืนอยู่คนละฝั่งกับโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โลกเช่นนี้ ต้องอาศัยพื้นที่ ‘ข้างใน’ อันเข้มแข็ง หนักแน่น และแน่นอนว่า แผ่นดินยูโธเปียผืนนี้ย่อมต้อง ‘ไม่มี’ สภาวะครึ่งๆ กลางๆ ไม่ขาวไม่ดำ ไม่ได้ไม่เสีย สมานฉันท์ ประนีประนอม ต่อเรื่องต่ำช้าไม่ว่าในกรณีใดๆ    

                ที่ผ่านมา หากอดีตพนักงานไอทีวีเชื่อมั่นว่าตัวเองได้ดุ่มเดินอยู่บนเส้นทางสายนี้อย่างสง่างาม กับข้อครหาว่าเป็นการเรียกร้องของอดีต ‘ลูกหม้อชินคอร์ป-ลิ่วล้อเทมาเส็ก’ คงเป็นเพียงแค่คำกล่าวโทษขี้ปะติ๋ว และไม่ต้องเก็บมาเป็นเรื่องอนาทรร้อนใจให้ขุ่นข้องหมองมัวในอารมณ์

                อย่าลืมว่า เรากำลังพูดถึงโลกในอุดมคติอันสวยงาม โลกที่ปราศจากการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว โลกที่เรื่องเงินทองไม่มีสิทธิ์เข้ามาก้าวก่าย เพราะโลกใบนี้ สิ่งสำคัญที่สุดมันไม่ใช่แค่ปัจจัยภายนอก

                มันอยู่ที่อาณาเขตเล็กๆ ด้านในที่เรียกว่า ‘หัวใจ’ นั่นต่างหาก

*****

- สันติสุข กาญจนประกร : เรื่อง -

 

โดย สันติสุข/กาญจนประกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net